ตอนที่ 228
ตอนที่ 228
ตอนที่ 228
เหยาอวี้เพิ่งก้าวพ้นประตูฝ่ายในของจวนชินอ๋อง บรรยากาศภายนอกกลับเงียบสงบกว่าที่นางคาดไว้ แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดลงบางเบา ทอดเงาของต้นไม้ใหญ่ลงบนพื้นหินเป็นลวดลายซ้อนทับ
และใต้เงาไม้นั้น มีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีอ่อน เรียบง่าย…แต่สะอาดตา สายลมพัดชายแขนเสื้อไหวแผ่ว เส้นผมสีดำยาวสลวยถูกมัดเรียบร้อย ปอยผมบางส่วนตกลงข้างแก้ม ขับให้ใบหน้าคมคายยิ่งดูโดดเด่น
เขายืนอยู่เฉยๆ มิได้ขยับ แต่กลับดึงดูดสายตาได้โดยไม่ต้องพยายาม ราวกับเป็นภาพวาดที่มีชีวิต งดงาม…แต่เย็นห่าง สงบ…แต่แฝงความกดดันที่ยากจะมองข้าม
เจียงมู่ไป๋ ยืนห่างลำต้นไม้เล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคมทอดมองไปข้างหน้า สีหน้าเรียบเฉย ราวกับทุกสิ่งรอบกายไม่อาจรบกวนเขาได้
แต่เมื่อเหยาอวี้ก้าวออกมา สายตานั้นก็เคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย หันมาจับจ้องนางทันที
“ต้องให้พี่รองต้องรอนานแล้วเจ้าค่ะ” เหยาอวี้เผยรอยยิ้มทักทาย
ชายหนุ่มรู้ดีว่าแม้รอบด้านจะเงียบสงบ แต่ก็แฝงไปด้วยสายตามากมายที่จับจ้องอยู่
“กลับกันเถอะ” เขาพูดก่อนเอื้อมมือมาให้นางอย่างคุ้นชิน และปลายนิ้วเล็กของเหยาอวี้ก็ยกขึ้นแตะลงบนปลายนิ้วของเขาอย่างคุ้นเคยเช่นกัน
สัมผัสนั้นเบา…แต่มั่นคง
เจียงมู่ไป๋มิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงออกแรงเล็กน้อย พานางก้าวเดินออกไปพร้อมกัน
ทางเดินหินทอดยาวออกจากฝ่ายใน เงาไม้ไหวเอนตามแรงลม แสงแดดลอดผ่านใบไม้ตกกระทบพื้นเป็นลวดลายพร่างพราย
เมื่อก้าวขึ้นรถม้าที่รออยู่หน้าจวนเด็กหญิงก็เผยแววตาเหนื่อยล้าออกมา ครั้งนี้นางนั่งข้างเขาเงียบๆ ทั้งยังคล้องแขนอย่างถือสิทธิ์ ไม่นานนักศีรษะเล็กๆ ก็เอียงซบลงมาแอบอิงพักใจ
“เจ้าทำได้ดีมากแล้ว” เจียงมู่ไป๋ให้กำลังใจ แน่นอนว่าเรื่องราวในตำหนักฝ่ายในนั้นเขารับรู้เรียบร้อยแล้ว เพราะมีองครักษ์เงาแฝงอยู่ข้างกายนางตลอด เขาจึงพอรับรู้เรื่องราวในนั้น
“แบบนี้นางคงไม่มาวุ่นวายกับเจ้าอีกแล้ว” ชายหนุ่มพูดต่อ แม้ว่าเหยาอวี้จะยินยอมเขียนเทียบยาและวิธีการรักษาออกมาจนหมด เขาก็ไม่คิดจะตำหนิสิ่งใด รู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนั้น ย่อมไม่ง่ายที่จะรับมือ ถึงอย่างไรก็มีเขาอยู่ เขาย่อมไม่ให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสเช่นนี้ได้อีกแน่นอน
ในใจถึงขั้นคิดจะส่งเด็กหญิงกลับไปเหออัน หรือไม่ก็เมืองหลิงหยวนด้วยซ้ำ
ทว่าเด็กหญิงที่ทำทีเหนื่อยล้าอยู่นั้น กลับเด้งตัวขึ้นมา แล้วแสดงสีหน้าสดใสเหมือนไม่มีสิ่งใดมาทำให้นางขุ่นมัวได้เลย
