ตอนที่ 231
ตอนที่ 231
ตอนที่ 231
“เจ้าว่าอย่างไรนะ คนไม่อยู่แล้ว!!!”
เสียงของอู๋เช่อเฟยแหลมสูงพุ่งขึ้นทันที ราวกับถูกเหยียบหางโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งตกใจ ทั้งแตกตื่นปนกันจนแทบแยกไม่ออก น้ำเสียงสั่นสะท้อนอยู่ในห้องจนบรรยากาศตึงเครียดขึ้นในชั่วพริบตา
ดวงตาของนางเบิกกว้าง วาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ เปลวอารมณ์พลุ่งพล่านอยู่ในนั้นอย่างไม่ปิดบัง ริมฝีปากกระตุกแน่น สีหน้าที่เคยสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
“คนทั้งคนจะหายไปได้อย่างไร!”
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันแผ่ซ่านออกมาโดยไม่รู้ตัว ราวกับความโกรธกำลังเดือดพล่านจนควบคุมไม่อยู่
ข้าราชบริพารทั้งห้องต่างคุกเข่าลงพร้อมเพรียง ศีรษะก้มต่ำแทบติดพื้น ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าสบสายตาแม้แต่น้อย บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
ขันทีผู้นำเทียบเชิญไปก่อนหน้า ตัวสั่นระริกอยู่ด้านล่าง แรงกดดันที่แผ่ลงมาราวภูเขาทับถมทำให้เขาแทบทรงตัวไม่อยู่ เข่าทรุดลงจนเกือบล้ม เสี่ยวหลังวูบวาบ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง
ภาพกงกงเฒ่าผู้นั้นที่ถูกโบยตีจนเลือดอาบเมื่อสองวันก่อนผุดขึ้นในหัวอย่างชัดเจน จนเขาแทบอยากสลบหนีไปเสียตรงนั้น
“นู๋ไฉ…นู๋ไฉรีบไปตั้งแต่เช้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงสั่นพร่าแทบไม่เป็นคำ “แต่คนในจวนเจียงตระกูลรองบอกว่า…พวกเขากลับเหออันตั้งแต่เมื่อวานแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาก้มหน้าจนหน้าผากแทบกระแทกพื้น พูดต่อด้วยความตื่นตระหนก
“ยังบอกอีกว่าเป็นกำหนดการปกติของมารดาคุณชายเจียงรอง ที่จะกลับหลังจากสอบเซียงซื่อเสร็จ…ครอบครัวตระกูลรองจึงกลับพร้อมกันทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ!”
“กลับแล้ว!?”
อู๋เช่อเฟยแทบเค้นเสียงออกมาระหว่างไรฟัน สีหน้าบิดเบี้ยวในพริบตา
“แล้วเปิ่นกงเล่า!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองจนแทบควบคุมไม่อยู่
เดิมทีนางมั่นใจอย่างยิ่งว่า เทียบยาและวิธีรักษาล้วนอยู่ในกำมือแล้ว เด็กหญิงผู้นั้นก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่ง ใช้เสร็จก็ทิ้งได้โดยไม่ต้องใส่ใจ
จึงมิได้มีรับสั่งให้รั้งตัวเอาไว้แม้แต่น้อย ทั้งยังพูดเสียดิบดีว่าตนมีหมอหลวงประจำตัว
กระทั่งภายหลังจึงได้รู้ว่า แม้แต่หมอหลวงประจำตำหนักของนางเอง ยังไม่อาจจับชีพจรนั้นได้อย่างแท้จริง
เพียงแต่นางไม่ต้องการยกย่องอีกฝ่ายมากเกินไป
จึงตั้งใจปล่อยเวลาไว้วันสองวัน ก่อนจะหาเหตุเรียกตัวเข้าเฝ้าใหม่
ข้ออ้าง…นางคิดไว้หมดแล้ว
บอกว่าหมอหลวงประจำตัวไม่อยู่ ออกไปเสาะหาสมุนไพรหายากในพื้นที่ห่างไกลพอดี
จากนั้นจึง ‘เมตตา’ เปิดโอกาสให้เด็กหญิงผู้นั้นเข้ามารับใช้แทน
ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างรอบคอบ
แล้วคนเล่า!?
อู๋เช่อเฟยกัดฟันแน่น เล็บยาวจิกลงบนฝ่ามือตนเองจนแทบเลือดซิบ
นางไหนเลยจะคาดคิด ว่าคนพวกนั้น…จะกลับเหออันไปแล้วจริงๆ!
“บอกพวกมันส่งม้าเร็วไปเรียกตัวกลับมาเดี๋ยวนี้!” อู๋เช่อเฟยสะบัดแขนเสื้อ เสียงสั่งคมกริบราวคมมีด “ไม่ว่าพวกเขาจะไปถึงที่ใด ก็ต้องตามตัวกลับมาให้เปิ่นกงให้ได้! เร็วเข้า!”
