ตอนที่ 236
ตอนที่ 236
ตอนที่ 236
“คุณหนูสี่เจียง ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์นัก” เป็นตู้เถียนเถียนที่ถามเด็กหญิงด้วยแววตาที่ยากจะเข้าใจ เพราะมันทั้งอดกลั้น และริษยาอยู่ในที
เมื่อเหยาอวี้เงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่านอกจากตู้เถียนเถียนแล้วยังมี พี่ชายของนาง และพวกเหลยต้าชุนอีกสองสามคน
“พวกท่านไม่มีที่นั่งหรือ” เหยาอวี้เลิกคิ้วถามอย่างไม่ใส่ใจ
คำพูดนี้ทำให้พวกเขาอับอายทันที เพราะที่นั่งทั้งหมดถูกผู้คนจับจองไปหมดแล้ว แม้แต่ที่ที่ไกลที่สุดก็ไม่มี ทว่าเมื่อพวกเขามองมาทางนี้ กลับเห็นว่าทั้งโต๊ะมีเด็กหญิงผู้หนึ่งนั่งอยู่เพียงคนเดียว
คิดได้ดังนั้นจึงก้าวตามกันมา ถึงอย่างไรก็รู้จักกัน ที่ว่างเยอะแยะ ย่อมไม่ควรเห็นแก่ตัว…
“ใช่…เช่นนั้น…” ตู้เถียนเถียนเป็นคนยอมรับ ทว่ายังไม่ทันพูดต่อก็ถูกอีกฝ่ายแทรกเสียแล้ว
“เช่นนั้นช่วยหลบได้หรือไม่ พวกท่านบังเวทีข้า” เหยาอวี้กล่าวอย่างไม่นำพา ในมือชูน่องไก่ที่เพิ่งกัดขึ้น พร้อมโบกไล่พวกเขาประกอบคำพูด
ทั้งหมดถึงกับพูดไม่ออกทันที ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเพียงเด็กแปดขวบ
“คุณหนูสี่เจียง เมื่อก่อนจวนข้าก็เคยช่วยเหลือพวกท่าน…” ตู้ซือหลิงพูดขึ้นอย่างละมุนละม่อมและลึกลับ ตอนนี้ไม่ใช่แค่ว่านางเป็นคุณหนูสี่ของจวนเจียงแล้ว แต่ได้ยินว่าโฉนดร้านเต้าหู้ที่โด่งดังนั้นอยู่ภายในสินเดิมของนาง
ไม่ต้องพูดถึงว่านางจะใช่บุตรหลานจริงๆ ของจวนเจียงหรือไม่ แต่แค่สินเดิมของนาง มีผู้ใดบ้างที่ไม่หวั่นไหว ดังนั้นที่เขาตั้งใจกล่าวอย่างเป็นปริศนานี้ ก็เพื่อให้ทุกคนคิดว่าแท้จริงแล้วตระกูลตู้เองก็มีความสนิทชิดเชื้อกับนางอยู่บ้าง และอีกด้านก็เพื่อตักเตือนนางไว้สักหน่อยว่า ถึงอย่างไรพวกเขาก็มีบุญคุณต่อครอบครัวนางมาก่อน
ทว่าเหยาอวี้มีหรือจะสนใจ บุญคุณจับเด็กแปดขวบเป็นเจ้าสาวแทนน้องสาวตัวเองเช่นนั้น ยังกล้าเรียกว่าบุญคุณอยู่หรือ?
“คุณชายตู้ จวนท่านช่วยอันใดข้าหรือเจ้าคะ?” นอกจากจะไม่ไว้หน้าแล้ว เหยาอวี้ยังไม่นำพาเรื่องในอดีตอีกด้วย หากตู้ซือหลิงกล้าพูดเรื่องที่นางพักที่จวนตู้ออกมา นางก็กล้าพูดว่าเหตุใดจึงได้พักที่นั่นเช่นกัน
พอเด็กหญิงตรงหน้ากล่าวเช่นนี้ ตู้ซือหลิงก็อึกอักทันที ส่งผลให้เหลยต้าชุนดูแคลนเล็กน้อย เพราะเขาคิดว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะกันท่าเด็กหญิงตัวน้อยนี้กับพวกเขา และกล่าววาจามั่วๆ เมื่อให้พวกเขาเห็นว่านางกับตนนั้นสนิทกันกระมัง
แน่นอนว่าใครบ้างไม่หวั่นไหวต่อกิจการเต้าหู้นั่น แต่ถึงกับต้องมากันท่ากับนางที่เพิ่งจะแปดขวบเท่านั้น
ดูเหมือนว่าตระกูลตู้จะตกต่ำลงแล้วจริงๆ
“ตู้ซือหลิง ข้าวอาจจะกินแล้วไม่ต้องใส่ใจนับได้ แต่คำพูดไม่อาจพูดโดยไม่ตั้งใจได้นะ” เหลยต้าชุนถึงกับออกตัวให้เช่นนี้
ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ได้แน่นแฟ้นอันใด
