ตอนที่ 22
ตอนที่ 22
ตอนที่ 22
โถงศาลหย่าเหมินเงียบสนิท จือเสี่ยนซื่อโค่วมองลงมาจากโต๊ะใหญ่ สายตาเย็นเฉียบ
“ข้อเท็จจริงชัดเจนแล้ว”
เสียงของเขาดังกังวานทั่วโถง
“หมออวี้มิได้วินิจฉัยผิด เทียบยามิได้ผิด แต่ผู้ฟ้องมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ อีกทั้งซื้อยาจากร้านที่ดัดแปลงตัวยาโดยมิแจ้ง”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ยิ่งไปกว่านั้น การมาร้องเรียนต่อหน้าสาธารณะ พร้อมปลุกระดมให้ผู้คนวุ่นวาย ถือเป็นการสร้างความปั่นป่วนในตำบล ปรับเงินคนละหนึ่งร้อยอีแปะไม่มียกเว้น”
สายตาเขาหยุดที่ข่งเจียหมิง
“ข่งเจียหมิง”
ชายผู้นั้นตัวสั่นทันที
“เจ้าฟ้องร้องโดยมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถี่ถ้วน และก่อให้เกิดความวุ่นวายหน้าสถานประกอบการของผู้อื่น”
เสียงฆ้องดังหนึ่งครั้ง
“โทษโบยสิบไม้ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง”
เสียงฮือฮาดังขึ้น
ข่งเจียหมิงหน้าซีดเผือด แต่ยังไม่ทันจะอ้อนวอน ซื่อโค่วก็เอ่ยต่อ
“ผู้ใดร่วมปลุกระดม ตะโกนยุยงให้ฟ้องร้องเพื่อหวังผลประโยชน์โดยมิชอบ ให้โบยคนละห้าไม้”
เจ้าหน้าที่ชี้ตัวชายอีกสองสามคนที่ยืนอยู่แถวหน้าเมื่อครู่ สีหน้าพวกเขาถอดสีทันที หนึ่งในนั้นคือผู้ที่ตะโกนเรื่องค่าชดเชย และหลายคนคือสร้างเรื่องปลุกปั่น
“ส่วนร้านยาที่ดัดแปลงตัวยาโดยมิแจ้งผู้ซื้อ” จือเสี่ยนกล่าวเสียงหนัก “ให้ปรับเงิน และเรียกเจ้าของร้านมาชี้แจง หากตรวจพบเจตนาหลอกลวง จะเพิ่มโทษภายหลัง ”
คำตัดสินดังชัดเจน
ไม้กระบองกระแทกพื้น
“คดีนี้ยุติ”
โรงเตี๊ยมจินฟู่ชั้นล่างยังคงเปิดตามปกติ เสียงลูกค้าพูดคุยสลับกับเสียงกระทะกระทบไฟดังฉ่าๆ กลิ่นน้ำซุปกระดูกหอมฟุ้งลอยปะปนกับกลิ่นเนื้อผัดกระเทียม ราวกับว่าเหตุการณ์ที่ศาลหย่าเหมินเมื่อครู่เป็นเพียงข่าวเล่าลือ มิใช่พายุที่เพิ่งพัดผ่าน
แต่โต๊ะต้อนรับ มีป้ายไม้แผ่นหนึ่งแขวนเด่นชัด “หมออวี้งดตรวจโรคชั่วคราว”
ตอนแรกเสียงบ่นดังอื้ออึง
“แล้วคนไข้อย่างพวกข้าจะทำอย่างไร!”
“มาตั้งแต่เช้า!”
จินเซียงต้องออกมายืนอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “วันนี้เพิ่งผ่านการไต่สวน หมออวี้ต้องพักเจ้าค่ะ”
เมื่อมีคนเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ศาลหย่าเหมินให้ฟัง บรรยากาศก็ค่อยๆ เปลี่ยน เสียงโวยนั้นก็ค่อยๆ เบาลง เพราะข่าวจากศาลหย่าเหมินแพร่ไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง ผู้คนได้รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ได้รู้ว่าหมออวี้พิสูจน์ตนเองต่อหน้าศาล ได้รู้ว่าแม้หมออาวุโสสามท่านยังยอมรับความสามารถของนาง
ความไม่พอใจจึงค่อยๆ กลายเป็นความยอมรับ
“หมออาวุโสยังยอมรับ…”
“ได้ยินว่าแยกโรคได้ละเอียดนัก…ทั้งยังวินิจฉัยเด็ดขาด”
เสียงโวยวายจึงค่อยๆ สงบ
อีกทั้ง… หากพูดตามความจริง การตรวจโรคของหมออวี้ มิได้เก็บเงินต่างหาก เป็นเพียงของแถม จากการสั่งอาหารหรือเช่าห้องพักครบหนึ่งร้อยอีแปะ
แขกทุกคนล้วนได้รับอาหาร ห้องพัก และบริการครบถ้วนตามที่จ่าย แต่สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องและอยากได้กลับเป็นของแถมนั่นเอง
และเมื่อคิดได้เช่นนั้น จึงไม่มีใครกล้าเอาแต่ใจต่อไป
โรงเตี๊ยมจินฟู่จึงยังดำเนินไปตามปกติ
