ตอนที่ 225
ตอนที่ 225
ตอนที่ 225
เหยาอวี้มองไปยังเรือนเบื้องหน้า มันมิใช่ตำหนัก มิใช่เรือนพักของผู้มีฐานะ หากเป็นเพียงเรือนเล็กเก่าโทรม
หลังคาบางส่วนยุบตัว ไม้ผุกร่อนจนเผยรอยแตก ผนังซีดจาง มีคราบฝุ่นและคราบน้ำเกาะติดราวกับมิได้มีผู้ใดเหลียวแลมาหลายปี ประตูไม้เอียงเล็กน้อย บานหนึ่งปิดไม่สนิท อีกบานเหมือนจะหลุดจากบานพับอยู่รอมร่อ
ทั้งเรือนให้ความรู้สึกว่างเปล่าและถูกทอดทิ้ง
ไม่ควรมีอยู่ในจวนอ๋องอันโอ่อ่าเช่นนี้แม้แต่น้อย
เหยาอวี้ก้าวออกจากต้นไม้ใหญ่ที่บังทาง
นางเดินเข้าไปช้าๆ แต่ยังไม่ทันได้เหยียบถึงธรณีเรือน นางก็ชะงักลง…
เพราะเบื้องหน้า มีเด็กชายผู้หนึ่งนั่งอยู่อย่างอ่อนแรง
เขาสวมเสื้อผ้าไหม…แต่ยับยู่และเปรอะเปื้อน เนื้อผ้าดี หากกลับเต็มไปด้วยคราบสกปรก จนแทบจำเนื้อผ้าไม่ได้ ใบหน้ามอมแมม ผมเผ้าพันกันยุ่งเหยิง ราวกับไม่ได้สระมานาน ร่างกายซูบผอม เสื้อผ้าหลวมโพรก และกลิ่นอับจางๆ ลอยมาแผ่วเบา
เขาจ้องมองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ในความหวาดกลัวนั้น กลับมีความลังเล
เหมือนอยากหนี…แต่ก็ไม่กล้าหนี
อยากพูด…แต่ก็ไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่
ริมฝีปากแห้งแตกของเขาขยับเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเบา
“ข้าหิว…”
เพียงสองคำสั้นๆ
กลับทำให้เหยาอวี้นิ่งงันไปชั่วขณะ
สายตานางกวาดมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความตะลึงฉายชัดอยู่ในดวงตา
จวนอู๋ชินอ๋องแห่งเจียงหนาน สถานที่ที่แม้แต่บ่าวรับใช้ยังแต่งกายดูดีเรียบร้อย
เหตุใด…จึงมีเด็กที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ได้
หรือว่าเขาเป็นเพียงบ่าวรับใช้?
แต่ผ้าไหมบนกาย…กลับไม่สอดคล้องกับฐานะนั้นเลย
เหยาอวี้ยังไม่ทันเอ่ยคำใด
จู่ๆ …ประตูผุๆ ด้านหน้าก็ส่งเสียงครืดเบาๆ เปิดออกช้าๆ
นางสะดุ้งเล็กน้อย รีบถอยหลังและหลบเข้าไปหลังเงาภูเขาจำลองอีกครั้ง กลั้นลมหายใจ เฝ้ามองผ่านช่องว่างอย่างระมัดระวัง
บ่าวหญิงชราผู้หนึ่งเดินออกมา ร่างกายผอมแห้ง หลังค่อมเล็กน้อย เสื้อผ้าที่สวมใส่เก่าโทรมไม่ต่างจากเรือนแห่งนี้
นางถือถาดไม้ใบเล็ก บนถาดมีเพียงชามข้าวต้มจืดชามหนึ่ง ไร้ซึ่งความร้อน
“ท่านชายเพคะ…เสวยเถิดเพคะ”
เสียงแหบพร่า แฝงความอ่อนโยนที่พยายามประคองไว้
เด็กชายรับชามนั้นไปอย่างเงียบงัน มือสั่นเล็กน้อย
บ่าวหญิงชรามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความเวทนา ก่อนจะพึมพำด้วยความคับแค้น
“รังแกกันเกินไปแล้วจริง ๆ …นางตั้งครรภ์ไม่ได้…เหตุใดต้องมาระรานบุตรของผู้อื่นด้วย…” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย เหมือนพยายามกดความโกรธเอาไว้
“แม้ท่านอ๋องจะไม่เสด็จมา…” นางกัดฟันเบาๆ “ก็ใช่ว่าจะทำกันได้ถึงเพียงนี้…”
คำพูดเหล่านั้น เบา…แต่ชัดเจน
เหยาอวี้ที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ดวงตาค่อยๆ เปลี่ยนไป
จากความสงสัย กลายเป็นความเข้าใจบางส่วน
ใช่แล้ว… นี่คงจะเป็นท่านชายเพียงคนเดียวที่เกิดจากอดีตอู๋หวางเฟยที่สิ้นพระชนม์ไป
เซียวหยวนเล่อ…
เขาชินแล้วล่ะ…
คำว่าชิน ที่เด็กวัยนี้ไม่ควรรู้จัก กลับฝังอยู่ในแววตาของเขาอย่างเงียบงัน
ความหิว…ความหนาว…หรือแม้แต่สายตารังเกียจของผู้คน ล้วนเป็นสิ่งที่ติดตัวเขามานานจนกลายเป็นความเคยชิน
บิดาไม่เคยเหลียวแล ยิ่งหลังจากมารดาสิ้นไป ตำหนักหลังของบิดาก็เต็มไปด้วยสตรีมากหน้าหลายตา
แต่ละคนล้วนต่างแย่งชิงความโปรดปราน ต่างช่วงชิงความสนใจ
จนเด็กคนหนึ่ง…ที่ไม่มีผู้ใดคอยปกป้อง ก็ถูกผลักออกไปอย่างง่ายดาย ราวกับเป็นส่วนเกินที่ไม่มีผู้ใดต้องการ
