LNCrawler

ตอนที่ 233

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 233

ตอนที่ 233


 

“แล้วที่เจ้าส่งเทียบเชิญมามีเรื่องอันใดหรือไม่” เซี่ยจวิ้นเหอเอ่ยขึ้นในที่สุด

น้ำเสียงของเขายังเรียบดังเดิม หากแต่จังหวะคำพูดกลับแฝงความกระอักกระอ่วนบางอย่างที่แม้เจ้าตัวจะพยายามเก็บซ่อนไว้ ก็ยังเล็ดลอดออกมาเล็กน้อย

มิใช่เพราะเขาอยากเร่งรัดให้อีกฝ่ายเข้าประเด็น

แต่เพราะบทสนทนาระหว่างทั้งสอง…เริ่มถึงทางตันโดยไม่รู้ตัว

ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่พบกัน เรื่องกระเทียมและผงนัวล้วนเป็นเสมือนสะพานเชื่อมให้ถ้อยคำดำเนินต่อไปได้อย่างลื่นไหล

แต่ครั้นเมื่อเรื่องนั้นได้คลี่คลายลง กลับเหมือนสะพานถูกพับเก็บไป เหลือเพียงความเงียบที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง

เซี่ยจวิ้นเหอมองเหยาอวี้อยู่ครู่หนึ่ง นางยังคงนั่งตรงข้ามอย่างสงบนิ่ง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นใสกระจ่างดังเดิม หากแต่ไร้ซึ่งความสนใจใดๆ นอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต้องพูด

ราวกับนางมองเขา…เพียงในฐานะคนที่ควรพูดคุยด้วยเท่านั้น

ความรู้สึกประหลาดบางอย่างจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจเขาอย่างช้าๆ

ไม่ใช่ความไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจเรียกว่าพอใจได้เช่นกัน

เขา…ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร และยิ่งไม่รู้ว่า นางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ นอกเหนือจากเรื่องกระเทียมแล้ว ทั้งสองแทบไม่มีจุดร่วมใดให้พูดคุย

อีกทั้ง ในใจของเซี่ยจวิ้นเหอยังมีอีกเรื่องหนึ่ง …เรื่องที่ถูกใครบางคนฝากฝังมา

แม้เขาจะยังไม่แน่ใจว่าควรเอ่ยออกไปหรือไม่ แต่ดูแล้ว…หากยังปล่อยให้บทสนทนานิ่งงันเช่นนี้

สุดท้าย เขาก็คงต้องเป็นฝ่ายเปิดปากก่อนอยู่ดี

เหยาอวี้ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ วางลงตรงหน้าเขาอย่างเรียบง่าย

“นี่คือบัญชีฝากเงินของข้าที่หอเงินทงหยวน ต่อไปหากท่านจะแบ่งส่วนกำไรกระเทียม ก็ให้คนนำเงินไปส่งตามที่แจ้งได้เลยเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงของนางเป็นธรรมชาติราวกับกล่าวเรื่องเล็กน้อย

เซี่ยจวิ้นเหอรับไปอ่านผ่านๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่ติดใจ สำหรับผู้ที่ทำการค้าระดับนี้ การเปิดบัญชีกับหอเงินทงหยวนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

เขาวางกระดาษลง แต่ยังมิได้เอ่ยสิ่งใด คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ทว่าก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ ชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของเซี่ยจวิ้นเหอ

เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

แต่เพียงไม่กี่คำ…

นัยน์ตาของเขาก็เปลี่ยนไป จากความสงบนิ่ง กลายเป็นแววประหลาดใจที่มิอาจปิดบัง

เขาหันไปมองเหยาอวี้อีกครั้ง ชั่วขณะหนึ่งเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง ก่อนจะโบกมือให้คนผู้นั้นถอยออกไป

ความเงียบแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เขาจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายไม่อยากเชื่อ

“ดูเหมือนว่า…ชีวิตของคุณหนูสี่เจียงจะได้รับความสนใจไม่น้อย” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ถึงขั้นมีองครักษ์ลับแล้วหรือ”

ถ้อยคำฟังดูเหมือนหยอกล้อ แต่แววตากลับลุ่มลึกกว่าที่กล่าวออกมา เขาไม่คิดเลยว่าตระกูลเจียงจะให้ความสำคัญกับเด็กหญิงผู้นี้ถึงเพียงนั้น และยิ่งไม่คิด…ว่าตระกูลพ่อค้าจะสามารถฝึกคนเช่นนี้ขึ้นมาได้

เหยาอวี้เพียงยกมุมปากเล็กน้อย มิได้อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม

“คนของท่านก็นับว่ามีดีเช่นกัน”

คำตอบของนางคลุมเครือพอจะรับมือ แต่ไม่เปิดเผยความจริงแม้แต่น้อย นางย่อมไม่อธิบายว่าแท้จริงแล้วเรื่ององครักษ์ลับนั้นเป็นคนของเจียงมู่ไป๋กับหลิงหยวนโหวต่างหาก ด้วยอำนาจของตระกูลเจียงยามนี้ ไหนเลยจะฝึกองครักษ์ลับออกมาได้

เซี่ยจวิ้นเหอมองนางนิ่ง สายตาที่เคยมองผ่าน กลับค่อยๆ ลึกขึ้นอย่างช้าๆ

“ก็แค่พอรับรู้เท่านั้น”

น้ำเสียงเรียบ แต่ความหมายกลับไม่ตื้นเขินเช่นคำพูด

บรรยากาศระหว่างทั้งสอง…พลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง

ไม่ใช่ความเงียบเช่นก่อนหน้า แต่เป็นความนิ่งที่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน

นอกจากนั้่นเขาเองก็มีความลังเลอยู่สายหนึ่ง เพราะเรื่องที่เขาจะร้องขอต่อไปไม่อาจให้ผู้อื่นอยู่ฟัง เนื่องจากเป็นคำขอโดยตรงจากผู้มีบุญคุณ

หากไม่ใช่เพราะตระกูลเซี่ยได้รับบุญคุณช่วยเหลือมา ไหนเลยจะต้องออกหน้าแบบหลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้

โชคดีที่เหยาอวี้เข้าใจโดยทันที นางคิดแค่ว่าอีกฝ่ายคงไม่ทักเรื่ององครักษ์ลับขึ้นมาโดยเฉยๆ และท่าทีลังเลเหมือนจะพูดแต่ไม่พูดของเขา ทำให้นางจำต้องทอดถอนใจ

ความจริงนางมีความเชื่อใจต่อเซี่ยจวิ้นเหอผู้นี้ระดับหนึ่ง อีกอย่างเจียงมู่ไป๋ได้มอบนกหวีดเรียกตัวองครักษ์เงาพวกนี้ไว้ด้วย อีกทั้งนางยังมาที่เรือนน้ำชานี้อย่างเปิดเผย หากตนเกิดอะไรขึ้นมา ย่อมได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วแน่นอน

ไม่นานนักนางจึงยกมือให้สัญญาณบางอย่าง ไม่นานนัก องครักษ์เงารอบตัวก็ถอยออกจากเรือนน้ำชาแห่งนี้ไป

“ท่านมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับข้าหรือ”

ขณะที่เหยาอวี้ถาม ชายคนนั้นก็กระซิบข้างๆ เซี่ยจวิ้นเหออีกครั้ง จากนั้นชายหนุ่มก็มองเหยาอวี้พลางทอดถอนใจ

“ข้าก็ไม่อยากทำตัวลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ ความจริงเรื่องนี้ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ทว่าคนที่อยากคุยกับเจ้าแท้จริงแล้วไม่ใช่ข้า”

หลังจากเซี่ยจวิ้นเหอกล่าวจบ ไม่นานก็มีคนสองคนเข้ามาเป็นกู้เซิ่งอันที่เคยมาทำการรักษาให้กับผู้เฒ่าเจียงตอนนั้น และด้านหลังคือบุตรชายของเขา กู้เฉิงฮ่าว

เหยาอวี้ย่อมจำกู้เซิ่งอันได้

จำได้ว่าตอนนั้นชายชราผู้นี้ ถึงกับถามนายท่านเจียงว่า หมอที่รักษาผู้เฒ่าเจียงคือผู้ใด ทั้งยังอยากจะกราบขอเป็นศิษย์ด้วยซ้ำ แต่ในตอนนั้นนางนั่งห่างออกไปในมุมอับ ทั้งยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ควรปรากฎตัวต่อคนนอก เขาย่อมไม่เคยเห็นนาง

แต่เหตุใดคนที่อยากเจอนางกลับเป็นพวกเขาเล่า?

“คุณหนูห้า…” กู้เฉิงฮ่าวถึงกับหลุดคำออกมา แล้วถูกบิดาของตนรีบเอามือสะกิด

ส่วนเซี่ยจวิ้นเหอนั้นก็เลิกคิ้วไม่เข้าใจ

ห้า?

มิใช่สี่หรือ?

