LNCrawler

ตอนที่ 237

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 237

ตอนที่ 237


 

“คุณชายรองเจียง” ซินเว่ยลุกขึ้นย่อตัวแสดงความเคารพต่อเจียงมู่ไป๋ประดุจแขกคนสำคัญ

แม้ว่านางจะไม่รู้สถานะจริงๆ ของเจียงมู่ไป๋ผู้นี้ แต่ก็พอรู้ว่าเขามีความสำคัญต่อหอจิ่นอวิ๋นแห่งนี้แน่นอน บางครั้งนางยังได้รับโอกาสให้ยกน้ำชาเข้าไปในห้องสำคัญนั้นบ้าง

แต่ก็มิได้ถูกรั้งตัวให้รับใช้สักครั้งเดียว อีกทั้งเมื่อนางเข้าไป คนทั้งห้องล้วนเงียบงัน เหมือนกดดันให้นางวางป้านน้ำชาเสร็จ ก็รีบออกไปจากห้องซะ

ไม่ใช่แค่นาง แม้แต่หลานเยวี่ยก็เช่นกัน

แต่เหมือนหลานเยวี่ยจะรู้มากกว่านาง อีกทั้งยังกำชับว่าเรื่องในห้องนั้นห้ามแพร่งพราย และไม่ต้องให้ใครรู้ว่าคุณชายรองเจียงมายังหอจิ่นอวิ๋น

ตลอดการเปิดกิจการที่นี่ เจียงมู่ไป๋ก็ไม่เคยปรากฎกายในหอหลักเลยสักครั้ง

ไหนเลยจะรู้ว่าวันนี้เขาจะมาที่นี่ ทั้งยังเดินตรงมายังที่โต๊ะของนาง

ซินเว่ยเพียงมองหน้าเขาครั้งเดียวของก้มหน้าลงไม่กล้ามองอีก เพราะกลัวจะเปิดเผยความในใจ

ผู้ใดบ้างไม่ชอบคนหน้าตาดี

แน่นอนว่านางชอบ แต่ว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะสูงส่งเกินไป ทว่าหากได้ใกล้ชิดเขาสักครั้ง นางคงจดจำไปชั่วชีวิต

“พี่รอง” เสียงเล็กๆ ที่เพิ่งกลืนเนื้อไก่ในปากลงไป ทักทายเขาอย่างอารมณ์ดี ทำให้บรรยากาศอึมครึมรอบตัวชายหนุ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่เดิมเขาก็ไม่ค่อยชอบใจกับการที่เห็นชายหนุ่มหลายคนล้อมรอบนางอยู่แล้ว ทั้งยังเป็นพวกน่ารำคาญกลุ่มนี้อีก

“เจ้าอยากดูการแสดงหรือ” เจียงมู่ไป๋ถามขณะนั่งแล้วแล้วล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมา ค่อยๆ บรรจงเช็ดคราบมันๆ ของน่องไก่ที่เลอะแก้มของนาง จากนั้นรินน้ำชาให้นางล้างปาก

ความจริงเด็กหญิงไม่ใช่คนที่กินมูมมามขนาดนั้น แต่ปากเล็กๆ นี้ก็ยากนักที่จะระวัง จึงมีหลายครั้งที่ถูกเขาตามเช็ดให้เช่นนี้

เหยาอวี้ยกชาขึ้นดื่มเล็กน้อยก่อนตอบเขาว่า “ก็นับว่าสนใจอยู่”

“เป็นความผิดของข้าเอง” เจียงมู่ไป๋รู้สึกผิดอยู่บ้าง เพราะเขามีหลายเรื่องให้จัดการ ตอนอยู่ที่เจียงหนานก็พานางออกจากจวนเพียงไม่กี่ครั้ง จึงไม่ค่อยได้พานางออกมาเปิดหูเปิดตาเลย

“ก็ไม่ขนาดนั้น วันนี้ความจริงข้าออกมาเจอคุณชายเซี่ย กว่าจะคุยเสร็จก็ตกเย็นแล้ว จึงอยากมาหาอะไรข้างนอกเท่านั้น ไหนเลยจะรู้ว่าที่หอจิ่นอวิ๋นมีการแสดงพอดี เสี่ยวเอ้อร์จึงพาข้ามาเหมือนแขกอื่นๆ เมื่อข้ามาแล้วก็เลยตามเลย กินข้าวไปดูการแสดงไป ช่วยให้เจริญอาหารยิ่งนัก” เหยาอวี้พูดเป็นต่อยหอย แม้รู้ดีว่าคงมีคนรายงานเขาแล้ว แต่ก็ยังอยากพูดอยู่ดี

