LNCrawler

ตอนที่ 235

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 235

ตอนที่ 235


 

“ข้านึกว่าเขาเป็นท่านอ๋องแล้วเสียอีก” เหยาอวี้ถาม เพราะจำได้ว่าตอนที่อยู่หน้าจวนพานวันนั้น มีคนซุบซิบว่าหมั้นกับอ๋องไปแล้ว

“พระมารดาขององค์ชายห้าคือ หรงเฟย ที่มีอัครมหาเสนาบดีกง เป็นผู้หนุนหลัง อย่างไรสักวันหนึ่งเขาต้องขึ้นมาเป็นท่านอ๋องในอนาคตแน่นอนขอรับ” กู้เฉิงฮ่าวเป็นคนตอบคำถามนี้ เพราะตั้งแต่ที่รู้ว่าคนตระกูลกู้เริ่มเกี่ยวดองกับราชวงศ์ เขาก็ใคร่รู้และสนใจเรื่องในวังเป็นพิเศษ หากแต่เหออันอยู่ไกลจากจงหยวนยิ่งนัก ข่าวต่างๆ ย่อมใช้เวลานาน แต่เรื่องใหญ่ๆ เช่นนี้ เขายังพอมีข้อมูลอยู่บ้าง

เหยาอวี้พยักหน้ารับฟัง รู้สึกว่าพี่สาวคนนี้ของเจ้าของร่างก็เลือกได้ไม่เลว ถึงกับล่อลวงหนุ่มน้อยวัยสิบเอ็ดขวบได้ ก็นับว่ามีฝีมือ

“เอาล่ะ เรื่องเหล่านี้อย่างไรก็พักไว้ก่อน หากข้ามีคำถามจะไปหาพวกท่านเองแน่นอน เป็นไปได้อยากให้พวกท่านช่วยจับตาคนในในตระกูลหลักไว้สักหน่อย ข้ารู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตยังมีเงื่อนงำอยู่ ตอนนี้พี่รองเจียงของข้าเป็นเจี้ยหยวนไปแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะต้องไปจงหยวนสักวัน ถึงแม้ข้าจะไม่สนใจคนที่ตระกูลหลัก แต่การรู้จักไว้สักหน่อยก็เป็นการดี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต” เหยาอวี้บอกอย่างเป็นกันเอง และเปรยๆ เรื่องไว้ ความจริงนางก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเจียงมู่ไป๋ยังจะสอบต่อไปอีกหรือไม่

แต่ตอนนี้นางได้รู้แล้ว ว่าแท้จริงเจ้าของร่าง ไม่น่าจะมีอันใดเกี่ยวข้องกับตระกูลหลัวจากหมู่บ้านหลัวซานเลย แต่เรื่องราวที่แท้จริงเป็นมาอย่างไร คงต้องให้จางซื่อเฉลยปัญหานี้แก่นางเสียแล้ว

“เข้าใจแล้วขอรับ” ทั้งคู่พยักหน้ายิ้มแย้ม มองคุณหนูห้าที่ทั้งสง่างาม และเฉลียวฉลาดตรงหน้า ทั้งยังมีความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ พวกเขาย่อมยินดีที่จะทำตามคำขอของนางอย่างไม่มีข้อแม้

อีกทั้งตอนนี้นางก็มีชีวิตที่ดีในจวนเจียงไปแล้ว พวกเขาย่อมรู้ดีว่านางคงไม่กลับจวนกู้ที่เหออัน จึงไม่ได้รบเร้านางเรื่องนี้ อีกทั้งเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้นของนางกับมารดา ก็เหมือนจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ การไม่กลับจวนกู้ และคอยซ่อนอยู่ในอยู่จวนเจียง ย่อมเป็นเรื่องดีกว่าจริงๆ

มองคนทั้งคู่ออกไปแล้ว ไม่นานเซี่ยจวิ้นเหอก็กลับเข้ามา

ชายหนุ่มมองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก เพราะไม่ว่าเขาจะหยั่งเชิงพ่อลูกตระกูลหมอสองคนนั้นอย่างไร ก็ไม่อาจได้สิ่งใดสักอย่าง