“พี่รองไม่ต้องกังวล ไม่มีหมอคนใดรักษาโรคนี้ของนางได้หรอกเจ้าค่ะ” เหยาอวี้พูดจบก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ ที่นางเหนื่อยล้านั้นก็คือไม่คุ้นชินที่ต้องแสดงละครเช่นนั้นเท่านั้น
แต่ว่าเรื่องที่ตนต้องเสียเปรียบนั้น
ไหนเลยจะมีเรื่องเช่นนี้ได้…
เจียงมู่ไป๋ได้ยินก็เลิกคิ้วไม่เข้าใจ
เหยาอวี้ฉีกยิ้มก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงใสซื่อ แต่เนื้อหากลับลุ่มลึกเกินวัย
“ชีพจรของนางเป็น ‘ชีพจรมังกรซ่อนกาย[1]’ มันเป็นลักษณะของชีพจรที่หาได้ยากมากในคนผู้หนึ่ง…อาจไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิตที่จะพบ และหาได้ยากในจำนวนคนนับแสน” นางเงยหน้ามองเขา ดวงตาดอกท้อใสกระจ่าง
“เพราะซ่อนตัวอยู่ลึก…ลึกจนแทบไม่อาจสัมผัสได้ พลังหยางของร่างกายจึงเหมือนมี…แต่ก็เหมือนไม่มี ภายนอกดูอ่อนแอ หนาวเย็น แต่ภายในกลับแฝงความร้อนและการอุดตัน”
เจียงมู่ไป๋ฟังเงียบๆ แววตาเริ่มลึกขึ้น
เหยาอวี้จึงกล่าวต่อ
“ชีพจรเช่นนี้… มิใช่ว่าใครจะตรวจจับได้ หากฝีมือไม่ถึง…ก็จะมองว่าเป็นเพียงอาการหนาวสั่นทั่วไป หรือไม่ก็วินิจฉัยผิดไปเลย ข้าเชื่อว่าแม้แต่หมอที่ส่งมาจากวังหลวงของนาง…ก็จับหาชีพจรนี้ไม่เจอ”
“แต่ข้า…”
นางไม่ได้พูดต่อ เพียงเอียงศีรษะเล็กน้อย ราวกับคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องนี้แท้จริงต้องขอบคุณสัมผัสฟ้าดินนี้ของนางด้วย ความจริงชีพจรที่อยู่ลึกเช่นนี้ การจับด้วยปลายนิ้วต่อให้เก่งแค่ไหนก็ยากที่จะค้นเจอ
ดังนั้นนางจึงมั่นใจและกล้าพูดว่ามีเพียงนางเท่านั้นที่จะรักษาสตรีนางนั้นได้
เจียงมู่ไป๋มองนาง เพราะเขารู้ว่านางได้มอบเทียบยาและวิธีการรักษาไปแล้วไม่ใช่หรือ?
เหยาอวี้เห็นสายตาตั้งคำถามนั้นก็หัวเราะคิกเบาๆ กลับมาเด้งตัวอีกครั้ง กอดอกราวกับอาจารย์ใหญ่ในห้องเรียนกำลังสั่งสอนเด็ก
“ชีพจรนี้…มิใช่คงที่ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคราวลึก บางคราวตื้น บางครั้งร้อน บางครั้งเย็น หากใช้ยาผิดจังหวะ…ไม่เพียงรักษาไม่ได้ แต่จะยิ่งทำให้เสียสมดุลหนักขึ้น”
นางยกนิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ดังนั้น…เทียบยาที่ข้าเขียนให้ไป จึงละเอียดมาก แบ่งเป็นหลายช่วง ต้องปรับตามการเปลี่ยนแปลงของชีพจรในแต่ละครั้ง”
“และ…”
นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ต้อง ‘จับชีพจรนั้นให้ได้’ เสียก่อน”
คำพูดนั้น ทำให้เจียงมู่ไป๋นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจในทันที แววตาเขาคลายลงบางส่วน แต่มองแม่นางน้อยข้างๆ ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ต่อให้มีเทียบยา…แต่ไม่มีคนจับชีพจร…ก็ใช้ไม่ได้?”