ลมยามบ่ายพัดผ่านระเบียงไม้เบาๆ ในห้องพักชั้นสองฝั่งในสุด
จางซือนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ย มือทั้งสองประสานกันแน่นบนตัก เถ้าแก่จินยืนพิงโต๊ะ สีหน้าครุ่นคิด จินจื่อหานกับจินเซียงยืนใกล้หน้าต่าง คอยระวังเสียงจากด้านนอก เหยาอวี้นั่งตรงกลางห้อง ผ้าปิดหน้าถูกถอดออกแล้ว
ใบหน้าของเด็กหญิงวัยแปดขวบยังคงเรียบนิ่ง ราวกับเรื่องเมื่อครู่มิได้สร้างแรงสะเทือนใดๆ จางซือมองบุตรสาวอยู่นาน ก่อนจะเอื้อมมือไปจับปลายนิ้วเล็กนั้นเบาๆ
“เจ้า…ไม่กลัวหรือ”
เสียงของมารดาแผ่วเบา เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น แววตานุ่มลงเล็กน้อย นานมากแล้วที่นางไม่มีผู้ห่วงใยจริงๆ
“กลัวเจ้าค่ะ” ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นโลกที่นางไม่คุ้นเคย และนางไม่เคยประมาทยุคสมัย และจิตใจของผู้คน
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนชะงัก นางยิ้มบาง “แต่ความกลัวมิใช่เหตุผลให้ข้าถอย”
เถ้าแก่จินถอนหายใจ “อย่างน้อยก็ผ่านมาด้วยดี”
เหยาอวี้เมื่อได้ยินเช่นกันก็ยกยิ้มบางเบา นางลูบขอบถ้วยน้ำชาบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด “นี่มีใช่เรื่องบังเอิญ”
จินจื่อหานเลิกคิ้ว
“ข่งเจียหมิงเพิ่งมาที่โรงเตี้ยมไม่นาน” นางกล่าวช้าๆ “แต่คนมารวมตัวหน้าร้านพร้อมกันราวกับนัดหมาย”
เถ้าแก่จินสีหน้าซีดลงทันที ทุกคนเริ่มเคร่งขรึม ไม่มีใครในนี้ดูถูกความคิดของเด็กหญิงวัยแปดขวบตรงหน้านานแล้ว มีแต่นับวันที่ทั้งเชื่อถือ และเชื่อมั่น
เหยาอวี้กล่าวต่อ “ตระกูลหยางน่าจะอยู่เบื้องหลัง…ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูกก็คือฮูหยินเถียน แซ่หยางผู้นั้น”
จินเซียงที่เพิ่งขึ้นมาสมทบเผลออุทานเบาๆ “ฮูหยินเถียน…”
เหยาอวี้พยักหน้า “หมอใหญ่ของโรงหมอหยาง อาจตั้งใจวินิจฉัยว่าเป็นร้อนในกระเพาะ”
เถ้าแก่จินขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าเขาจงใจหรือ ไหนว่าอาจจะวินิจฉัยผิด?” เขาสับสน
“ข้าไม่อาจกล่าวแน่ชัด” นางตอบเรียบๆ “ร่างกายของข่งเจียหมิงเดิมก็ซับซ้อน ชื้นสะสมในม้าม เมื่อถูกสุรากระตุ้น ย่อมแสดงอาการคล้ายมีลมร้อนในกระเพาะ” เพราะถ้าเป็นนางต่อให้มาวินิจฉัยที่หลังนางก็ยังสามารถระบุได้ชัดเจนอยู่ดี
นางจึงสบตาทุกคนในห้องแล้วพูดต่อว่า “แต่หากมีความสามารถสูง ก็แยกแยะได้”
คำพูดนั้นมิได้โอ้อวด เพียงเป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวอย่างเรียบง่าย
จางซือเม้มริมฝีปาก “แล้วเหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้” เพราะนางยังไม่รู้เหตุการณ์ทั้งหมดของวันที่เหยาอวี้ไปตรวจโรคที่ตระกูลเถียน
เหยาอวี้หลุบตาลงเล็กน้อย “เพราะอนุซู่อิงตั้งครรภ์แล้ว”
บรรยากาศในห้องนิ่งสนิท “ฮูหยินเถียนคงสืบรู้” นางกล่าวต่อ “และคาดเดาว่าข้าเป็นผู้บอกเรื่องอ้ายเย่าผสมฮวาซิง ที่มีสรรพคุณทำให้สตรีตั้งครรภ์แท้งบุตร”
จางซื่อตกใจ เพราะนางเองก็เคยเป็นผู้ที่ควรจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ ไม่ต้องให้เหยาอวี้อธิบายเหตุการณ์นั้นตั้งแต่ต้น นางก็เข้าใจทันทีว่านี่มิใช่สถานการณ์ตรวจโรคตามปกติ
จินเซียงกำชายเสื้อแน่น เพราะนางก็อยู่ในเหตุการณ์
เถ้าแก่จินถอนหายใจ
