LNCrawler

ตอนที่ 229

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 229

ตอนที่ 229


 

ย้อนกลับมาที่ตำหนักในจวนอู๋ชินอ๋องของอู๋เช่อเฟย

ทุกอย่างเป็นไปตามที่เหยาอวี้คาดคิด ทันทีที่เด็กหญิงจากไป หมอหลวงประจำตัวอู๋เช่อเฟยก็ถูกเรียกตัวเข้ามา

ภายในตำหนักในกลับเงียบสงบดังเดิม กลิ่นเครื่องหอมยังลอยอวลอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศกลับตึงเครียดกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ชายชราผู้นั้นเพียงก้าวเข้ามาในห้อง ยังไม่ทันได้ตั้งตัว กระดาษเทียบยาก็ถูกวางลงตรงหน้า

ไม่ต้องอธิบายมากนัก ชายชราผู้นั้นก็เข้าใจโดยทันที

หมอหลวงรับมาอย่างระมัดระวัง เพียงแค่กวาดตามองบรรทัดแรก สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที

“ชะ-ชีพจรมังกรซ่อนกาย…”

มือที่ถือกระดาษสั่นเล็กน้อย เขาอ่านต่อไปอีกไม่กี่บรรทัด สีหน้าก็ซีดลง เหงื่อเย็นผุดขึ้นตามขมับ ยังไม่ทันอ่านจบ เขาก็ทรุดเข่าลงกับพื้น

โขลกศีรษะเสียงดัง

“เหนียงเหนียง! โปรดไว้ชีวิตด้วย!”

น้ำเสียงสั่น เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

อู๋เช่อเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เหตุใดต้องโวยวายถึงเพียงนี้” นางกล่าวเย็นๆ “เทียบยานี้…มีสิ่งใดผิดหรือ”

หมอหลวงยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย สีหน้ายังไม่อาจควบคุมได้

“มิใช่…มิใช่ผิดขอรับ! แต่…แต่…”

เขากลืนน้ำลาย สายตาก้มต่ำ

“นี่มิใช่เทียบยาธรรมดา นี่เป็นสิ่งที่…ข้าน้อยเคยเห็นเพียงในตำราแพทย์โบราณเท่านั้น”

คำพูดนั้นทำให้อู๋เช่อเฟยนิ่งลง แววตาเริ่มลึกขึ้น

หมอหลวงกล่าวต่ออย่างระมัดระวัง

“ชีพจรนี้…หาได้ยากยิ่ง ทั้งยังซ่อนลึกจนแทบตรวจไม่พบ ผู้ที่วินิจฉัยออก…ต้องมีฝีมือสูงยิ่ง ทั้งยังต้องจัดเทียบยาตามลักษณะที่แปรผันของชีพจร”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่ว

“ข้าน้อย…มิอาจตรวจพบได้จริงๆ ขอรับ”

คำยอมรับนั้น ทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้น

อู๋เช่อเฟยไม่เอ่ยคำใด เพียงมองเขานิ่ง

หมอหลวงรีบโขลกศีรษะอีกครั้ง

“มิน่าเล่า…เหตุใดข้าน้อยรักษาอย่างไรก็ไม่หาย และหลังจากแท้งครานั้น… พระองค์ก็ไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก” น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “นี่…เป็นเพราะชีพจรนี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ หากปล่อยไว้นานวัน… จะกลายเป็นกากพิษสะสม ยิ่งรักษา…ยิ่งผิดทาง”

อู๋เช่อเฟยเม้มริมฝีปาก ปลายนิ้วกำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

“แล้ว…รักษาได้หรือไม่”

หมอหลวงชะงัก สายตาเลื่อนไปยังเทียบยาในมือ

เมื่อมองไปถึงส่วนการฝังเข็ม สีหน้าก็ยิ่งซีด มือสั่นจนแทบถือกระดาษไม่อยู่

“นี่…” เขากลืนน้ำลายอีกครั้ง “จุดฝังเข็มเหล่านี้… ล้วนเป็นจุดสำคัญยิ่งบนร่างกาย ผิดเพียงเส้นผมเดียว…อาจกระทบเส้นลมปราณหลัก และอวัยวะ ถึงขั้น…ถึงชีวิตได้” เสียงเขาแผ่วลง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“ข้าน้อย…ไม่กล้าลงมือขอรับ”

คำพูดนั้นชัดเจนยิ่ง

อู๋เช่อเฟยหรี่ตาลงทันที

“ไม่กล้า?” น้ำเสียงเย็นเฉียบ “หรือทำไม่ได้”

หมอหลวงรีบโขลกศีรษะ

“ข้าน้อยไร้ความสามารถ! มิใช่ว่าไม่อยากรักษา… แต่หากลงมือ… เกรงว่าจะกลายเป็นหลุมฝังศพของข้าน้อยเสียเอง!”

ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง

อู๋เช่อเฟยนั่งนิ่ง สายตาจ้องเทียบยานั้น ในใจเกิดความปั่นป่วน แต่คราวนี้ มิใช่ความลังเล หากเป็นความแน่ชัด

เด็กหญิงผู้นั้น…

“เช่นนั้น…เจ้าคิดว่า…ผู้ที่เขียนตำรับนี้ จะรักษาได้หรือไม่”

หมอหลวงนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำ

“หากเป็นผู้ที่ตรวจชีพจรนี้ออก…ย่อมมีโอกาสมากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”

คำตอบนั้น ทำให้แววตาของอู๋เช่อเฟยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ความลังเลสุดท้าย ถูกสลายลงในพริบตา เหลือเพียงความตั้งใจแน่วแน่ แล้วเริ่มวางหมากใหม่บนกระดานลงไป


 

ส่วนทางด้านอู๋ชินอ๋องเองก็มีความประหลาดใจ

เจียงมู่ไป๋…

ได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในความคิดของพระองค์แล้ว มิใช่เพียงเพราะการพบหน้าพูดคุยในวันนี้ แต่ยังรวมถึงบทความข้อสอบในสนามสอบเซียงซื่อ ที่ทำให้ชื่อของอีกฝ่ายถูกยกขึ้นมาอยู่เหนือผู้คนทั้งหลาย กลายเป็นเจี้ยหยวนอย่างไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้

อู๋ชินอ๋องยังคงจำได้ชัดเจน ในวันที่เขาได้อ่านบทความนั้น ตัวอักษรบนกระดาษซวนจื่อเรียงตัวอย่างเรียบง่าย ไม่มีการโอ้อวดถ้อยคำ ไม่มีการประดับประดาที่ฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น แต่กลับดึงดูดสายตา ตั้งแต่บรรทัดแรก

มันมิใช่เพียง ‘ดี’

หากแต่… ‘ตรง’

ตรงต่อแก่นของปัญหา

ตรงต่อสถานการณ์ของแผ่นดิน

และตรงต่อความจริงที่ผู้คนจำนวนมากเลือกจะมองข้าม

เขาเขียนถึงสภาพเศรษฐกิจของเจียงหนาน มิใช่เพียงผิวเผิน แต่เจาะลึกถึงราก ทั้งเรื่องการค้าทางน้ำ การผูกขาดของพ่อค้าใหญ่ การไหลเวียนของเงินตราที่ดูเหมือนรุ่งเรือง แต่แท้จริงกลับเปราะบาง

เพราะพึ่งพาเพียงไม่กี่เส้นทาง เขาไม่เพียงระบุปัญหา แต่ยังแยกแยะเป็นชั้นๆ เหมือนค่อยๆ คลี่เงื่อนที่พันกันอยู่ ให้เห็นโครงสร้างที่แท้จริงของมัน

จากนั้น จึงค่อยเสนอทางแก้ ไม่ใช่คำพูดลอยๆ ไม่ใช่เพียงอุดมคติสวยหรู แต่เป็นแนวทางที่ทำได้จริง

เขากล่าวถึงการปรับสมดุลระหว่างรัฐกับพ่อค้า การควบคุมโดยไม่ทำลาย การเปิดช่องทางใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง

แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการจัดเก็บภาษี หรือการส่งเสริมการผลิต ก็ถูกเขียนไว้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น

ทุกประโยค ไม่สูญเปล่า

ทุกคำ เหมือนถูกชั่งน้ำหนักมาแล้ว

มิใช่เพียงทักษะทางอักษรศาสตร์

มิใช่เพียงความงดงามของวรรณศิลป์

แต่เป็นความคิด ที่ลึก…และคม

เขาเคยอ่านบทความของบัณฑิตมานับไม่ถ้วน แต่มีเพียงไม่กี่ชิ้น ที่ทำให้เขารู้สึกว่า หากปล่อยคนผู้นี้ไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินแว่นแคว้น

และบทความของเจียงมู่ไป๋ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

มิใช่เพราะความโดดเด่นเพียงด้านเดียว แต่เพราะความสมดุล ระหว่างสติปัญญา  สายตาที่มองไกล และความเข้าใจในความเป็นจริงของโลก

