LNCrawler

ตอนที่ 234

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 234

ตอนที่ 234


 

ข้อมูลที่ถาโถมมากมาย ทำเอาเหยาอวี้แสดงสีหน้าไม่ถูกเช่นกัน นึกถึงท่าทีของจางซื่อที่มีต่อตระกูลหลัวแบบเหมือนแค่ที่ซุกหัวนอนเช่นนั้น นางก็พอเข้าใจแล้วว่าความเป็นมาเจ้าของร่างเหมือนจะมีความซับซ้อนไม่น้อย

แต่ดูเหมือนพวกเขาเองก็มีความสงสัยไม่ต่างจากนาง ทว่านางจะมีคำตอบใดให้เขาได้อย่าง อาศัยว่าทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะเกรงใจร่างนี้ไม่น้อย

เช่นนั้น…

“ท่านแม่หายไปไหนก็รู้ ช่วงเวลาก่อนหน้าเหมือนพวกเราจะได้รับอุบัติเหตุ ทำให้ความจำข้าไม่ปะติดปะต่อมากนัก เจ้าลองเล่าเรื่องของข้ามาก่อน เผื่อข้าจะจำเรื่องราวได้” เหยาอวี้จำต้องใช้มุกเดิมเช่นนี้ อย่างว่าแต่ปะติดปะต่อเลย สักเสี้ยวหนึ่งนางก็ไร้ซึ่งความทรงจำของร่างนี้

กู้เซิ่งอันได้ยินก็เกิดความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ่ง เพราะเขาก็ได้รับข่าวนี้มาเหมือนกันว่า รถม้าที่สองแม่ลูกจากจงหยวน เหมือนจะถูกคนสุ่มโจมตี โชคดีที่ไม่พบศพของพวกนาง เพราะไม่ใช่นั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะรายงานตระกูลหลักอย่างไร

และเพราะคนที่มาจากจงหยวนล้วนเสียชีวิตหมด พวกเขาจึงทำเหมือนยังมีพวกนางอยู่ที่เหออัน และได้รับเงินค่าเลี้ยงดูเรื่อยมา

ไม่ใช่ว่าเพราะแค่เรื่องเห็นแค่เรื่องค่าเลี้ยงดู แต่เพราะพวกเขาก็ไม่มีคำตอบให้กับตระกูลหลักเช่นกัน อีกทั้งดูเหมือนฝั่งนั้นก็ทำเหมือนทั้งคู่หายไปจากตระกูลเช่นกัน ไม่เคยถามถึงเลยสักครา พวกเขาจึงได้แต่จ้างคนตามหาอยู่เงียบๆ มาโดยตลอด

แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่า นางก็คือคุณหนูสี่เจียงผู้นี้เล่า

“เป็นเช่นนี้นี่เอง” กู้เซิ่งอันไม่สงสัยเหยาอวี้อีกแล้วว่าเหตุใดจึงไม่มาที่โรงหมอกู้จี้อี้กวน นั่นคงเป็นเพราะนางสูญเสียความทรงจำนั่นเอง

“แท้จริงแล้วท่านคือคุณหนูห้าของตระกูลหลักกู้จากจงหยวนขอรับ” กู้เฉิงฮ่าวรีบเล่า ก่อนจะลดเสียงลงด้วยการกลัวว่าเรื่องต่อไปจะสร้างความเดือดร้อนให้นาง “ก่อนท่านเกิด มีนักพรตผู้หนึ่งมาทำนายบอกว่าปลายเดือนสอง ดาวสองดวงจะเคลื่อนคล้อยตัดผ่านชะตา ตระกูลกู้จะมีเด็กหญิงสองคนเกิดพร้อมกัน คนหนึ่งคือเจิ้งซือ[1] อีกคนคือหุยอิ่น[2] และเมื่อปลายเดือนสองมาถึงจริง ที่จวนกู้ก็มีเด็กหญิงสองคนเกิดในวันเดียวกันจริงๆ ขอรับ”

เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างเย้ยหยัน “เช่นนั้นข้าก็คือหุยอิ่นสินะ”