เหยาอวี้พยักหน้า
“เจ้าค่ะ ต่อให้ยาดีเพียงใด…หากจับชีพจรไม่ถูก…ก็เหมือนยิงธนูโดยหลับตา นี่ยังไม่รวมถึงจุดฝังเข็มที่ข้าระบุไว้ หากฝังพลาดไป…ไม่สิ” พูดถึงตรงนี้แววตาของเด็กหญิงก็เกิดประกายสังหารเล็กน้อย
“...ไม่มีผู้ใดกล้าฝังเข็มนี้ลงไปตามจุดนี้แน่นอนเจ้าค่ะ”
นางเอนศีรษะกลับไปพิงแขนเขาอีกครั้ง ท่าทีสบายใจ ราวกับเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพราะจุดฝังเข็มที่นางระบุไว้ ล้วนแต่เฉียดใกล้อวัยวะสำคัญของร่างกายทั้งนั้น หากไร้ซึ่งสัมผัสฟ้าดินของนาง ต้องลงเข็มลึกเท่าใด ตื้นเท่าใด ล้วนแต่บอกได้ยากนัก
“อู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงผู้นี้ นางคงคิดวางหมากไว้หมดแล้ว เพราะยามนี้นางได้ครอบครองเทียบยาและวิธีการฝังเข็มไปหมดแล้ว แต่ไม่นาน…”
เหยาอวี้หรี่ตายิ้ม เสียงแผ่วลงเล็กน้อย
“นางก็จะรู้ว่า…สิ่งที่สำคัญกว่าเทียบยา และวิธีรักษา คือ ‘คนที่ตรวจชีพจรนั้นได้’ ต่างหาก อีกไม่นาน…จะต้องมีคนมาเชิญข้าไปตำหนักในของจวนชินอ๋องอีกแน่นอนเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไร้ความลังเล
เจียงมู่ไป๋มองเหยาอวี้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตาเขาลึกลง แม้จะเข้าใจสิ่งที่นางคิด แต่ความไม่สบายใจกลับมิได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย
“เป็นไปได้…” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “ข้าไม่อยากให้เจ้าเข้าจวนชินอ๋องอีก” น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักแน่นที่ไม่อาจมองข้าม ปลายนิ้วเขายังคงวางอยู่ข้างกายนาง ไม่จับ…แต่ก็ไม่ห่าง เหมือนพร้อมจะดึงนางออกจากสิ่งอันตรายได้ทุกเมื่อ
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาใสสะท้อนแสงอ่อนในรถม้า ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความลังเล มีเพียงความเข้าใจ และความแน่วแน่ที่ไม่สมวัย
“หนีวันหนึ่งค่ำได้…” นางเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงนุ่มนวล “ก็หนีวันสิบห้าค่ำไม่พ้นหรอกเจ้าค่ะ” คำพูดเรียบง่าย แต่กลับแทงเข้าใจกลางประเด็น เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ
เจียงมู่ไป๋นิ่งไปเล็กน้อย
เหยาอวี้จึงขยับตัวเข้าใกล้เขาอีกนิด คล้องแขนเขาเบาๆ ราวกับปลอบใจ ก่อนจะยิ้มบาง
“ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้…มิสู้เรากุมหมากตัวนี้ไว้เองจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงนางยังคงอ่อนหวาน แต่แฝงความเฉียบคมอย่างชัดเจน เหมือนเด็กหญิงที่กำลังพูดเรื่องธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว กำลังวางหมากอยู่กลางกระดาน
เหยาอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาเป็นประกาย