บรรยากาศในห้องพลันตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ข้าราชบริพารต่างก้มหน้าต่ำลงไปอีก ไม่มีผู้ใดกล้าขยับแม้เพียงน้อย
ขันทีผู้นั้นตัวสั่นเทา หน้าผากแนบพื้นแน่นจนแทบไม่กล้ายกขึ้น
“…พ่ะย่ะค่ะ…”
เสียงตอบรับแผ่วเบา ราวกับถูกบีบออกจากลำคอ
ทว่าเขากลับยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม ไม่กล้าขยับไปไหน เพราะเรื่องนี้สำคัญ ไยเขาจะไม่เคยบอกพวกนั้นให้ส่งม้าเร็วไปเรียกกลับมา
อู๋เช่อเฟยหรี่ตาลงทันที
“เหตุใดไม่ไป!”
น้ำเสียงเย็นเยียบกดทับลงมา
ขันทีผู้นั้นสะดุ้งเฮือก รีบก้มศีรษะต่ำกว่าเดิมอีกหลายส่วน
“กราบทูลอู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียง…นู๋ไฉแจ้งเรื่องนี้กับจวนเจียงตระกูลหลักแล้ว…นายท่านผู้เฒ่าเจียงบอกว่า…” เขากลืนคำพูดลงคอหนึ่งครั้งก่อนจะฝืนกล่าวต่อ “..บอกว่าพวกเขาเป็นเพียงเศรษฐีที่ดินทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ…ไหนเลยจะมีม้าเร็วเช่นตระกูลขุนนางอื่นๆ ได้…”
คำพูดนั้นยิ่งเบาลงเรื่อยๆ ตอนท้ายแทบเลือนหาย
ทั้งห้องเงียบกริบ
เงียบ…จนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจตนเอง
สีหน้าของอู๋เช่อเฟยแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ บิดเบี้ยวขึ้นอีกครั้ง คำว่าเศรษฐีที่ดินทั่วไปนั้น…ราวกับตบหน้าตนเองอย่างจัง
นางกำหมัดแน่น เล็บจิกลงในเนื้อจนแทบไร้ความรู้สึก
จะธรรมดาได้อย่างไร!?
หากเป็นเพียงคนธรรมดา เหตุใดถึงปล่อยให้นางเสียหน้าได้ถึงเพียงนี้!
ใช่…พวกเขาตระกูลเจียงย่อมไม่มีม้าเร็ว
แต่เจียงมู่ไป๋มีหรือไม่ หาใช่เรื่องที่จวนหลักจะรู้ ดังนั้นผู้เฒ่าเจียงย่อมตอบว่าไม่มี
“เช่นนั้นก็ส่งไปเอง ให้จวนอ๋องส่งม้าเร็วไป!”
เสียงของอู๋เช่อเฟยเฉียบขาด ไม่มีช่องว่างให้โต้แย้งแม้แต่น้อย นางสะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด แรงอารมณ์ยังคงเดือดพล่านไม่จาง ข้าราชบริพารที่คุกเข่าอยู่ต่างกดหน้าลงแนบพื้นยิ่งกว่าเดิม
ขันทีผู้นั้นตัวสั่นหนักกว่าเก่า รีบโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง
“พ่ะย่ะค่ะ! นู๋ไฉจะไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
เขาแทบคลานถอยออกไป ก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งออกจากห้องอย่างไม่กล้าหันกลับมามอง
ทว่ายังไม่ทันพ้นธรณีประตู ก็ชนเข้ากับขบวนขันทีที่กำลังเดินเข้ามาพอดี
“โอ๊ย!”
ร่างของเขาเซถลาไปเล็กน้อย ก่อนรีบตั้งตัว ก้มศีรษะลงแทบติดอกเมื่อเห็นผู้มา
ผู้นำขบวนคือขันทีเฒ่าคนสนิทของท่านอ๋อง…ฟู่กงกง
ขันทีผู้นั้นหน้าซีด รีบคุกเข่าลงทันที
“ฟู่กงกง! ขออภัยขอรับ!”
ฟู่กงกงเหลือบตามองเพียงครู่ สีหน้าไม่เปลี่ยน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ลุกขึ้นเถิด อย่าได้เกะกะทาง”
จากนั้นจึงก้าวนำขบวนเข้าไปด้านในอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อขบวนก้าวเข้ามาในห้อง
อู๋เช่อเฟยที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยโทสะ ก็พลันเก็บอารมณ์ลงในพริบตา สีหน้าที่บิดเบี้ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานนุ่มนวล ราวกับคนละคน นางยกยิ้มบาง พลางจัดชายแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
“ฟู่กงกง มิทราบว่าท่านอ๋องมีคำสั่งใดจะถ่ายทอดหรือไม่?”