แทบไม่ต้องคิด หากนางยังเป็นเจิ้งซือ ไหนเลยจะต้องระเห็ดระเหินมาไกลถึงเหออันเล่า

กู้เซิ่งอันถอนหายใจ เรื่องที่ถึงกับต้องขับไล่ทายาทของตระกูลมาเพียงเพราะคำทำนาย หากลืออกไป ก็มีแต่จะขายหน้าเปล่าๆ แต่นั่นเป็นข่าวดังมากในจงหยวน อีกทั้งยังมีเหตุการณ์หลายอย่างปรากฎ จนทำให้ตระกูลหลักรังเกียจสองแม่ลูกจนต้องขับไล่ออกมา

“ความจริงนักพรตผู้นั้นมิได้กล่าวแน่ชัดว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นเจิ้งซือ หรือหุยอิ่น แต่ตลอดสามปีที่พวกท่านอยู่ในจงหยวน คุณหนูสี่กู้นั้นมีความสามารถโดดเด่น ทั้งยังเคยเตือนเรื่องต่างๆ ได้แม่นยำ จนนายท่านกู้เชื่อใจ และคิดว่านางคือเจิ้งซือขอรับ ดังนั้น…” กู้เซิ่งอันบอกอย่างกระอักกระอ่วน เพราะความจริงพวกเขาก็กลัวเรื่องคำทำนาย แต่ก็ไม่เห็นว่าตลอดห้าปีก่อนพวกนางจะถูกขับไล่นั้น จวนหลักตระกูลกู้จะเกิดภัยพิบัติอะไร

อีกทั้งได้ข่าวมาว่า ตั้งแต่ตระกูลเจียงรับนางมาเป็นบุตรบุญธรรม ตระกูลเจียงก็รุ่งโรจน์ แม้แต่คุณชายรองเจียงผู้นั้น ที่ป่วยใกล้ตายแล้วยังหายดีได้

เรื่องสุขภาพของเจียงมู่ไป๋ ต่อให้ไม่ถึงสิบส่วน แต่จากเจ็ดถึงแปด ล้วนมีเขาที่เป็นผู้เคยให้การรักษามาก่อน

ดังนั้นมีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าร่างกายนั้นไร้หนทางเพียงใด

แต่ก็ยังสามารถกลับมาจากประตูผี ทั้งยังมีร่างกายที่แข็งแรงสง่างาม ไหนเลยจะเหมือนกับคนป่วยขี้โรคผู้นั้นได้

ยิ่งคิดเช่นนี้ เขาจึงมีความรู้สึกว่าแท้จริงแล้วตระกูลหลักอาจจะเข้าใจผิด

คนที่เป็นเจิ้งซือ แท้จริงแล้วอาจจะเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับพวกเขาก็ได้

“แปลว่าแท้จริงแล้ว ข้ามีพี่น้องอีกสี่คน?” เหยาอวี้ตัดบท เพราะนางไม่สนใจเรื่องดาวดี ดาวร้ายอะไรนั่นนัก แต่เรื่องพื้นฐานของเจ้าของร่างนี้ อย่างไรก็ต้องจำไว้บ้าง

แม้จะไม่คิดจะกลับไปจงหยวนก็ตาม แต่ถ้าเจียงมู่ไป๋จะต้องไปสอบที่จงหยวนในอีกสามปีข้างหน้า ก็ไม่แน่ว่านางอาจจะมีโอกาสกลับสู่จงหยวนสักครั้ง ถึงเวลานั้น หากต้องเลี่ยงก็ควรเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ทัน ก็ควรจะมีข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาสักหน่อย

“ขอรับ เป็นคุณหนูใหญ่ กับคุณหนูรอง และคุณชายสาม ที่เกิดจากฮูหยินเอกขอรับ ส่วนคุณหนูสี่…” กล่าวถึงตรงนี้ก็อึกอักเล็กน้อย “ผู้ที่เกิดวันเดียวกันท่านเป็นบุตรของอนุรอง ส่วนท่านเกิดจากจางอี๋เหนียงผู้เป็นอนุสามขอรับ” กู้เซิ่งอันอธิบาย