โดยเฉพาะเช่อเฟยผู้นั้น นางสามารถควบคุมจวนอ๋องแห่งนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวคือการมีทายาทให้เสด็จพ่อ…
เซียวหยวนเล่อก้มมองชามข้าวต้มในมือ ไกลิ่นจืดชืดนั้นมิได้ชวนให้อยากอาหาร แต่เพราะความหิวคือสารปรุงรสที่ดีทุกสุด
ทว่าสุดท้ายเขายกขึ้นดื่มเพียงครึ่งถ้วย น้ำข้าวอุ่นไหลผ่านลำคอ ช่วยประทังชีวิต…มากกว่าจะเรียกว่าการกินอิ่ม
จากนั้นก็ยื่นชามคืนให้เฟิงหมัวหมัว[1]
หญิงชรารับไว้ด้วยมือสั่นเล็กน้อย ทันทีที่เห็นว่าข้าวต้มยังเหลืออยู่เกินครึ่ง ดวงตาของนางก็แดงขึ้น น้ำตาเอ่อคลอจนไม่อาจกลั้นไว้
“ท่านชาย…เสวยอีกสักหน่อยเถิดเพคะ” เสียงแหบพร่าพยายามกดความสะเทือนใจ “บ่าว…บ่าวแอบทานมาระหว่างทางแล้ว” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มฝืน พยายามทำให้มันดูเป็นเรื่องธรรมดา
แต่เซียวหยวนเล่อกลับมองนางนิ่ง
สายตานั้น…สงบนิ่งเกินวัย
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่านางโกหก
ในเรือนแห่งนี้ อาหารเพียงชามเดียว ล้วนต้องแบ่งกันกินอย่างประหยัด
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกชามขึ้นอีกคำ ดื่มเพียงเล็กน้อย แล้ววางลง
“อิ่มแล้ว”
น้ำเสียงเรียบเฉย ท่าทีชัดเจนว่าไม่คิดจะทานต่อ
เฟิงหมัวหมัวชะงัก น้ำตาที่กลั้นไว้…ไหลลงมาเงียบๆ
นางรู้ดี ว่าท่านชายมิได้อิ่ม แต่เลือกจะอิ่ม เพื่อให้นางได้มีส่วนแบ่ง
ความรู้สึกนั้นยิ่งทำให้หัวใจนางเจ็บปวด
แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยคำใด ไม่กล้าเปิดโปงความตั้งใจของเขา ได้แต่พยักหน้าเบาๆ รับชามข้าวต้มไว้
“เช่นนั้น…บ่าวจะนำไปเก็บนะเพคะ”
นางกล่าวเสียงสั่น ก่อนจะหันหลังเดินออกไปช้าๆ ระหว่างทางยังพึมพำบ่นเบาๆ ทั้งคำตำหนิ ทั้งความคับแค้น แต่ล้วนไร้เรี่ยวแรง จนในที่สุดก็หายลับไปด้านหลังเรือน
หัวใจของเฟิงหมัวหมัวหนักอึ้ง กังวลจนแทบหายใจไม่ออก
ฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามา ในเรือนที่ไร้ฟืนไฟ กระทั่งน้ำดื่มยังต้องประหยัด ไร้อาหาร และไร้ผู้คุ้มครองเช่นนี้
สองนายบ่าวจะประคองชีวิตผ่านพ้นไปได้อย่างไร…
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในใจไม่สิ้นสุด
ภายในเรือนจึงกลับมาเงียบอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องไม้ผุ
เซียวหยวนเล่อยืนอยู่ตรงเดิม มือเล็กกำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองด้านหลังต้นไม้ใหญ่
เขาก้าวไปช้าๆ สายตากวาดมองอย่างระมัดระวัง
แต่เมื่ออ้อมไปถึง กลับไม่พบสิ่งใด
เด็กหญิงน่ารักผู้นั้น…หายไปแล้ว
ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาในยามหิวโหย
เซียวหยวนเล่อหยุดยืนอยู่ตรงนั้น แววตาที่เคยนิ่งสงบ ปรากฏความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาแผ่วเบา
เป็นความผิดหวัง…ที่คุ้นเคย
เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะหลุบสายตาลง ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้ง พาเอาความเงียบงันกลับมาปกคลุมทุกสิ่ง และทิ้งไว้เพียงเงาของเด็กชายผู้หนึ่ง
ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเรือนร้าง…แห่งนี้
เหยาอวี้ยืนอยู่ ณ ที่เดิม สีหน้าสงบเรียบร้อย เพียงแต่ปลายคิ้วแฝงความงุนงงเล็กน้อยตามแบบเด็กหญิง
ขณะที่ขันทีเฒ่าผู้นั้น กลับรีบร้อนจนแทบเสียกิริยา เขาเดินกึ่งวิ่งเข้ามา เสื้อผ้าแกว่งไกว ลมหายใจถี่ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“คุณหนูสี่เจียง! ท่านหายไปที่ใดมา!” เสียงแหลมกว่าปกติเล็กน้อย “บ่าว…บ่าวตามหาท่านเสียทั่วแล้ว!”
