ตอนที่ 226
ตอนที่ 226
ตอนที่ 226
เมื่อเหยาอวี้ถูกพาเข้าสู่เรือนชั้นใน ม่านไหมบางถูกแหวกออกช้าๆ กลิ่นหอมอ่อนของเครื่องหอมลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ ภายในตกแต่งวิจิตร หรูหราเกินคำบรรยาย
ที่กลางห้อง มีสตรีผู้หนึ่งเอนกายอยู่บนตั่งหยก เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ใบหน้างดงามราวสตรีวัยสามสิบต้นๆ ผิวพรรณผุดผ่องไร้ริ้วรอย หากแววตากลับลึกซึ้งเกินวัย
นี่คืออู๋เช่อเฟย
นางเหลือบตามองเด็กหญิงตรงหน้า ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย มีการประเมินท่าทีของนางอยู่ในใจ
“เด็กน้อยผู้นี้เองหรือ…”
น้ำเสียงอ่อนหวาน แต่แฝงความเย็นบางเบา
“เปิ่นกง[1]ให้เจ้ารอนานเสียแล้ว” นางเอ่ยต่อ พร้อมถอนหายใจเบาๆ เหมือนเสียใจอย่างสุดซึ้ง “เพราะบ่าวรับใช้ไม่รู้จักหน้าที่ ลืมมาแจ้งเปิ่นกง” ปลายน้ำเสียงแปรเป็นแข็งขึ้น “เรื่องเช่นนี้…จะปล่อยผ่านได้อย่างไร”
นางเหลือบสายตาไปยังขันทีและบ่าวรับที่คุกเข่าอยู่
“เดี๋ยวเปิ่นกงจะลงโทษให้พวกมันรู้ความเสียบ้าง”
คำพูดนั้น…ชัดเจนว่าเป็นการแสดง
เหยาอวี้เพียงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าสงบใสซื่อ เหมือนขลาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยสิ่งใด
“เพคะ”
ไม่มีคำขอความเมตตา ไม่มีคำขออภัยแทนเลยแม้แต่น้อย
อู๋เช่อเฟยชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง สายตาฉายแววแปลกใจเล็กน้อย
เด็กทั่วไปในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมรีบเอ่ยคำขอให้ละเว้น เพื่อแสดงความอ่อนโยนเมตตา
แต่เด็กหญิงผู้นี้…กลับยอมรับทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ราวกับมองว่า เป็นเรื่องของฝ่ายในที่นางไม่ควรยุ่งเกี่ยว
ความเงียบอึดอัดปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายอู๋เช่อเฟยก็ต้องเอ่ย
“โบยเสียคนละยี่สิบไม้”
น้ำเสียงเด็ดขาด เพื่อรักษาหน้าตนเอง เพราะถือว่าอย่างไรก็กล่าวออกไปแล้ว
ขันทีเฒ่าผู้นั้นหน้าซีดทันที
“อู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียง! โปรดละเว้น…”
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกสั่ง
“อุดปาก! ลากออกไป!”
เสียงคำสั่งเฉียบขาด ไม่นานเสียงดิ้นรนก็ถูกกลบ แล้วค่อยๆ ห่างออกไป
เหยาอวี้เพียงถอนหายใจเบาๆ แววตาไม่เปลี่ยน ไม่แสดงความสงสาร ไม่แสดงความพอใจ เพียงยืนนิ่ง เหมือนเด็กที่ไม่เข้าใจโลก และไม่คิดจะเข้าใจ เหมือนว่าถูกทางบ้านตักเตือนให้ห้ามแสดงความคิดเห็นใดใดกับที่นี่
อู๋เช่อเฟยมองนาง
ความระแวงในใจ…ลดลงเล็กน้อย
เด็กคนนี้…คงไม่รู้เรื่องจริงๆ
นางคิด จึงเปลี่ยนหัวข้อ เริ่มการหยั่งเชิง
“ได้ยินว่ากิจการเต้าหู้ของเจ้าดีไม่น้อย แม้แต่ท่านอ๋องยังกล่าวชื่นชม…ราคาถูก ช่วยชาวบ้านมิให้อดอยาก”
เหยาอวี้ได้ยินก็ยิ้มขึ้นทันที ดวงตาเปล่งประกาย
“จริงหรือเพคะ” น้ำเสียงดีใจอย่างไม่ปิดบัง “ขอบพระคุณท่าอ๋องและอู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงที่ชื่นชม”
ท่าทางนั้น…เหมือนเด็กได้รับคำชม ไร้เล่ห์เหลี่ยม
จากนั้นนางก็เอียงศีรษะเล็กน้อย มองอีกฝ่ายอย่างใสซื่อ ราวกับกำลังรอว่า…
แล้วเมื่อไหร่ตนเองได้ได้เริ่มการถวายการรักษา?