พวกเขาแค่บอกว่าชื่นชมร้านเต้าหู้ของนาง จึงอยากพูดคุยด้วยเท่านั้น

ตระกูลกู้เป็นตระกูลหมอที่สืบทอดกันมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ไยจะต้องมาสนใจเต้าหู้ด้วยเล่า

หากจะตอบเลี่ยงๆ ก็ช่วยเลี่ยงให้ดีจะได้หรือไม่

เซี่ยจวิ้นเหอถึงกับหงุดหงิด ที่ไม่สามารถได้ข้อมูลอะไรเลย

เหยาอวี้มองนายน้อยเซี่ยผู้นี้ ที่แทบจะติดป้ายอยากรู้อยากเห็นอยู่ตรงหน้าผาก ก็อยากจะหัวเราะออกมา

แต่นางคงมีแต่ความผิดหวังให้กับเขาเท่านั้น

“คุณชายเซี่ย ข้ายังมีเรื่องสำคัญให้จัดการ หากครั้งหน้าท่านมีเรื่องอันใด ค่อยฝากจดหมายไว้ที่จวนเจียงได้เจ้าค่ะ” พูดจบนางก็ตัดบทอย่างนอบน้อมแล้วก้าวผ่านไป

ถึงอย่างไรชายหญิงที่อายุเกินเจ็ดขวบก็ไม่ควรอยู่ในห้องเพียงลำพัง ครั้งนี้นางมิได้นำบ่าวหญิงข้างกายมาด้วย ไว้รอฝานซูเมิ่งทำธุระให้นางเสร็จแล้ว ค่อยมาอยู่กับนางเช่นเคย

แน่นอนว่าเซี่ยจวิ้นเหอย่อมอยากรั้งนางไว้ แต่เขาก็จนปัญญาจะกล่าวสิ่งใด จึงได้แต่มองแผ่นหลังของนางเดินออกจากห้องไป กระทั่งมองผ่านหน้าต่าง จึงเห็นนางค่อยๆ ปีนบันไดขึ้นรถม้าหรูหราของจวนเจียงที่หน้าเรือนน้ำชา


 

“พี่รองกลับจวนหรือยัง” เหยาอวี้ถามคนขับรถม้า

นางรู้ดีว่าผู้ติดตามทั้งหมดของนาง แม้จะไม่ใช่องครักษ์ลับ แต่ก็ล้วนเป็นผู้ที่เจียงมู่ไป๋คัดเลือกมาเพื่อคุ้มครองนางโดยเฉพาะ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่คุ้นหน้าดี เพราะเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมเป็นร่วมตายหนีน้ำท่วมไปกับพวกนางในตอนนั้น

“นายน้อยยังไม่กลับจวนขอรับ” เสียงนั้นตอบมา

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เหยาอวี้พอจะแยกแยะได้นอกจากการใช้สัมผัสฟ้าดินว่า ผู้ใดคือคนของจวนเจียง แล้วผู้ใดคือคนของเจียงมู่ไป๋โดยตรง

เพราะมีแต่คนของเจียงมู่ไป๋ อย่างเช่น อาไฉ เป็นต้น ที่จะเรียกเจียงมู่ไป๋ว่า นายน้อย  เสมือนว่านายเหนือหัวของพวกเขา มีแค่เจียงมู่ไป๋เพียงคนเดียว

ส่วนคนของหลิงหยวนโหวนั้น ส่วนใหญ่เป็นองครักษ์ลับทั้งหมด หากไม่ถึงคราวจำเป็นนางคงไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา เคยมีครั้งเดียว คือ ก่อนที่ฝานซูเมิ่งจะจากไป ได้เรียกพวกเขาออกมาให้นางรู้จักอยู่หนึ่งหน ทว่าภายในชุดจิ้นจ้วง[1]สีดำที่รัดกุม ทั้งยังปิดถึงใบหน้า หากไม่ใช่เพราะสัมผัสฟ้าดินที่ละเอียดอ่อน ก็ยากนักที่จะแยกแยะพวกเขาได้

เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย คิดว่าพวกบิดามารดาบุญธรรมก็คงยังไม่กลับจวนเช่นกัน

ทว่านางหิวแล้ว…

“เช่นนั้นไปหอจิ่นอวิ๋น”


 