เหยาอวี้เห็นชายชราที่ยังคงมีแววตาแจ่มใส ทั้งยังเหมือนจะไม่ได้มีความคิดรังเกียจนางนักจึงรู้สึกดีกับอีกฝ่ายเล็กน้อย “เช่นนั้นพวกเราก็คือญาติกันสินะเจ้าคะ”

ทั้งคู่ได้ยินก็ทำหน้าแปลกประหลาด ก่อนจะตอบอย่างเอียงอายว่า “จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้ แต่ถือว่าเป็นสายเลือดที่ห่างกันมาก ตระกูลกู้มีประวัติอันยาวนาน อยู่มาก่อนการก่อตั้งราชวงศ์ด้วยซ้ำ ทั้งยังมีกฎตระกูลที่สำคัญคือทายาทชายที่ไม่ใช่ผู้สืบทอดตระกูล จะต้องแยกบ้านออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อก่อตั้งโรงหมอขอรับ ซึ่งตระกูลสาขากู้ของเราที่เหออันมาอยู่ที่นี่ได้นับร้อยปีแล้วขอรับ”

“อย่างไรก็แซ่กู้เหมือนกัน มารยาทไม่ควรถูกละเลย ข้าก็ควรเรียกท่านว่าท่านปู่ กับท่านอาเจ้าค่ะ” เหยาอวี้กล่าวอย่างยิ้มแย้ม ไม่ว่าจะยุคไหน การมีมารยาทและรู้ความ ถึงอย่างไรก็จะได้รับความเอ็นดูโดยง่าย แม้ว่าอนาคตที่มีต่อตระกูลกู้นั้นยังไม่แน่นอน แต่นางก็ควรมีแหล่งข้อมูลที่ดีนี้ไว้

“มิกล้าๆ” ทั้งสองรีบละล่ำละลักส่ายหน้าทันที ถึงอย่างไรพวกเขาก็ถูกสั่งสอนมาตลอดว่าคนจากตระกูลหลักคือเจ้านาย แม้ว่าแซ่เดียวกัน แต่ก็นับว่าเป็นผู้ที่ไม่อาจตีตนเสมอกันได้ ไหนเลยจะกล้าให้คุณหนูห้าเรียกตนเช่นนี้

“การมาที่เหออันเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็เหมือนถูกตัดขาดจากครอบครัวไปแล้ว หากพวกท่านยังไม่ยอมรับข้าเป็นญาติอีก ข้าก็คงไร้ญาติขาดมิตรแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตีหน้าน่าสงสาร เพราะความจริงไหนเลยที่นางจะสนใจเรื่องนี้ นั้นก็เพื่อเป็นการสืบข้อมูลเท่านั้น

หากให้อีกฝ่ายมองตนเป็นคนฝั่งเดียวกัน ย่อมมีประโยชน์มากกว่าการเป็นศัตรู

มิน่าเล่า จางซื่อจึงไม่ค่อยสงสัยเรื่องที่นางรู้จักสมุนไพรนัก ไหนจะเรื่องอ่านตำราออกอีก

นั่นคงเพราะนางเกิดในตระกูลหมอจากจงหยวนนั่นเอง ยิ่งพอนางบอกว่ามีเซียนหมอมาเข้าฝัน ก็ยิ่งเชื่อไปกันใหญ่

“ในลำดับครอบครัวสาขาฝั่งนี้ข้าคือลำดับสามขอรับ” กู้เซิ่งอันต้องยอม

“ท่านปู่สาม” เหยาอวี้เรียกขาน

ชายชราที่ยังไม่มีหลานสาวสักคนย่อมรู้สึกเหมือนได้รับการเติมเต็ม น้ำตาเขาแทบร่วงหล่นลงมาทันที