เจียงมู่ไป๋รับฟังอย่างสงบ ปลายนิ้วยังคงถือช้อนหยกอย่างมั่นคง ก่อนจะเอื้อมไปตักซุปจากชามเบื้องหน้า

น้ำซุปสีใสอมทอง ลอยด้วยเห็ดหอมชิ้นบางและเนื้อไก่ฉีกเป็นเส้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยขึ้นมาแตะปลายจมูก

เขายกช้อนขึ้นเป่าเบาๆ ให้คลายร้อน ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าเด็กหญิง

“ค่อยๆ กิน อย่ารีบร้อน”

น้ำเสียงเรียบดังเดิม แต่เต็มไปด้วยความใส่ใจ

เหยาอวี้พยักหน้าก่อนจะก้มลงจิบอย่างว่าง่าย เสมือนว่านางคุ้นชินกับการถูกปรนนิบัติเช่นนี้จากเขานานแล้ว

รสซุปอุ่นๆ ไหลผ่านลำคอ ทำให้นางหรี่ตาลงอย่างพอใจ

“อืม…อร่อยกว่าที่คิด”

เจียงมู่ไป๋มองท่าทางนั้นแล้วมุมปากก็ขยับขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว

บรรยากาศรอบโต๊ะ…ที่เดิมเคยตึงเครียด กลับค่อยๆ ผ่อนคลายลง

แต่ในสายตาของคนอื่น กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย

ตู้เถียนเถียนกำมือแน่นอยู่ข้างตัว ภาพที่เห็นตรงหน้า ราวกับมีใครเอาเข็มแหลมมาทิ่มแทงในอก

บุรุษที่นางเคยคิดว่าเย็นชา ไม่สนใจผู้ใด กลับนั่งอยู่ข้างเด็กหญิงคนหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ

เช็ดปากให้…รินชาให้…แม้กระทั่งตักอาหารให้

ทุกการกระทำล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำกับนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้แต่ในวันที่ทั้งสองยังมีสถานะเป็นคู่หมั้น นางก็ไม่เคยได้รับสายตาเช่นนี้ หรือแม้แต่ความใส่ใจเพียงเศษเสี้ยว

ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ แผ่ขยายขึ้นในอก ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่นางรู้สึกต่ำต้อยต่อหน้าเขา

แม้จะรู้มานานแล้วว่าเขานั้นปฏิบัติต่อน้องสาวบุญธรรมนี้แตกต่างออกไป

ไม่ใช่เพียงความอิจฉา แต่เป็นความไม่ยอมรับ

เหตุใดกัน…

เด็กหญิงอายุเพียงเท่านี้ ถึงสามารถยืนอยู่ข้างเขาได้อย่างไม่ต้องพยายามสิ่งใดเลย?

ขณะที่ตน…

พยายามมานานเพียงใด ก็ยังไม่เคยแม้แต่จะเข้าไปอยู่ในสายตาของเขาได้

และเพียงความผิดพลาดครั้งเดียว นอกจากว่าเขาจะไม่แยแสแล้ว ยังใช้มันข่มขู่เพื่อปกป้องอีกฝ่ายอย่างเต็มกำลัง

กระทั่งโต๊ะเสริมถูกจัดวางเรียบร้อย นางที่ถูกพี่ชายดึงแขนไปนั่งโต๊ะข้างๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกตัวดีนัก นางไม่อาจละความสนใจจากโต๊ะนั้นได้เลย

อีกด้านหนึ่ง

ซินเว่ยยืนก้มหน้าอยู่อีกด้านของเหยาอวี้ แม้มิกล้ามองตรงๆ แต่ภาพทุกอย่างก็ยังสะท้อนเข้ามาในสายตาโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง

หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย

ไม่ใช่เพราะอิจฉา แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่นางเองก็อธิบายไม่ถูก

ชายผู้นั้น…

ไม่ใช่คนที่ผู้ใดจะเข้าใกล้ได้ง่าย แต่เด็กหญิงตรงหน้า กลับนั่งอยู่ข้างเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นสิ่งที่ควรเป็นมาตั้งแต่แรก

ตอนนี้นางรู้แล้วว่าเด็กน้อยผู้นี้ก็คือน้องสาวบุญธรรมของเขานั่นเอง

บนเวที แม่นางหลานเยวี่ยยังคงร่ายรำอย่างงดงาม ปลายแขนเสื้อพลิ้วไหวไปตามจังหวะพิณ ก้าวเท้าเบาแนบพื้นดุจกลีบบุปผาที่ร่วงหล่น ท่วงท่าทุกอย่างแม่นยำไร้ที่ติ สมกับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของหอจิ่นอวิ๋น

