ตอนที่ 230
ตอนที่ 230
ตอนที่ 230
ชั้นบนเงียบสงบกว่าด้านล่างหลายเท่า พื้นปูพรมทอเนื้อนุ่ม โต๊ะเก้าอี้ไม้หอมจัดวางเป็นระเบียบ มีฉากกั้นลายเมฆหมอกเพิ่มความเป็นส่วนตัว มุมหนึ่งมีโคมแก้วใสให้แสงนวลสบายตา บรรยากาศโดยรวมดูหรูหราและเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน
ไม่นานนัก ชายชราในชุดยาวสีเข้มก็ก้าวออกมาต้อนรับ เขามีท่าทางสุขุม แววตาเฉียบคม แตกต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ทั่วไป เขามองเด็กหญิงที่อยู่ข้างกายชายหนุ่มเพียงชั่วขณะก็เก็บซ่อนสายตาของตนลงไป ก่อนจะเรียบเรียงใคร่ครวญอยู่สักครู่ก่อนเริ่มหยั่งเชิงออกมาชื่อหนึ่ง
“คุณชายรองเจียง?”
เมื่อเห็นการพยักหน้าของอีกฝ่าย เขาจึงค่อยผ่อนลมหายใจ จากนั้นมองไปที่แม่นางน้อยด้วยสายตาประจบประแจงเล็กน้อย
“นี่คงเป็นคุณหนูสี่เจียงสินะขอรับ ข้าก็รอว่าเมื่อใดคุณหนูจะมาทำธุรการที่หอเงินของเรา”
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้ตอบรับอันใด เพียงกล่าวสั้นๆ กับเหยาอวี้ว่า
“เจ้านำป้ายประจำตัวออกมา เขาจะนำไปจัดการเปิดบัญชีให้เจ้า ต่อไปรายรับจากกิจการทั้งหมดของเจ้า ข้าจะให้คนนำมาฝากไว้ที่บัญชีของเจ้า
เหยาอวี้รีบหยิบป้ายของตนออกมาอย่างว่าง่าย ชายชรารับไปตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนส่งต่อให้เสี่ยวเอ้อร์ด้านข้างจดบันทึก
บนโต๊ะมี สมุดทะเบียนหลักวางอยู่ เปิดหน้ากระดาษหนาเรียบ พู่กันจุ่มหมึกถูกยกขึ้นอย่างมั่นคง เสี่ยวเอ้อร์อีกคนหนึ่งทำหน้าที่คอยบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ
“โปรดแจ้งชื่อบัญชีทางการขอรับ”
เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยชื่อของตนออกมา
“และตั้งชื่อรหัสประจำตัวขอรับ …ชื่อนี้จะว่าลับก็ลับ จะไม่ลับก็ได้ เพียงเพื่อให้ผู้มาฝากเงินยืนยันว่าฝากตรงกับบัญชีของท่านเท่านั้น”
นางพยักหน้าเข้าใจ ก่อนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นึกถึงท้อหยกเซียนที่เงียบหายไปนาน แม้แต่ฝันก็ไม่มีแล้ว จึงตอบออกไปเบาๆ
เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้าแล้วจดลงในสมุดทะเบียน ตัวอักษรเรียงเป็นระเบียบชัดเจน จากนั้นจึงประทับตราหอเงินลงด้านล่าง เป็นการยืนยันว่าบัญชีนี้ได้ถูกบันทึกเข้าสู่ระบบของหอเงินทงหยวนอย่างสมบูรณ์
ชายชราจึงกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน
“การฝากเงินของหอเงินทงหยวนทำได้ไม่ยาก เพียงแสดงป้ายประจำตัวของตนเอง แจ้งชื่อบัญชีทางการ และชื่อรหัสประจำตัวของบัญชีที่จะฝากเงิน ทางเราจะบันทึกและออกใบรับเงินให้ขอรับ”
เขาหยิบแผ่นกระดาษเนื้อดีขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง
“แต่การเบิกถอนนั้น...”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
“จะต้องใช้ป้ายหยกประจำตัว ที่หอเงินออกให้โดยเฉพาะ ภายในป้ายมีตราประทับลับสลักอยู่ด้านใน มิอาจปลอมแปลงได้”