“ขะ-ข้าเป็นบุตรชายคนเดียว” กู้เฉิงฮ่าวบอกอย่างตื่นเต้น ตอนที่บิดามีเขาก็อายุมากแล้ว “คุณหนูห้าเรียกข้าว่าฮ่าวเกอก็ได้ขอรับ”

นางมีพี่ใหญ่จริงๆ ที่ตระกูลหลักอยู่แล้ว ไหนเลยจะเรียกตนว่าพี่ใหญ่ได้อีก เขาย่อมไม่กล้า แต่คำว่า ฮ่าวเกอ นั้น นับว่าเป็นคำเรียกที่ไม่อาจเอื้อมเช่นกัน แต่ก็มีแต่ชื่อนี้ให้นางเรียกขานแล้ว

“ฮ่าวเกอ” เหยาอวี้ฉีกยิ้มเรียกอย่างอ่อนหวาน

กู้เฉิงฮ่าวที่ไม่เคยมีพี่น้องเลย ถูกเด็กหญิงตัวเล็กที่น่ารักเรียกขานเช่นนี้ จึงรู้สึกเหมือนใจจะละลาย ทั้งยังอยากมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้นางเช่นกัน

“คุณหนูห้า” ทั้งคู่ยังคงเรียกขานนางเช่นนี้ แน่นอนว่าเหยาอวี้เข้าใจ จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดในเรื่องนี้

ทว่า…

“แต่ถ้าอยู่กับคนนอกให้เรียกข้าว่าคุณหนูสี่เถิดเจ้าค่ะ ข้าหายมาขนาดนี้คนตระกูลหลักยังไม่เคยไถ่ถามก็ให้เป็นไปตามนั้นก่อน มิเช่นนั้นข่าวเรื่องที่คุณหนูสี่เจียง คือคุณหนูห้ากู้ที่ถูกขับไล่ออกจากจวน ย่อมสร้างปัญหาให้ข้าสักวัน” เหยาอวี้กำชับเพียงเรื่องนี้

ทั้งสองรีบพยักหน้าทันที เพราะถึงอย่างไรตอนนี้เรื่องสำคัญอย่างการตามหานางก็สำเร็จแล้ว ต่อจากหากตระกูลหลักมีคำถาม พวกเขาก็มีคำตอบให้แล้ว อีกทั้งนางก็ดูเหมือนจะไม่ติดใจเรื่องราวในอดีต นับว่าเป็นคนใจกว้างผู้หนึ่ง

คิดไปคิดมาแล้ว พวกเขาก็เหมือนติดค้างพวกนางสองแม่ลูกไม่น้อย ไหนจะจางอี๋เหนียงที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร

“ตอนนั้นที่พวกข้าให้คนไปสืบ ก็พบว่ารถม้าที่พวกท่านใช้เดินทางถูกคนลอบทำร้าย คนคุ้มกันล้วนเสียชีวิตทั้งหมด แต่เพราะไม่เจอศพของพวกท่าน พวกข้าจึงได้ตามหามาตลอด โชคดีที่เจอท่าน แม้จะไม่เจอจางอี๋เหนียงก็ตาม”

เมื่อกล่าวถึงจางซื่ออีกครั้ง ในใจของเหยาอวี้ก็มีแต่ความลำบากใจที่จะกล่าว

แน่นอนว่า ต่อให้ตาย นางก็ไม่มีวันพูดว่าตอนนี้มารดากลายเป็นฮูหยินจวนโหวไปแล้วเด็ดขาด!

“อะแฮ่ม” เหยาอวี้กระแอมเล็กน้อยแล้วเบี่ยงประเด็น “แปลว่ามีคนที่ต้องการทำร้ายข้ากับมารดา”

ทั้งคู่พยักหน้าอย่างเด็ดขาด และแน่ใจ

เพราถ้าเป็นแค่โจร ไหนเลยจะต้องลงมือสังหารคนทั้งหมด นั่นต้องเป็นคำสั่งสังหารแน่นอน