ที่หอจิ่นอวิ๋นนั้นต่างจากหอรื่นรมย์ทั่วไป เพราะมิได้มีเพียงชายหนุ่ม ยังเป็นหญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่มายังหอแห่งนี้เพื่อดูมหรสพ

และดูเหมือนว่าเหยาอวี้จะมาถูกวัน เพราะวันนี้มีการแสดงสำคัญของแม่นางหลานเยวี่ย ที่เป็นหญิงงามประจำหอจิ่นอวิ๋นแห่งนี้ ดังนั้นที่นั่งมากมายในหอหลักเพื่อชมการแสดงย่อมเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

เหยาอวี้เองก็ใช่ว่าจะคุ้นเคยกับที่นี่นัก

ทว่าก่อนที่เหยาอวี้จะก้าวลงจากรถม้าได้เต็มตัว เสี่ยวเอ้อร์ที่เฝ้าหน้าประตูก็รีบก้าวเข้ามาค้อมกายอย่างนอบน้อม

“คุณหนูตัวน้อย เชิญทางนี้ขอรับ”

น้ำเสียงกระตือรือร้นยิ่งกว่าปกติ ราวกับกลัวว่าหากชักช้าแม้เพียงนิด แขกสำคัญตรงหน้าจะเปลี่ยนใจจากไป

เหยาอวี้มิได้กล่าวสิ่งใด เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามเข้าไปด้านใน

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่หอจิ่นอวิ๋น เสียงดนตรีก็ดังขึ้นแผ่วเบา คลอเคล้ากับเสียงพูดคุยของผู้คนที่แน่นขนัด กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยปะปนกับกลิ่นสุราและอาหาร จนบรรยากาศดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ

แสงโคมหลากสีสะท้อนกับผ้าม่านโปร่งบางที่ประดับอยู่โดยรอบ ทำให้ทั้งหอราวกับถูกย้อมด้วยแสงละมุน

เสี่ยวเอ้อร์นำทางนางผ่านฝูงชนไปยังชั้นในอย่างคล่องแคล่ว แม้ผู้คนจะมากมาย แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าขวางทาง

สายตาหลายคู่เหลือบมองตามมาอย่างไม่ปิดบัง

เพราะเด็กหญิงผู้เดินเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นเกินวัย ทั้งยังมีผู้ติดตามที่เป็นชายร่างกายแข็งแรง

ไม่นาน นางก็ถูกพาไปยังตำแหน่งที่นั่งด้านข้างของหอหลัก แม้จะไม่ส่วนตัวนัก แต่ก็มองเห็นเวทีได้ชัดเจน

“คุณหนูโปรดนั่งพักก่อนขอรับ อีกไม่นานการแสดงของแม่นางหลานเยวี่ยก็จะเริ่มแล้ว”

เสี่ยวเอ้อร์กล่าว ก่อนจะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

เหยาอวี้นั่งลงอย่างมึนงงเล็กน้อย ความจริงนางเพียงจะมาหาอะไรทานเท่านั้น จำได้ว่าตอนนั้นที่หอจิ่นอวิ๋นที่หออื่นที่มีห้องส่วนตัวเพื่อรับประทานอาหารด้วย

แต่ดูเหมือนเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นจะเข้าใจผิด คิดว่านางก็มาชมการแสดงเหมือนแขกผู้อื่น นางถึงกับหัวเราะออกมาอย่างจนปัญญา เพราะคิดดูอีกทีนางก็ใช้ชีวิตที่น่าเบื่อในต่างยุคไปไม่น้อย

อุตส่าห์ได้มาในยุคโบราณเช่นนี้สักที บางทีการได้มาดูการแสดงรื่นเริงในยุคนี้ก็น่าสนใจ

คิดได้ดังนั้นก็ให้คนเรียกเสี่ยวเอ้อร์เข้ามา เหยาอวี้สั่งอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาไม่น้อย

มองดูผู้คุ้นกันเหล่านั้นที่ต่อให้ตายก็ไม่มีวันนั่งร่วมโต๊ะกับนางก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายใจเช่นกัน

อีกทั้งในช่วงเวลาที่ปฏิบัติภารกิจเช่นนั้น พวกเขาคงไม่มีวันปล่อยตัวตามสบายเพื่อรับประทานอาหารแน่นอน