ทว่าเมื่อเห็นทั้งสองยังคงนิ่งเงียบไม่พูดสิ่งใดอีก ชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ

สำหรับตระกูลหมอใหญ่ประจำเหออันเช่นนี้ ย่อมมีบุญคุณใหญ่ต่อตระกูลเซี่ยไม่น้อย

ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าสิ่งที่ตระกูลสาขากู้ที่เหออันร้องขอ จะเป็นการขอพบคุณหนูสี่เจียงเป็นการส่วนตัวเล่า

ใช่… เมื่อเป็นการส่วนตัว เขาจึงต้องออกไปเช่นกัน

ไม่นานนักทั้งชั้นสามของเรือนน้ำชาแห่งนี้ ก็มีเพียงคนสามคนเท่านั้น

“คุณหนูห้า เหตุใดท่านจึงไปอยู่ที่ตระกูลเจียงขอรับ” เป็นหมอชรากู้เซิ่งอัน ที่เอ่ยทักเหยาอวี้อย่างนอบน้อม

ตั้งแต่ร้านเต้าหู้ชิงอวี้โต้วฝางโด่งดัง พวกเขาจึงได้มีโอกาสพบเหยาอวี้จากที่ไกลๆ บ่อยครั้ง จนแน่ใจว่านางต้องเป็นคุณหนูห้ากู้จากตระกูลหลักแน่นอน เพียงแต่รอบตัวนางล้วนมีคนล้อมหน้าล้อมหลังมากมาย อีกทั้งเรื่องที่นางต้องมาอยู่เหออันนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนนัก พวกเขาจึงไม่กล้าเดินเข้าไปพบโดยไม่ระมัดระวังได้

อีกทั้งนอกจากนางแล้ว พวกเขาก็ไม่เจอจางซื่อที่ควรอยู่กับนางเลย

โชคดีที่ภายหลังเห็นนางเข้าออกเรือนน้ำชาฝูชุนบ่อยครั้ง จึงได้รู้ว่านางกับนายน้อยเซี่ยผู้นี้พอจะมีความสัมพันที่ดีต่อกัน พวกเขาจึงต้องมาขอร้องให้นายน้อยเซี่ยผู้นี้ช่วยออกหน้าให้ ถึงอย่างไร ไม่สิบก็แปดส่วนที่คนตระกูลเซี่ยต้องเจ็บป่วยจนได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลกู้ที่นี่

การเป็นหมอแม้จะไม่มั่งคั่ง แต่ก็ไม่อดตายแน่นอน เพราะล้วนสร้างบุญคุณไว้ไม่น้อย แต่ให้ได้รับค่ารักษามาแล้ว แต่บุญคุณช่วยชีวิต ถึงอย่างไรก็ทดแทนลำบาก

“พวกท่านคือ?” เหยาอวี้เลิกคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ ดูจากสีหน้าแล้วอีกฝ่ายไม่เหมือนจะเข้าใจผิด และก็ไม่ได้มีความเป็นปรปักษ์ต่อกัน

ตลอดเกือบหนึ่งปีนี้ นางแน่ใจว่าไม่เคยคุยกับพวกเขามาก่อน อีกทั้งคำว่าคุณหนูห้า ของพวกเขานี้ก็ไร้ซึ่งความคุ้นเคยด้วย

แต่ก็ยังมีเรื่องราวตัวตนก่อนหน้าของเจ้าของร่างอยู่ ดังนั้นนางจึงไม่อาจแสดงออกมาจนเกินว่าไม่รู้จัก แต่ก็ไม่อาจทำเหมือนกับว่ารู้จักพวกเขาได้เช่นนี้ จึงได้แต่หยั่งเชิงเช่นนี้

“คุณหนูห้า ท่านอาจจะจำข้าไม่ได้ ตอนนั้นท่านยังเพิ่งมีอายุได้ขวบเดียว ในวันครบปีของท่าน แม้หน้าตาจะเปลี่ยนแปลงจากจากยามเล็กน้อย แต่ดวงตาคู่นี้ของท่านยังเหมือนเดิม ข้าจึงจำท่านได้ขอรับ เหตุใดท่านมาที่เหออันแล้วไม่มาที่ตระกูลกู้ของพวกเราเล่า แล้วจางอี๋เหนียงละขอรับ มารดาของท่านหายไปที่ใดแล้ว” กู้เฉิงฮ่าวรีบละล่ำละลักอธิบาย

เหยาอวี้ได้ยินเช่นกันก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น

พวกเขาเคยเจอนางในวันครบปี?

เช่นนั้นคือญาติหรอกหรือ?

แล้วจางอี๋เหนียง? …หมายถึงจางซื่อน่ะหรือ?

มารดาของร่างนี้คืออนุของจวนกู้หรือนี่…