“เหลยต้าชุน ที่ข้ามาที่หอจิ่นอวิ๋นนี้ ก็เพื่อฉลองกับพวกเจ้าหลังสอบเซียงซื่อเท่านั้น แม้ว่าเจ้าจะสอบไม่ผ่าน แต่ก็ยังมีโอกาสอีกสามปีข้างหน้าอยู่ดี” แน่นอนว่าตู้ซือหลิงก็ยังหยิ่งทนงและชอบกดคนที่ต่ำกว่าไม่ต่างกัน การที่เขาจะฉีกหน้าเหลยต้าชุนกลับ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด
“ตู้ซือหลิง ข้าเพียงกล่าวเตือนเรื่องวาจาของเจ้าที่สร้างความเข้าใจผิดต่อผู้อื่น และชื่อเสียงของคุณหนูสี่เจียงเท่านั้น มิต้องให้เจ้ามาย้ำเตือนเรื่องผลการสอบของข้าดอก” เหลยต้าชุนเริ่มโมโหเสียแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เขาเจ็บใจไม่น้อย ไม่ใช่แค่รู้ว่าเจียงมู่ไป๋คือเจี้ยหยวนในปีนี้ ยังมีความผิดหวังที่เขาไม่ได้เป็นจวี่เหรินรวมอยู่ในนั้นด้วย
ความจริง เขาไม่อยากออกจากจวนด้วยซ้ำ แต่เพราะวันนี้มีการแสดงของแม่นางหลานเยวี่ย อีกทั้งอย่างไรตู้ซือหลิงก็นับว่าเป็นลูกศิษย์ของบิดา แม้ตระกูลตู้จะตกอับ แต่เขาก็สามารถสอบเซี่ยงซื่อผ่านเป็นจวี่เหรินได้
แต่ไหนเลยจะรู้ว่าคนตระกูลตู้จะตกอับถึงขั้นกล่าววาจาเช่นนี้กับเด็กแปดขวบออกมา
“หากพวกท่านยังไม่มีที่นั่ง อีกประเดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวเอ้อรจัดโต๊ะเสริมไว้ให้นะเจ้าคะ” เป็นเสียงอ่อนหวานระคนออดอ้อนดังขึ้น นางคือหนึ่งในหญิงงามที่มีชื่อเสียงของหอจิ่นอวิ๋นเช่นกัน
แม้จะไม่งดงามเท่าหลานเยวี่ย แต่ก็หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม เพราะเสี่ยวเอ้อร์เห็นว่าทางนี้เหมือนจะมีเรื่องกัน เมื่อเห็นว่าพวกเขาล้วนเป็นบุตรชายคนใหญ่คนโตของเหออัน แม้บางคนจะเป็นอดีต แต่ก็ได้ยินว่าเขาเพิ่งสอบเป็นจวี่เหรินในปีนี้ นางย่อมไม่อยากให้เกิดเรื่อง จึงออกหน้ามาไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง
เห็นบนโต๊ะของเด็กหญิงเต็มไปด้วยอาหารจำนวนมาก นางย่อมไม่โง่จนจัดการทุกอย่างเพียงเพื่อให้พ้นมือไป จึงขยายฉากกั้นหนึ่งออกแล้วให้คนนำโต๊ะมาวางเพิ่มไม่ไกลกัน
“แม่นางน้อยผู้นี้ ต้องขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะ ฉากกั้นข้างนี้อาจจะต้องนำออก วันนี้หอจิ่นอวิ๋นของพวกเราคนมากจริงๆ เช่นนั้นเว่ยเอ๋อร์ขอดูแลคุณหนูตลอดงานเองนะเจ้าคะ” หญิงงามผู้นี้มีชื่อว่าเว่ยเอ๋อร์ หรือซินเว่ย นางรีบเข้ามาขออภัยเหยาอวี้อย่างนอบน้อมจริงใจ ท่าทีกิริยาที่พอเหมาะทั้งไม่ได้ทำเหมือนขอไปที ทำให้เหยาอวี้พยักหน้าไม่ติดใจ
ไม่ต้องร่วมโต๊ะกับคนพวกนั้นก็ดีแล้ว
ตู้เถียนเถียน แท้จริงมีท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย ความจริงนางก็ไม่ได้สนใจจะต้องนั่งร่วมโต๊ะกับเด็กคนนี้
แต่การที่เลือกจะไม่นั่ง กับนั่งไม่ได้ นั้นต่างกันมาก
ไหนจะบรรยายกาศแปลกๆ ของพี่ชายตนกับเหลยต้าชุนที่เหมือนจะยื้อแย่งเด็กหญิงผู้นั้นอีก ทำให้นางรู้สึกริษยายิ่งกว่าเดิม
ทั้งท่าทีที่หญิงงามผู้นั้นกล่าวร้องขอเหมือนเอาใจเช่นนี้อีก
ทว่ายังไม่ทันที่โต๊ะเสริมจะถูกยกเข้ามาวางจนเรียบร้อย สายตาของตู้เถียนเถียนก็สะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่กำลังก้าวเข้ามา
ท่ามกลางฝูงชนที่รายล้อม และแน่นขนับ
บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์สีดำสนิท เนื้อผ้าดูเรียบลื่นแต่กลับสะท้อนแสงโคมเป็นประกายบางเบา ราวกับผืนผ้าถูกเคลือบด้วยแสงเงาที่มองเห็นได้เพียงในบางมุม ชายเสื้อยาวทอดตัวอย่างเป็นระเบียบ ทุกฝีก้าวมั่นคง ไม่เร็วไม่ช้า หากแต่ให้ความรู้สึกกดดันอย่างประหลาด
เพียงเขาปรากฏ
แม่นางหลานเยวี่ยบนเวที แม้ยังคงร่ายรำต่อไปตามจังหวะดนตรี แต่สายตาของผู้คนในหอ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง กลับค่อยๆ เบี่ยงเบนออกจากเวทีโดยไม่รู้ตัว ราวกับมีแรงบางอย่างดึงดูดให้มองไปยังบุรุษผู้นั้นแทน
ใบหน้าของเขาคมชัด รูปหน้าเฉียบคมได้สัดส่วน ดวงตาคู่นั้น…หัวตาเรียวแหลมเล็กน้อย หางตายกขึ้นสูงอย่างมีเชิงชั้น
ในยามที่ทอดสายตามองผ่าน ดูคล้ายคนง่วงงุน ไม่สนใจสิ่งรอบตัวนัก ทว่าเพียงแววตาขยับเล็กน้อย กลับเผยประกายบางอย่างที่เฉียบคม ราวกับสามารถมองทะลุความคิดของผู้คนได้ในคราเดียว
เป็นสายตาที่ทั้งสงบนิ่ง…และแฝงความเจ้าเล่ห์อย่างลึกล้ำ ชวนให้รู้สึกถึงทั้งอำนาจและอันตรายโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
สันจมูกโด่งคม ริมฝีปากบางยกขึ้นเพียงเล็กน้อยราวกับยิ้ม แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่แท้จริง กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพิจารณา…หรือแม้กระทั่งคาดเดาผู้คนรอบตัวอยู่ตลอดเวลา
ร่างกายของเขาสูงโปร่ง องอาจ ไหล่กว้างได้รูป การเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยพลัง ไม่มีวี่แววของผู้ที่เคยอ่อนแอหรือเจ็บป่วยมาก่อนแม้แต่น้อย
ยิ่งมอง…ยิ่งให้ความรู้สึกว่า
บุรุษผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
ใช่…
ตู้เถียนเถียนรู้สึกมาตั้งนานแล้วว่า อดีตคู่หมั้นผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
แต่เดิมนางเพียงคิดว่าเขาเป็นคนเฉยชา เย็นเยียบ และยากจะเข้าใกล้
กระทั่งชื่อของเจียงมู่ไป๋ถูกประกาศเป็นเจี้ยหยวน ผู้โดดเด่นที่สุดแห่งปี
นางจึงเพิ่งเข้าใจอย่างแท้จริง ว่าระยะห่างระหว่างพวกเขา…ไกลออกไปเพียงใด
ไกลจนแม้แต่นางเอง ก็ไม่มีสิทธิ์จะอยู่ในสายตาของเขาอีกต่อไป
ไม่สิ…
บางที ตั้งแต่ต้น สายตาคู่นั้นก็ไม่เคยทอดมองนางอย่างจริงจังเลยต่างหาก
ต่อให้เคยมีฐานะคู่หมั้นกัน ก็ไม่ต่างจากคนแปลกหน้า
และตอนนี้ก็เช่นกัน
ท่ามกลางแสงโคมสลัวในหอหลัก ผู้คนมากมายต่างจับจ้องไปยังร่างสูงสง่างามนั้น
แต่สายตาของเจียงมู่ไป๋…
กลับไม่แม้แต่จะกวาดมองสิ่งรอบตัว
แววตาที่ดูง่วงงุนเอื่อยเฉื่อยคู่นั้น เพียงเลื่อนผ่านฝูงชนอย่างเฉยชา ก่อนจะหยุดลงตรงตำแหน่งด้านข้างของหอหลัก
ตรงนั้น…
เด็กหญิงผู้หนึ่งกำลังนั่งแทะน่องไก่อย่างตั้งอกตั้งใจ แก้มทั้งสองข้างพองนิดๆ เพราะยังเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก ดวงตาดอกท้อก้มจดจ่ออยู่กับของกินตรงหน้าเสียยิ่งกว่าการแสดงของแม่นางหลานเยวี่ยบนเวที
ราวกับทั้งหอจิ่นอวิ๋นอันครึกครื้นนี้
ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าน่องไก่ในมืออีกแล้ว
และในสายตาของเจียงมู่ไป๋เอง…
ก็ดูเหมือนจะมีเพียงภาพนั้นเช่นกัน