เสี่ยวเอ้อร์อีกคนยกกล่องไม้เล็กๆ มาเปิดอย่างระมัดระวัง ฝาไม้ถูกแง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นป้ายหยกที่วางนิ่งอยู่ภายใน
เนื้อหยกขาวนวลบริสุทธิ์ โปร่งแสงเล็กน้อย เมื่อแสงจากโคมด้านบนทอดลงมากระทบ ก็ยิ่งขับให้ลวดลายที่สลักอยู่ภายในปรากฏเด่นชัดขึ้น
เมื่อเหยาอวี้ยื่นมือไปรับมา ชายชราก็กล่าวต่อ
“และต้องแสดงควบคู่กับป้ายชื่อของเจ้าของบัญชี จึงจะสามารถเบิกถอนเงินได้ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะรู้ชื่อรหัสหรือมีใบรับเงิน ก็ไม่อาจถอนเงินได้แม้แต่อีแปะเดียวขอรับ”
เหยาอวี้ฟังแล้วถึงกับพยักหน้าชื่นชม สถานที่แห่งนี้รัดกุมกว่าที่นางคาดคิดไว้มาก คล้ายๆ กับธนาคารในยุคแรกๆ ที่นางจากมา
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่เยิ่นเย้อ ไร้คำฟุ่มเฟื่อยใด แต่การต้อนรับทุกอย่างล้วนไม่ขาดตกบกพร่อง
ไม่นานนักเหยาอวี้ก็กลับมานั่งเล่นหยกขาวบนรถม้าที่ฝั่งตรงข้ามเขาเสียแล้ว
“พี่รอง ท่านคงไม่ใช่ผู้ฝากเงินรายใหญ่ของหอเงินทงหยวนนี้หรอกนะเจ้าคะ” นางอดที่จะแซวเขาไม่ได้จริงๆ ที่การเปิดบัญชีราบรื่นขนาดนี้ ทั้งยังได้รับการต้อนรับที่ดีตั้งแต่ต้นจนจบ นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องเล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับป้ายหยกดำๆ อันนั้นของเขา
มานึกดูแล้วก็อยากรู้แหล่งผลิตเงินของเขาจริงๆ
เทียบกับอู๋เช่อเฟยที่แค่ได้ยินว่าต้องจ่ายค่าปรับผิดสัญญาหลักแสนตำลึงเงิน นางยังต้องชะงัก และน่าจะไม่พูดถึงเต้าหู้ไปอีกสักพักใหญ่ๆ
แต่ในวันที่นางบอกว่าขาดเงินซื้อถั่วเหลืองวันนั้น พี่รองของนางผู้นี้ก็ให้อาไฉมอบเงินให้นางถึงแสนตำลึงตาไม่กระพริบด้วยซ้ำ
นางจำได้แค่ว่าเขาน่าจะเกี่ยวข้องกับหอจิ่นอวิ๋นในระดับที่สำคัญ และยังมีกิจการร้านตำราที่จงหยวนกับหลินฉางเฟิงผู้นั้น…
อืม…ในยุคนี้การเปิดร้านตำราก็สร้างความมั่งคั่งได้มากจริงๆ นั่นแหละ แต่มันมากขนาดใช้เงินนับแสนตำลึงได้ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ?
เจียงมู่ไป๋ได้ยินคำถาม ก่อนสายตาจะเลื่อนไปสบกับดวงตาดอกท้อคู่
ปลายหางตาโค้งอ่อนเล็กน้อย คล้ายกลีบดอกไม้ที่เพิ่งคลี่บาน แววตาใสแจ๋วสะท้อนแสง ทว่ากลับมีประกายซุกซนแฝงอยู่ พอจ้องนานเข้า กลับยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนลูกแมวตัวน้อยที่กำลังเอียงศีรษะมองบางสิ่งอย่างงุนงง
ทั้งน่ารัก…และน่าขันในคราเดียวกัน
เจียงมู่ไป๋หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ร่างสูงเอนพิงพนักรถม้าอย่างเกียจคร้าน มือยกขึ้นเท้าคางอย่างไม่ใส่ใจนัก ปลายนิ้วเคาะแผ่วๆ ไปตามกรอบหน้าต่างไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า ราวกับทุกสิ่งรอบกายล้วนไม่สำคัญเท่ากับภาพตรงหน้า
สายตาเขากวาดมองนางจากมุมต่ำอย่างเอื่อยเฉื่อย แววตาคร้านๆ นั้นกลับซ่อนรอยขบขันไว้อย่างชัดเจน
“เจ้าอยากรู้หรือ?”