ไม่รู้ว่าถูกฝึกมาเข้มงวดเพียงใด แม้แต่เรื่องพื้นฐานเช่นนี้ก็ไม่ยอมหย่อนยานสักนิด

แต่นางมีนิสัยเสียเกี่ยวกับการกินอยู่ไม่น้อย อีกทั้งนานๆ ทีที่ได้ออกมาข้างนอกเช่นนี้ ย่อมอยากลิ้มลองทุกอย่าง

“หากกินไม่หมดก็ค่อยห่อกลับ” เด็กหญิงตั้งใจแล้วว่าต้องลิ้มลองอาหารที่หอจิ่นอวิ๋นให้ดี เพราะครั้งแรกที่มา ถูกบุพเพที่ขาดสะบั้นของเจียงมู่ไป๋ขับไล่จนหนีกลับจวนกันแทบไม่ทัน

เรียกว่าตะเกียบขยับไม่กี่ที คุณหนูตู้ผู้นั้นก็มาขัดลาภปากของนางเสียแล้ว

เฮ้อ บาปกรรมๆ

ถึงว่าห้ามขัดขวางคนกินข้าว สวรรค์จึงลงโทษนางเช่นนั้น

เหยาอวี้เพ้อเจ้ออยู่พักใหญ่ อาหารก็เริ่มทยอยมาวางไว้จนเกือบเต็มโต๊ะ

คงเพราะสั่งตอนหิวนั่นแหละ จึงกลายมาเป็นเช่นนี้ ได้ยินเสี่ยวเอ้อร์แนะนำสิ่งใดก็น่าทานไปหมด และดูเหมือนพ่อครัวที่หอจิ่นอวิ๋นจะมีเครื่องปรุงใหม่ๆ อย่างผงนัว และซีอิ๊วเข้ามา ทำให้กลิ่นหอมของอาหารหลากชนิดลอยขึ้นประสานกันอย่างชวนให้น้ำลายสอ ทั้งกลิ่นเค็มหอมของซีอิ๊ว กลิ่นมันบางเบาของน้ำมันร้อน และกลิ่นกลมกล่อมแปลกใหม่ของผงนัวที่เพิ่งแพร่หลายในช่วงนี้

แสงโคมด้านบนทอดลงมากระทบผิวอาหาร ทำให้แต่ละจานดูมีสีสันน่ารับประทานยิ่งขึ้นไปอีก

เด็กหญิงถอนหายใจเบาๆ อย่างพอใจ

“นี่แหละ…ชีวิต”

นางพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อน

คำแรกที่เข้าปาก รสชาติกลมกล่อมกระจายออกทันที

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย แม้จะไม่ถึงขั้นล้ำลึก แต่ก็ถือว่าพ่อครัวของหอจิ่นอวิ๋นมีฝีมือไม่น้อย อย่างน้อย…ก็รู้จักนำของใหม่มาปรับใช้

นางพยักหน้าเบาๆ ราวกับให้คะแนนในใจ ก่อนจะเริ่มลงมือชิมจานอื่นต่อไป

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหาร เสียงดนตรีในหอก็ค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะ ม่านบางตรงเวทีกลางค่อยๆ ถูกดึงเปิดออก

เสียงฮือฮาของผู้คนดังขึ้นพร้อมกัน แม่นางหลานเยวี่ยค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังม่าน พร้อมนางรำตัวประกอบคนอื่นๆ ร่างอ้อนแอ้นในชุดระบำพลิ้วไหวเคลื่อนไปตามจังหวะดนตรีอย่างอ่อนช้อย แขนเสื้อยาวสะบัดไหวราวคลื่นน้ำ แสงโคมสะท้อนเครื่องประดับจนเกิดประกายระยับ เสียงพิณ เสียงขลุ่ย และเสียงกลองเบาๆ ผสานกันอย่างลงตัว







 

[1] ชุดจิ้นจ้วง (劲装 - Jìnzhuāng) คือ ชุดรัดกุม หรือ เครื่องแต่งกายกระฉับกระเฉง เป็นชุดที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว การต่อสู้ หรือการเดินทางไกล โดยตรงข้ามกับชุดฮันฟูทั่วไปที่มักมีชายเสื้อและแขนเสื้อกว้างยาว