“เช่นนั้นยิ่งไม่อาจให้ใครรู้ว่าข้าคือคุณหนูห้าตระกูลกู้” เหยาอวี้กำชับอีกครั้ง

คราวนี้ทั้งคู่ย่อมรับปากอย่างแน่วแน่ เริ่มเข้าใจถึงความอันตรายในเรื่องนี้แล้ว พวกเขาจึงไม่มีทางละเลยเด็ดขาด

ตอนนี้เหยาอวี้เริ่มคิดถึงจางซื่อแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่มารดาหวาดกลัวเหออัน เพราะคือว่านั่นอาจจะเป็นคำสั่งของคนตระกูลกู้บางคน จึงได้ถอยหนีจากเหออันอย่างเด็ดขาด

เมื่อคิดเช่นนั้น ในใจของเหยาอวี้ก็มีความระแวดระวังขึ้นมา

ถึงอย่างไรนางก็เพิ่งจะรู้จักคนจากตระกูลสาขาไม่นาน แม้สัญชาตญาณจะบอกว่าทั้งคู่น่าจะเป็นคนดี แต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรเปิดเผยทั้งหมด

โชคดีที่นางไม่ได้เปิดเผยเรื่องของจางซื่อออกไป และนอกจากเรื่องที่ความจำเสื่อม นางก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก

นึกถึงตระกูลกู้อย่างใคร่ครวญ ก่อนจะกล่าวเรื่องหนึ่งออกมาเพื่อเบี่ยงประเด็นอีกครั้ง

“เหมือนว่าก่อนน้ำจะท่วม พวกท่านให้คนไปแจกลูกกวาดมงคล…” เหยาอวี้เกริ่น

กู้เซิ่งอันได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าแต่หลบตา “เป็นคุณหนูสี่ผู้นั้นได้หมั้นหมายกับคนในราชวงศ์ขอรับ”

“โอ้…” เหยาอวี้เพียงอุทานออกมา ไม่คิดเลยว่าผู้ที้ได้ชื่อว่าเป็นเจิ่งซือผู้นั้น จะกระโดดเข้าสู่สายธารแห่งอำนาจเช่นนี้

“หากนางเกิดวันเดียวกันข้า ก็ควรจะแปดขวบเช่นกัน?” นางถาม

“ขอรับ…เป็นเช่นนั้น” กู้เซิ่งอันบอก “ความจริงในรายละเอียดของเรื่องนี้พวกข้าก็ไม่แน่ใจนัก แต่นั่นเป็นรับสั่งตรงจากองค์ชายห้าขอรับ”

“คนที่นางจะแต่งด้วย คือองค์ชายห้าหรือ” เหยาอวี้ถาม

“เป็นเช่นนั้นขอรับ” กู้เซิ่งอันตอบ

“ตอนนี้องค์ชายห้าอายุเท่าใดแล้ว” นางถาม

“สิบเอ็ดปีแล้วขอรับ” กู้เซิ่งอันตอบอีกครั้ง

องค์ชายที่ยังไม่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋อง ล้วนแต่ถูกเรียกว่าองค์ชายแล้วต่อท้ายด้วยลำดับการเกิด

หากมีตระกูลมารดาที่เข้มแข็ง เมื่ออายุถึงสิบห้า หรือไม่ก็ยี่สิบ ล้วนแต่ได้รับบรรดาศักดิ์อ๋องทั้งสิ้น และอยู่ที่จะได้เป็นอ๋องขั้นไหน ซึ่งถ้าหากได้รับความสนใจ หรือมีความชอบ ก็จะได้รับพระราชทินนามให้อีก นับว่าเป็นที่เชิดหน้าชูตา

แต่จนบัดเดี๋ยวนี้ นอกจากการแต่งตั้งองค์ไท่จื่อ ก็ยังไม่มีองค์ชายองค์ใด ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สักคน แม้แต่องค์ชายรอง ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์มากที่สุด เพราะมีหวงกุ้ยเฟย ที่กำลังถือตราประทับหงส์ และควบคุมฝ่ายในไว้ในกำมือแล้ว 




 

[1] เจิ้งซือ = ดาวมงคล

[2] หุยอิ่น = ดาวเคราะห์ร้าย