“สีน้ำเงินนั้น กลั่นมาจากคราม แต่กลับสีเข้มกว่าคราม น้ำแข็งแม้กำเนิดจากน้ำ แต่เยือกเย็นยิ่งกว่า[1]”

คำพูดที่ออกจากปากของอู๋ชินอ๋องนี้ ทำให้ขันทีเฒ่าข้างตัว และพ่อบ้านของจวนถึงกลับต้องวางชายหนุ่มที่เพิ่งจากไป ไว้ในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิมอีกขั้น 


 

เมื่อรถม้าหยุดลง เหยาอวี้จึงรีบออกจากรถม้าทันที นางอยากกินอาหารฝีมือมารดาบุญธรรมเสียแล้ว ทว่าเมื่อออกไปกลับมิใช่หน้าจวนของตนเอง

“พี่รอง?” เด็กหญิงชะงักยืนตรงที่หน้ารถม้า มองเจียงมู่ไป๋ที่กำลังออกจากม่านประตูรถม้าด้วยสีหน้าฉงนใจ

“มาเถอะ มีเงินเก็บไว้กับตัวมากไปก็ไม่ดี” เจียงมู่ไป๋ยิ้มบางขณะค้อมเอวอุ้มนางลงบันไดไม้ที่อาไฉนำมาวางรอไว้ข้างหน้ารถม้า

ที่นี่คือหอเงินทงหยวน ที่เป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่ ที่ไม่ขึ้นตรงต่อแคว้นใด แม้ว่าแต่ละแคว้นย่อมมีหอเงินเป็นของตน แต่เทียบกับหอเงินทงหยวนแล้ว ที่นี่กลับเป็นที่น่าเชื่อถือของคนทั้งแผ่นดินมากกว่า ยิ่งกับพ่อค้า หรือผู้คนที่ต้องค้าขายหลายดินแดน หอเงินทงหยวนเป็นตัวเลือกแรกของความเชื่อใจ

เมื่อก้าวผ่านธรณีประตูไม้แกะสลักเข้าไปในหอเงินทงหยวน กลิ่นไม้หอมจางๆ ก็ลอยมาต้อนรับทันที พื้นด้านในปูด้วยหินเรียบขัดมันจนสะท้อนเงาโคมไฟทองเหลืองที่แขวนเรียงรายอยู่เหนือศีรษะ บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความน่าเกรงขาม ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงหอเงิน หากแต่เป็นสถานที่เก็บรักษาความลับของผู้คนทั้งใต้หล้า

ด้านในแบ่งเป็นช่องโต๊ะไม้ยาวเป็นระเบียบ แต่ละช่องมีลูกกรงไม้สลักลวดลายกั้นไว้ พนักงานสวมชุดยาวสีเข้มยืนประจำตำแหน่งอย่างสำรวม สีหน้าสุภาพดูมีการศึกษา

ยังไม่ทันที่เหยาอวี้จะได้มองรอบด้านให้ชัด เสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาค้อมกาย

“คุณชาย ต้องการทำธุรการใดขอรับ?”

เจียงมู่ไป๋มิได้เอ่ยอธิบายยืดยาว เพียงยกมือหยิบป้ายชิ้นหนึ่งออกมาให้ดูแวบเดียว

เหยาอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นเพียงเสี้ยววินาที กลับสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดา ป้ายหยกนิลดำสนิทนั้นเงาวาวลึก ราวกับดูดกลืนแสงโดยรอบ มันมิใช่หยกสามัญที่พบได้ทั่วไปแน่นอน

เพียงแค่เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นเห็น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที จากเดิมที่สุภาพ กลายเป็นนอบน้อมยิ่งขึ้น

“เชิญคุณชายขึ้นชั้นบนขอรับ”

เขารีบผายมือเชิญ พร้อมนำทางผ่านบันไดไม้ด้านในที่แยกจากโถงหลักโดยเฉพาะ




 

[1]สีน้ำเงินนั้น กลั่นมาจากคราม แต่กลับสีเข้มกว่าคราม น้ำแข็งแม้กำเนิดจากน้ำ แต่เยือกเย็นยิ่งกว่า (青,取之于蓝而青于蓝;冰,水为之而寒于水 - Qīng, qǔ zhī yú lán ér qīng yú lán; bīng, shuǐ wéi zhī ér hán yú shuǐ) แปลว่า ศิษย์ที่เก่งหรือมีความโดดเด่นกว่าอาจารย์ หรือผู้เยาว์ที่พัฒนาต่อยอดความรู้จนประสบความสำเร็จสูงกว่าชนรุ่นก่อนๆ