ทว่า…

ตั้งแต่เจียงมู่ไป๋ก้าวเข้ามา จังหวะหัวใจของนางก็พลันผิดไปเพียงเล็กน้อย สายตาที่ควรจับจ้องไปยังผู้ชมทั้งหอ…กลับอดไม่ได้ที่จะเลื่อนไปทางเขาอยู่หลายครั้ง

นางตกใจไม่น้อย

เพราะบุรุษผู้นี้ไม่เคยปรากฏกายในหอหลักเลยแม้แต่ครั้งเดียว

และวันนี้…เขากลับยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน

นางจึงตั้งใจยิ่งกว่าเดิม ทุกการหมุนกาย ทุกการเหยียดแขน ล้วนทุ่มเทมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะในใจคิดเพียงว่า อย่างน้อย…ก็อยากให้เขาได้เห็นการแสดงของนางสักครั้ง

ได้เห็นในสิ่งที่นางภาคภูมิใจที่สุด

ทว่า…

ไม่ว่าการร่ายรำจะงดงามเพียงใด ไม่ว่าท่วงท่าจะสมบูรณ์แบบเพียงใด สายตาของเขา กลับไม่เคยทอดมาที่เวทีเลยแม้แต่คราเดียว

ตั้งแต่ต้น…จนกระทั่งบทเพลงสุดท้ายจบลง

ดวงตาคู่นั้นยังคงหยุดอยู่ที่เดิม

ไม่ใช่เวที ไม่ใช่นาง

แต่เป็นเด็กหญิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง

หลานเยวี่ยชะงักไปชั่วเสี้ยวขณะในตอนที่หมุนกาย รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าแทบจะสั่นไหว ก่อนจะรีบควบคุมท่าทางให้กลับมาเป็นปกติ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น แต่ในใจของนาง กลับรู้สึกเหมือนบางสิ่งถูกทุบแตกลงอย่างเงียบงัน

เสียงปรบมือดังก้องทั่วทั้งหอ

ผู้คนต่างชื่นชมในความงดงามของนาง

ทว่า…

สิ่งที่นางอยากได้มากที่สุดในวันนี้ กลับเป็นสายตาเพียงคู่เดียว

และสายตาคู่นั้น กลับไม่เคยมอบให้นางเลยแม้แต่น้อย

เจียงมู่ไป๋มิได้สนใจสายตารอบด้านเช่นเคย เขาเพียงเลื่อนสายตากลับมามองเหยาอวี้

“ครั้งหน้า หากอยากออกมาเช่นนี้…บอกข้า”

น้ำเสียงยังคงเรียบ แต่แฝงความหมายบางอย่างที่ไม่อาจละเลย

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองเขา ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกระพริบเบาๆ จากนั้นก็ยกมุมปากขึ้น

“เช่นนั้น…ข้าอยากไปหอหลิวยานเจ้าค่ะ”

ทันทีที่เสียงนี้สิ้นสุด แววตาที่อ่อนโยนนั้นก็เข้มข้นทันที เพราะนั่นคือหอรื่นรมย์ริมแม่น้ำหลานชางขึ้นชื่อ ที่เจียงหนาน แน่นอนว่าเป็นหอคณิกาด้วย แต่ก็มีระดับต่างจากหอคณิกาทั่วไป แต่เขาจะยินยอมได้อย่างไร

“ไม่ได้!”

เจียงมู่ไป๋ปฏิเสธเด็ดขาด แม้น้ำเสียงจะจริงจังเช่นนั้น แต่เขายังคงบรรจงเช็ดนิ้วมือให้นางแต่ละนิ้วอย่างอ่อนโยน

เหยาอวี้ไหนเลยจะเกรงกลัว นางรู้อยู่แล้วว่าเขาทำใจดุนานไม่ได้หรอก รวมถึงการปฎิเสธด้วย

เด็กหญิงจึงยกมือคล้องแขนเขาพลางซบลงอย่างออดอ้อนทันที พร้อมคำพูดข่มขู่ที่ไม่เข้ากับท่าทีเลยแม้แต่น้อย

“พี่รอง ถ้าท่านไม่พาข้าไป ข้าจะแอบไปกับพี่สาม” นางรู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ เจียงจื่อหรงที่ไม่ชอบอยู่กับกรอบระเบียบนัก ย่อมเห็นดีเห็นงามกับนางแน่นอน

“อวี้เอ๋อร์”น้ำเสียงคล้ายจนใจอยู่สามส่วน

ไหนเลยที่เจียงมู่ไป๋จะรับมือกับคำพูดนี้ของนางได้

ชีวิตนี้เขาไม่เคยที่จะสนใจผู้ใด และอยู่เหนือผู้คนเสมอ แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับนางครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเต็มใจ 

“ไว้กลับเจียงหนานแล้วข้าจะคิดอีกที” เจียงมู่ไป๋แบ่งรับแบ่งสู้