เด็กหญิงอมแก้มป่องทันที กับท่าทีหยอกล้อของเขา จนต้องย้ายก้นกลับมานั่งข้างเขาอีกครั้ง พร้อมกับเขย่าแขนนั้นอย่างขัดใจเล็กน้อย
“แล้วท่านจะบอกหรือไม่”
เห็นท่าทีเช่นนั้น เจียงมู่ไป๋กลับยิ่งรู้สึกคันยุบยิบในใจอย่างประหลาด
เด็กหญิงตรงหน้าเพียงพองแก้มเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นก็ยิ่งกลมโตขึ้นอีกนิด ปลายหางตายกขึ้นอย่างน่ามอง คล้ายกำลังงอน…แต่ก็ยังแอบคาดหวังคำตอบ
ท่าทางเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้ใดเห็นเข้า ก็คงอดแกล้งไม่ได้
ความคิดเพิ่งแล่นผ่าน นิ้วมือก็ขยับก่อนแล้ว เขายกมือขึ้นอย่างเคยชิน หมายจะเอื้อมไปบีบแก้มกลมๆ ของนางเหมือนครั้งก่อนๆ
เหยาอวี้ตอบสนองแทบจะทันที
เพราะถูกทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน นางแทบไม่ต้องคิดก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร ปกติแล้วเพียงเอนตัวหลบก็พ้นมือเขาได้ง่ายดาย
แต่ครานี้ต่างออกไป
ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้เกินไปเสียแล้ว
แค่พริบตาเดียวย่อมหลบไม่ทัน
ชั่วขณะนั้นเอง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นวาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เด็กหญิงจะอ้าปากงับนิ้วมือที่ยื่นเข้ามาแทน
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยวลมหายใจ
หากเป็นปกติ เจียงมู่ไป๋ย่อมหลบได้โดยไม่ต้องคิด ร่างกายของเขาฝึกฝนมาจนตอบสนองเร็วกว่าสัญชาตญาณเสียอีก
แต่ปัญหาคือ…เขา ‘ไม่ทันคิด’
และยิ่งไม่เคยคาดว่านางจะตอบโต้เช่นนี้
ความแข็งเล็กๆ ของฟันน้ำนมกระทบผิวปลายนิ้ว ตามด้วยความนุ่มชื้นอุ่นบางของปลายลิ้นที่แตะผ่านเพียงแผ่วเดียว
ความรู้สึกนั้น…ชัดเจนเกินไป
ชัดจนทำให้ชายหนุ่มที่มักเกียจคร้านเอื่อยเฉื่อยอยู่เสมอ สะดุ้งตกใจขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาชักมือกลับทันทีราวกับแตะของร้อน สีหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ
แม้แต่จะมองนาง…ก็ยังไม่กล้า
บรรยากาศในรถม้าเงียบลงไปอย่างแปลกประหลาด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงฝืนรวบรวมสติ เอ่ยเสียงทุ้มต่ำอย่างพยายามให้เป็นปกติ
“ห้ามทำเช่นนี้กับผู้ใดอีก เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนตำหนิ…แต่กลับแฝงความตึงเครียดบางอย่างที่ปกปิดไม่มิด
เหยาอวี้ได้ยินก็หน้ามุ่ยทันที แววตาชัดเจนว่าเขาปรักปรำนางชัดๆ
“ไม่มีผู้ใดชอบแกล้งบีบแก้มข้าเหมือนท่านสักหน่อย!”
คำตอบนั้นทำให้เจียงมู่ไป๋ชะงักเก้อไปอีกครั้ง เขาเงียบงัน ไม่เอ่ยคำใดต่อไป สายตาหลบเลี่ยงอย่างเห็นได้ชัด
แม้พยายามรักษาท่าทีสงบเยือกเย็น ทว่ากลับยากนักที่จะสะกดปีศาจในใจที่พลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
ในหัวเขาได้แต่ท่องย้ำซ้ำไปซ้ำมา
‘นางยังอยู่ในร่างเด็ก…แค่เด็กแปดขวบเท่านั้น’
เท่านั้นจริงๆ…
เหยาอวี้มองท่าทีเงอะงะของอีกฝ่าย พลางเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
แต่พอเหลือบเห็นใบหูที่แดงก่ำผิดปกติ ตัดกับสีหน้าที่พยายามเรียบเฉย นางก็ชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะค่อยๆ เข้าใจบางอย่างขึ้นมา
แทนที่จะเขินอาย นางกลับอยากหัวเราะออกมาเสียมากกว่า
‘เจ้าหนุ่มผู้นี้…เขินนางงั้นหรือ?’
หึ….
ทำท่าทางเย็นชาอยู่ได้ทุกวัน
ไหนเลยจะคิดว่า…มีจุดตายเช่นนี้อยู่ด้วย
เหยาอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
คอยดูเถิด…
หากวันหน้าเขายังกล้ารังแกนางอีก
เหล่าเซิน[1]ผู้นี้…จะจัดการเขาอย่างไรบ้าง!
เหล่าเซิน (老身 - lǎoshēn) แปลว่า ร่างกายแก่ๆ ของฉัน เป็นคำแทนตัวเองที่ค่อนข้างโบราณของหญิงชรา