“ข้าบอกนางไปแล้ว…ต่อให้ตั้งครรภ์ได้ ก็ใช่ว่าจะรักษาได้ง่าย ระยะเวลาตั้งครรภ์ตั้งสิบเดือน ยาวนานถึงเพียงนั้น…” นางยิ้มขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังพูดถึงเรื่องสนุก
“ท่านคิดว่า…เราจะหา ‘จุดอ่อน’ ของนางไม่พบจริงหรือเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋มองนาง ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา ความตึงเครียดในแววตาค่อยๆ คลายลงเล็กน้อย แม้ยังไม่วางใจ แต่ก็รู้ดีว่า
เด็กหญิงตรงหน้า…มิใช่ผู้ที่จะถูกใครชักนำได้ง่ายๆ
กลับกัน เป็นนางต่างหากที่กำลังค่อยๆ ชักนำผู้อื่น โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย แตะศีรษะนางเบาๆ น้ำเสียงอ่อนลงอย่างจนใจ เกือบลืมไปแล้วว่าตอนแรกสิ่งที่ทำให้เขาสนใจนาง ก็ล้วนแต่เป็นท่าทีสู้ยิบตาเช่นนี้ของนางทั้งนั้น ทุกครั้งที่เหมือนจะพลาดพลั้ง แต่นางจะหาทางพลิกกระดานกลับมาทุกครั้ง ทั้งทรนง และโอหัง แต่ก็ละสายตาไม่ได้เลย
“อย่าประมาท”
คำกล่าวเพียงสั้นๆ แต่แฝงความห่วงใยอย่างชัดเจน
เพราะคำว่าหา ‘จุดอ่อน’ ของนาง
ถูกเจียงมู่ไป๋เปลี่ยนเป็นคำว่า ‘จุดตาย’ ไปแล้ว
สำหรับคนที่กล้าบีบคั้นนาง เขาย่อมไม่อยากให้อีกฝ่ายยังหายใจ
เหยาอวี้พยักหน้า รอยยิ้มยังคงอยู่ ก่อนจะเอนศีรษะกลับไปพิงเขาอีกครั้ง หลับตาลงชั่วครู่ ราวกับกลับมาเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดา ที่เหนื่อยล้าจากเรื่องราวทั้งวัน
เพราะหากนับเวลาที่ถูกทิ้งให้ยืนรอจริงๆ ก็เกือบสองชั่วยาม ต่อให้นางเถลไถลไปที่อีกสำหรับการยืนถึงสองชั่วยามก็นับว่าเป็นเรื่องที่นักหนาสำหรับเด็กแปดขวบยิ่งนัก
นางจึงไม่มีวันที่จะขอร้องใดใดแทนขันทีเฒ่าผู้นั้น ไม่ใช่เพราะเขาผิดทั้งหมด แต่ถือเป็นการหักหน้าอู๋เช่อเฟยผู้นั้นไปด้วยกัน
รถม้ายังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสียงล้อหมุนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และภายในยังเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของคนทั้งคู่เกี่ยวกับเรื่องราวในจวนอ๋องตลอดทาง
หมากบนกระดาน…ได้ถูกวางลงแล้วหนึ่งตา โดยที่ผู้เล่นอีกฝ่าย
ยังมิทันรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย…
[1] ชีพจรมังกรซ่อนกาย อันนี้เป็นชื่อเชิงเปรียบเทียบที่ดูสูงศักดิ์ขึ้นมา บ่งบอกว่า พลังหยาง หรือมังกรนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่เลือกที่จะหมอบราบและซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน (กระดูก) เพื่อปกป้องตัวเองจากความเย็นจัดหรืออันตรายภายนอก ซึ่งตามตำราแพทย์จริงๆ นี่คือลักษณะของชีพจร ฝูม่าย ที่มีลักษณะซ่อนลึกจนต้องกดถึงกระดูกค่ะ