อู๋เช่อเฟยถึงกับอึกอัก แต่ก็ยื่นแขนออกมา ปากเริ่มพึมพำเหมือนเป็นเรื่องหลักของวันนี้
“ช่วงนี้โรคเก่ามักกำเริบ ได้ยินชื่อเสียงเจ้าจากจวนเติ้งป๋อ…จึงอยากลองดู”
เหยาอวี้ยิ้มเขิน ตอบอย่างไม่ปิดบัง
“ก็แค่แมวตาบอดเจอหนูตาย…เป็นเพียงความบังเอิญเพคะ หม่อมฉันแค่เคยศึกษาพิษชนิดนั้นพอดี ….โชคดีที่ช่วยท่านป๋อได้”
“อืม…โชคดีจริงๆ”
อู๋เช่อเฟยพูดเหมือนยินดีเช่นกัน ทว่าแววตาลึกขึ้น
เหยาอวี้นั่งลง มีผ้าบางวางรองก่อนแตะชีพจร กิริยาสงบเรียบร้อย ระหว่างจับชีพจร
อู๋เช่อเฟยยังคงหยั่งเชิงเรื่องเต้าหู้ต่อ
“เจ้ายังเด็ก แต่ทำประโยชน์ได้มาก คิดค้นเต้าหู้ได้เอง…ไม่ง่ายเลย”
เหยาอวี้หัวเราะเขิน
“หม่อมฉันหรือจะคิดค้นได้เองเพคะ อู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงทรงได้ยินจากผู้ใดหรือ”
คำถามย้อนกลับนั้น ทำให้อู๋เช่อเฟยระวังขึ้น แต่เมื่อสบกับดวงตาดอกท้อที่ใสกระจ่างเหมือนถามอย่างซื่อๆ นางก็รู้สึกว่าตัวเองเพียงคิดมากไปเท่านั้น จึงพูดว่า
“ผู้ใดก็กล่าวเช่นนี้”
เหยาอวี้ยิ้ม “เช่นนั้นต้องขอบคุณทุกคนที่เชื่อเช่นนั้นเพคะ”
แล้วก็เงียบอีกครั้งเหมือนกำลังจดจ่ออยู่กับการจับชีพจร
…ไม่อธิบาย ไม่แก้ตัว ปล่อยให้อีกฝ่ายครุ่นคิดเอง
อู๋เช่อเฟยย่อมมิใช่สตรีที่ไร้สมอง เพียงแต่เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กหญิงที่ดูใสซื่อไร้พิษภัยตรงหน้า
ความระแวดระวังในใจ…กลับค่อยๆ คลายลงโดยไม่รู้ตัว ยิ่งมองท่าทีของเหยาอวี้ที่ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ไม่ปิดบัง
นางยิ่งรู้สึกว่า เด็กคนนี้…อาจจะยังเด็กเกินไปจนไม่รู้จักระวังตัว
หรืออย่างน้อย…ก็ไม่ใช่คนที่คิดซ้อนคิดหลายชั้น
ความร้อนรนที่เกิดขึ้นก่อนหน้า จึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความโลภบางเบา ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
สุดท้ายนางก็เลิกหยั่งเชิง แล้วเปลี่ยนไปถามตรงๆ เพราะหากอย่างอ้อมค้อมไปมาเช่นนี้ คงไมไ่ด้รับคำตอบที่ต้องการ
“ได้ยินว่าเต้าหู้ของเจ้าขายดีมากสินะ”
เหยาอวี้พยักหน้าทันที รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เพคะ…ได้ยินพี่รองกับท่านแม่กล่าวว่า มีพ่อค้าหลายเมืองมาซื้อไปขายต่อจำนวนมาก”
น้ำเสียงใสซื่อ ไร้ความระวัง ราวกับไม่รู้เลยว่าเรื่องที่ตนพูดนั้น มีมูลค่ามหาศาลเพียงใด
อู๋เช่อเฟยมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มรุกต่ออย่างแนบเนียน
“เช่นนั้น…เจ้าคิดจะขยายกิจการหรือไม่ หากมาที่เจียงหนาน เปิ่นกงจะรับรองให้เอง” น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น “ไม่ว่าทำเลหรือการค้าขาย ข้าล้วนช่วยดูแลได้ หรือหากเจ้าขาดทุนทรัพย์…”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวช้าๆ
“ข้าย่อมสามารถช่วยได้” จากนั้นสายตาก็เปล่งประกายขึ้น “หากมีข้าเป็นหุ้นส่วน…ทุกอย่างย่อมสะดวกกว่านี้มาก”