เหยาอวี้กระพริบตาเบาๆ สีหน้าใสซื่อ
“ข้าปวดเบาพอดีเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างเรียบง่าย “มีบ่าวผู้หนึ่งผ่านมา เห็นข้าลำบาก จึงพาไปด้านหลังให้ปลดเบา” พูดจบยังชะงักเล็กน้อย ราวกับเกรงใจเหลือหลาย “เพราะคิดว่าท่านยังไม่กลับมา ข้าจึงไม่ได้รอ”
ขันทีเฒ่าชะงักไปชั่วครู่ สีหน้าขมวดแน่น
“แล้วเหตุใดท่านไม่รอบ่าวก่อนเล่า!”
น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าแข็งกร้าวเกินไป
เหยาอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตาใสจ้องเขาอย่างไร้เดียงสา
“แต่…ท่านมิได้บอกข้าว่าจะไปนานเพียงใดนี่เจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงความจริงที่ไม่อาจโต้แย้ง เสมือนมีความจนใจอยู่หลายส่วน “ข้าไม่รู้ว่าท่านจะกลับมาเมื่อใด หากรออยู่แล้วเกิดสุดจะกลั้น…ก็คงไม่งามนัก”
พูดจบ นางยังหลุบตาลงเล็กน้อย ราวกับรู้สึกกระดากอายตามวัย
คำพูดเรียบง่าย แต่กลับทำให้ขันทีเฒ่าพูดไม่ออก สีหน้าของเขาแข็งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนหัวเราะแห้งๆ เพราะแท้จริงเขาก็ไม่มีสิทธิถือสาหาความกับเด็กหญิงผู้หนึ่ง
แม้ว่าเจ้านายเขาจะสั่งมาชัดเจนว่าให้สร้างความลำบากให้แม่นางน้อยผู้นี้บ้าง แต่ก็ไม่อาจให้มันโจ่งแจ้งจนเกินไป ถึงอย่างไรพี่ชายของนางก็เหมือนจะได้รับความสนใจจากท่านอ๋อง และที่สำคัญเจ้านายของเขาเพียงอยากขู่เอาของในมือนางมาเท่านั้น
“เอ่อ…” เขารีบเปลี่ยนน้ำเสียง กลับมาอ่อนน้อมดังเดิม “บ่าวเป็นผู้บกพร่องเอง มิได้ชี้แจงให้ชัดเจน”
เหยาอวี้พยักหน้าเบาๆ ท่าทางมิได้ติดใจ ราวกับเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
แต่ในแววตาที่หลุบลงนั้น กลับมีประกายบางอย่างแวบผ่าน
เงียบงัน และฉายแววบาดลึกกว่าที่ผู้ใดจะสังเกตเห็น
ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายเบาๆ ความรู้สึกไม่สบายใจยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่อาจจับต้องได้ว่ามาจากสิ่งใด สุดท้ายจึงได้แต่รีบเอ่ย
“เชิญคุณหนูสี่เจียง…อู๋เช่อเฟยรออยู่แล้ว”
น้ำเสียงคราวนี้ระมัดระวังกว่าเดิม
เหยาอวี้เพียงพยักหน้า ก่อนก้าวตามไปอย่างเรียบร้อย
ราวกับว่า…
ไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนเลยแม้แต่น้อย…
[1] หมัวหมัว (嬷嬷 - Mómó) เป็นคำเรียก สตรีรับใช้ผู้อาวุโส ในวังหลวงหรือตระกูลสูงศักดิ์