“ซึ่งข้าคิดว่า ตัวฮูหยินเถียนผู้นั้นก็คงไม่รู้ว่าอนุซู่อิงจะตั้งครรภ์แต่แรก แต่ที่เตรียมไว้ให้ก็เพื่อป้องกันนางตั้งครรภ์นั่นแหละ” เหยาอวี้เอ่ยต่ออย่างไม่ลังเล
“เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร” เถ้าแก่จินถอนหายใจ เพราะว่าเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่าที่คิด และนี่อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น
เหยาอวี้ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ “ยังไม่ต้องทำสิ่งใด”
ทุกคนมองนาง “วันนี้ข้าเพียงพิสูจน์ความจริง” นางวางถ้วยลง “และอีกอย่างข้าคิดว่าตอนนี้แม้แต่นายท่านเถียนก็รู้เรื่องอนุซู่อิงแล้วแน่นอน เพราะเมื่อความแตกอนุผู้นั้นย่อมต้องรีบบอกขาใหญ่ของนาง เขาย่อมต้องพยายามปกป้องครรภ์นี้ของอนุซู่อิงกระมัง เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเชื้อสายของตน” เหยาอวี้พูดแบบเป็นกลางสตรีสามารถรังเกียจลูกของสามี เพราะไม่ใช่ว่าบุตรของสามีทุกคนจะเป็นบุตรของนาง แต่ผู้ชายย่อมมิคิดเช่นนั้น ส่วนเรื่องลำเอียงรักหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของเขาเอง
เถ้าแก่จินพยักหน้า และเริ่มเล่า “ย่อมใช่ แต่ไหนแต่ไหนนายท่านเถียนผู้นี้ก็อยากมีบุตรมานานแล้ว และฮูหยินเถียนเองก็เคยตั้งครรภ์แต่แท้งบุตรมาก่อน จนมิอาจตั้งครรภ์อีกโดยง่าย จึงมิแปลกที่นางจะพยายามป้องกันมิให้เรือนหลังของนางมีผู้ใดตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอนุซู่อิงที่ได้รับความโปรดปรานอย่างมากในขณะนี้”
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องในมุ้งบ้านผู้อื่น ความจริงเถ้าแก่จินเองก็มิอยากพูดให้มากความ แต่ในเมื่อเรื่องในมุ้งบ้านนั้นกำลังจะส่งผลต่อกิจการบ้านเขา ดังนั้นเขาไม่พูดก็ไม่ได้
ส่วนเหยาอวี้เมื่อได้ยินเช่นกันก็ยิ่งกระจ่างแจ้ง
จินต้าฉางพูดต่ออีกว่า “แต่เจ้ามิต้องกังวล ช่วงนี้ก็งดตรวจไปก่อน ถึงอย่างไรโรงเตี้ยมข้าก็มิใช่เพิ่งสร้างมาวันสองวัน แล้วจะล่มลงเพียงเพราะฮูหยินตระกูลหนึ่งไม่พอใจ” เขากล่าวอย่างมั่นใจ อีกทั้งหลายวันมานี้เหยาอวี้ก็สร้างคุณงามความดีมาไม่น้อย
ไอ้เรื่องที่จะมีคนมาตอบแทนความดีด้วยความแค้นเช่นนี้ ก็ใช่ว่าจะมีเยอะ ถึงอย่างไรการได้เจอหมอเก่งๆ สักครั้งในชีวิตมิใช่เรื่องง่าย ชาวเมืองในตำบลย่อมรู้แก่ใจ คนเราสักวันถึงอย่างไรก็ต้องเจ็บป่วย และเขาก็มิได้ทำกิจการที่เอาเปรียบผู้ใดให้กลายมาเป็นจุดอ่อน
“ก็ดีเจ้าค่ะ งั้นท่านเพียงแจ้งไปว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำหมออวี้น้อยแตกตื่นขวัญเสียยิ่งนัก มีอาการหวาดกลัวผู้คนเล็กน้อย จนมิอาจสงบจิตสงบใจที่จะตรวจโรคให้ผู้ใดในช่วงนี้ได้อีก” นางนิ่งไปสักครู่แล้วยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาแล้วกล่าวต่อว่า “ดังนั้นผู้ที่มีคิวรอตรวจอยู่ ให้นำบัตรคิวมาเป็นส่วนลด แลกค่าอาหารและห้องพักแทนเจ้าค่ะ”
ในห้องถึงกับเงียบอย่างพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
จินเซียงเป็นคนแรกที่เบิกตากว้าง “เช่นนั้นก็ไม่มีใครเสียเปรียบ…ไม่สิ ไม่กล้ามีปัญหาอีก”
จินจื่อหานพึมพำตาม “ทั้งยังไม่ทำให้คนรู้สึกว่าถูกปฏิเสธ และปิดปากได้สนิท”
เถ้าแก่จินนิ่วไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะเสียงดังลั่นห้อง
“ดี! ดีมาก!”
เขาตบโต๊ะเบาๆ อย่างพอใจ