คำพูดนั้นดูเหมือนเสนอความช่วยเหลือ แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นการยื่นมือ เพื่อควบคุม
ในใจของอู๋เช่อเฟย คิดไปถึงขั้นตอนถัดไปแล้ว เพียงให้ตนได้มีส่วนร่วม ตระกูลเจียงจะกล้าปิดบังสูตรหรือ
ถึงตอนนั้น…นางย่อมได้ทุกสิ่งมาอยู่ในมือ
เหยาอวี้กลับทำหน้ามึนงง คิ้วเล็กๆ ขมวดน้อยๆ
“เรื่องนี้…” นางเอ่ยช้าๆ “อาจต้องถามท่านมารดา หรือไม่ก็พี่รองเจ้าค่ะ”
คำตอบธรรมดา แต่กลับทำให้อู๋เช่อเฟยขมวดคิ้วทันที
“เหตุใดต้องถามพวกเขา” น้ำเสียงกดต่ำ “โฉนดร้านเป็นชื่อเจ้ามิใช่หรือ”
เหยาอวี้ได้ยิน กลับไม่มีสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางยิ้มกว้างขึ้น แววตาเปล่งประกายด้วยความภูมิใจอย่างแท้จริง
“เจ้าค่ะ! ตระกูลเจียงดีต่อหม่อมฉันมาก ให้ร้านเต้าหู้เป็นสินเดิม หม่อมฉันดีใจยิ่งนัก ท่านแม่บุญธรรมยังกล่าวอีกว่า ต่อไปหากหม่อมฉันออกเรือน จะไม่มีผู้ใดกล้าดูถูก…”
นางพูดต่อไปเรื่อยๆ น้ำเสียงสดใส เต็มไปด้วยความชื่นชม จากนั้นเป็นเรื่องการออกเรือนของตน วาดฝันว่าจะต้องเป็นแบบใด
เจอกับการพูดไปเรื่อยของเด็กหญิงวัยแปดขวบ อู๋เช่อเฟยถึงกับมีสีหน้าดำคล้ำขึ้นมา
นางแทรกขึ้นทันที “…เจ้าจะมาเปิดกิจการที่เจียงหนานหรือไม่”
เหยาอวี้ชะงัก เหมือนเพิ่งได้สติ แล้วชักมือออกจากชีพจรเล็กน้อย ทำท่าครุ่นคิดจริงจัง
“เรื่องนี้…หม่อมฉันต้องกลับไปถามก่อนจริงๆ เจ้าค่ะ” นางเว้นจังหวะ แล้วพูดต่อราวกับนึกขึ้นได้ “แต่ได้ยินท่านแม่เคยกล่าว… มีพ่อค้ารายใหญ่ในเจียงหนาน ซื้อเต้าหู้จำนวนมาก และเหมือนจะมีสัญญาปิด…ว่าพวกหม่อมฉันจะไม่มาขายแข่งกับเขาที่เจียงหนาน” น้ำเสียงยังคงใสซื่อ แต่ก็ฉายแววกลุ้มใจขึ้นมา เหมือนเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าเด็กหญิงผู้หนึ่งจะเข้าใจ
“หากผิดสัญญา…ต้องเสียค่าปรับสิบเท่าหรือยี่สิบเท่า คิดๆ แล้วเหมือนจะเป็นเงิน…หลายแสนตำลึงเพคะ แต่ถ้าหากอู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงต้องการเปิดกิจการที่เจียงหนาน ค่าผิดสัญญานี้ทางตระกูลเจียงอาจจะไม่มีจ่าย”
คำพูดนั้น ทำให้อู๋เช่อเฟยนิ่งไปทันที ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย
สีหน้าที่เคยสงบ…แปรเปลี่ยนจนแทบบิดเบี้ยว
เงินนับแสนตำลึง…
ต่อให้เป็นเช่อเฟย ก็หาใช่จำนวนที่หยิบออกมาได้ง่ายๆ หากนางต้องการจริงๆ ย่อมต้องขอความช่วยเหลือจากตระกูลเดิม
แต่ช่วงที่การค้าพลิกผัน ภาษีเกลือถูกงดเว้น ราชสำนักควบคุมราคาอย่างเข้มงวด เพราะเพิ่งผ่านภัยน้ำท่วม
เงินหมุนจำนวนมหาศาลถูกใช้ไปไม่หยุดหย่อนในช่วงนี้ ไหนเลยจะให้จ่ายค่าผิดสัญญาเช่นนี้…
นางจึงได้หยั่งเชิงไปว่า
“เต้าหู้ของเจ้าขายดีเพียงนั้น…ค่าปรับแค่นี้…ก็จ่ายไม่ได้หรือ”
[1] เปิ่นกง (本宫 - Běngōng) เป็นคำสรรพนามแทนตัวเองในภาษาจีนโบราณ แปลว่า “เราผู้เป็นเจ้าตำหนัก” มักใช้โดยสตรีเชื้อพระวงศ์ระดับสูงที่มีตำหนักเป็นของตนเอง เช่น ไทเฮา, ฮองเฮา, สนมชั้นสูง หรือองค์หญิง เพื่อแสดงอำนาจและความสูงศักดิ์