น้ำเสียงอ่อนโยน นัยน์ตาเรียบสงบ ราวกับความเดือดดาลเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่เลยแม้แต่น้อย
ฟู่กงกงก้าวเข้ามาหยุดเบื้องหน้า สีหน้าเรียบเฉยดังเดิม ก่อนจะประสานมือค้อมกายเล็กน้อย
“ท่านอ๋องมีรับสั่ง…ฝากถ้อยคำมาถึงเช่อเฟยเหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋เช่อเฟยยิ้มบางอย่างอ่อนโยน สีหน้าเรียบร้อยไร้ที่ติ
“เชิญฟู่กงกงกล่าวเถิด”
ฟู่กงกงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่เร็วไม่ช้า
“ท่านอ๋องกล่าวว่าคุณชายเจียงรองเป็นบุคคลที่มีความสามารถของเจียงหนาน ทั้งยังเป็นคนที่สหายเก่าของพระองค์ให้ความสำคัญ ไหนจะเพิ่งผ่านการสอบเซียงซื่อ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเขา อีกทั้งยังมีน้องสาวบุญธรรมเพียงผู้เดียว ย่อมหวงแหนเป็นธรรมดา”
เขาหยุดเล็กน้อย ราวกับเลือกถ้อยคำ
“ท่านอ๋องทรงเห็นว่า…ช่วงเวลานี้ พวกเขาคงต้องการความสงบอยู่บ้าง แม้แต่ท่านอ๋องที่อยากจะเรียกตัวเขามาเข้าเฝ้าบ่อยๆ ก็ยังต้องหักห้ามใจไว้ก่อน หากเช่อเฟยเหนียงเหนียงเมตตาเอ็นดู…ช่วยดูแลให้เหมาะสม เหมือนกับที่พระองค์ใส่ใจ ก็จะเป็นการดีเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำฟังดูสุภาพ อ่อนโยน
แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่…กลับชัดเจนยิ่ง
อู๋เช่อเฟยนิ่งไปชั่วขณะ รอยยิ้มยังคงอยู่ ทว่าแววตากลับแข็งค้างเล็กน้อย
คำพูดนี้…นางเข้าใจดีเกินไป
ท่านอ๋องทรงมองว่านางก้าวล้ำ…เพราะเรื่องเต้าหู้ของตระกูลเจียง ทั้งยังภายในไม่กี่วันก็มีรับสั่งเรียกตัวติดๆ กันเช่นนี้
จึงถึงขั้นส่งฟู่กงกงมาถ่ายทอดถ้อยคำด้วยตนเอง
ในอกพลันอึดอัดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เดิมที…ก็ควรเป็นเช่นนั้น
หากเป็นก่อนหน้า นางคงหัวเราะรับ แล้วถอยออกมาอย่างงดงาม ไหนเลยจะต้องร้อนใจขนาดนี้
แต่บัดนี้…
สิ่งที่นางต้องการ มิใช่แค่เต้าหู้อีกต่อไป
หากเป็นเด็กหญิงผู้นั้น…
เป็นวิชาแพทย์ที่แม้แต่หมอหลวงยังมิอาจหยั่งถึง!
แต่จะให้เอ่ยอย่างไร?
ตอนแรกที่นางเรียกเด็กหญิงผู้นั้นเข้าพบก็เพราะเรื่องวิชาแพทย์ของนาง แต่กลับซักไซ้เรื่องของเต้าหู้ไม่หยุดหย่อน แน่นอนว่าท่านอ๋องคงล่วงรู้เป็นแน่แท้
หากกล่าวซ้ำอีกครั้ง ว่าชื่นชมวิชาแพทย์ของเด็กแปดขวบ
ท่านอ๋องจะทรงเชื่อหรือ?
หรือจะยิ่งเห็นว่านางไม่รู้จักพอ ยิ่งก้าวล้ำไม่หยุด?
ความคิดมากมายแล่นผ่านในชั่วพริบตา
ทว่าสุดท้าย…กลับไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง อู๋เช่อเฟยจึงกดอารมณ์ทั้งหมดลง ละสายตาลงเล็กน้อยอย่างอ่อนน้อม
“เปิ่นกงเข้าใจพระประสงค์แล้ว” น้ำเสียงนุ่มนวลไร้ที่ติ หากนางยังงี่เง่าไม่รู้ตัวอีก ไหนเลยจะปีนสูงมาถึงขั้นนี้ได้
“โปรดกราบทูลท่านอ๋องด้วยว่า ข้าย่อมใส่ใจคนที่ท่านอ๋องให้ความสนใจแน่นอน จะมิทำให้พระองค์ต้องผิดหวัง”
ฟู่กงกงพยักหน้าเบาๆ
“เช่นนั้นนู๋ไฉขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบ เขาก็ถอยออกไปพร้อมขบวนอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อเงาร่างเลือนหายไปจากห้อง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
อู๋เช่อเฟยยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วในแขนเสื้อค่อยๆ กำแน่นขึ้น
สุดท้าย…
นางก็ทำได้เพียงรอ ไม่กล้าส่งคนไปตามอีกแล้ว
ไม่กล้าทำสิ่งใดเกินเลยแม้แต่น้อย เพราะถ้อยคำอ้อมค้อมเพียงไม่กี่ประโยค ก็เพียงพอจะกดทุกความคิดของนางให้สงบลงอย่างสิ้นเชิง