ตอนที่ 238
ตอนที่ 238
ตอนที่ 238
“ไม่เอา ท่านต้องรับปากเท่านั้น หากท่านแกล้งลืมขึ้นมา ข้าจะทำเช่นไร” เหยาอวี้เป่าลมในปากเริ่มไม่พอใจ การมีเขาตามใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงไม่แปลกนักที่นางจะเริ่มติดนิสัย แต่เดิมในร่างของนางก็มีท้อหยกเซียนขี้โมโหอยู่ตนหนึ่ง ไหนเลยจะไม่ส่งต่อนิสัยเอาแต่ใจนี้มา
เขาหรือจะกล้าลืมเรื่องที่รับปากนาง?
เจียงมู่ไป๋ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ อย่างจนปัญญา พลางยกตะเกียบคีบเกี๊ยวกุ้งทอดทองชิ้นหนึ่งขึ้นมา แผ่นแป้งสีทองบางกรอบห่อเนื้อกุ้งด้านในจนพองตัว กลิ่นหอมลอยขึ้นมาแตะปลายจมูก
เขาจ่อมันไปตรงหน้าปากเล็กๆ ของนางแทนคำตอบ
เหยาอวี้ที่ยังคล้องแขนเขาอยู่ พลันอ้าปากงับทันทีอย่างว่าง่าย ก่อนจะเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอารมณ์ดี แก้มทั้งสองข้างพองขึ้นเล็กน้อยอีกครั้ง
เจียงมู่ไป๋มองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่เงียบงัน
ความขุ่นใจเมื่อครู่…หายไปจนหมดสิ้นอย่างน่าขัน
เขาเองก็รู้ว่านางกำลังใช้ลูกไม้ใส่ตน แต่เขากลับไม่มีทางปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย
“พี่รอง” เด็กหญิงยังไม่ยอมปล่อยเขา “ท่านยังไม่ได้รับปากข้าเลยนะเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋หลุบตามองนาง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกำลังมองเขาเขม็งอย่างเอาเรื่อง ราวกับหากวันนี้ไม่ได้คำตอบ นางคงไม่ยอมเลิกราแน่นอน
สุดท้ายมุมปากของเขาก็ยกขึ้นอย่างอ่อนใจ
“เจ้านี่…”
น้ำเสียงต่ำแผ่ว คล้ายตำหนิ แต่กลับเต็มไปด้วยความตามใจอย่างปิดไม่มิด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยช้าๆ
“ได้ๆ ไว้กลับเจียงหนานข้าจะพาเจ้าไป”
เพียงประโยคเดียว กลับทำให้ดวงตาของเหยาอวี้สว่างวาบขึ้นทันที
“จริงนะ!”
นางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปอยผมด้านข้างไหวตามแรง
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเบาๆ
“แต่เจ้าต้องเชื่อฟังข้า”
เหยาอวี้รีบพยักหน้ารัวโดยแทบไม่ต้องคิด ท่าทางนั้นรวดเร็วจนเห็นได้ชัดว่า…ไม่ว่าเงื่อนไขคืออะไร นางก็คงตอบตกลงก่อนอยู่ดี จากนั้นก็เริ่มขยับตะเกียบอีกครั้ง
เจียงมู่ไป๋เห็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะในลำคอเบาๆ จากนั้นจึงยกถ้วยซุปขึ้นวางตรงหน้านางอีกครั้ง
“กินช้าๆ ไม่มีผู้ใดแย่งเจ้าหรอก”
เหยาอวี้รับคำส่งๆ แต่ตะเกียบกลับยื่นไปยังจานถัดไปเรียบร้อยแล้ว
ท่าทางรีบร้อนนั้น ทำเอาเจียงมู่ไป๋ได้แต่มองอย่างหมดหนทาง รู้ตั้งนานแล้วว่าแม่นางน้อยผู้นี้ของเขาเห็นแก่กินอยู่พอสมควร
ตอนที่คนมาแจ้งว่านางจะมาที่หอจิ่นอวิ๋น เขาก็นึกว่านางจะมาหาเขา จึงได้ส่งคนออกไปรอ
ไหนเลยจะรู้ว่านางมาเร็วกว่าที่คิด ทั้งยังถูกพาไปยังหอหลักเสียแล้ว
ที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย และการแสดงที่ไม่เหมาะแก่เด็กน้อยนัก
แม้จะรู้ว่าภายในนางไม่ใช่เด็กก็ตาม แต่เขาก็ไม่อาจสงบใจได้เลย สุดท้ายจึงทิ้งหลินฉางเฟิงผู้นั้น แล้วออกมาแทบจะทันที
ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังแทะน่องไก่อย่างเพลิดเพลินท่ามเหล่าบุรุษมากมาย ทั้งยังคำพูดหยาบคายแทะโลมนางรำบนหน้าเวที
เขาย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว
แต่เพียงคำเรียกขานอย่างสดใสของนาง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นโค้งยีขึ้นราวเสี้ยวจันทร์ยามค่ำคืน ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มยังคงอ่อนเยาว์ แต่กลับเริ่มเผยเค้าความงามบางเบาออกมาอย่างช้าๆ ราวบุปผาที่เพิ่งแตกกลีบแรกในยามต้นฤดูใบไม้ผลิ
ยิ่งเวลาผ่านไป…ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นทุกวัน
แม้ตอนนี้จะยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย แต่ก็เพียงพอให้สายตาผู้คนมากมายเริ่มหยุดอยู่ที่นางแล้ว โดยเฉพาะยามที่นางยิ้มอย่างอารมณ์ดีเช่นนี้ ไร้เค้าลางของเด็กหญิงซูบผอมในวันวาน
ยิ่งตอนที่แก้มขาวนุ่มพองเล็กน้อยเพราะยังเคี้ยวอาหารอยู่ ปลายริมฝีปากเปื้อนคราบน้ำมันบางๆ อย่างไม่รู้ตัว
ในอกคล้ายมีทั้งความเอ็นดู…และความหงุดหงิดบางอย่างปะปนกันยุ่งเหยิง
เขาไม่ชอบสายตาของคนรอบด้านที่มองมาทางนาง ไม่ชอบเสียงหัวเราะหยาบคายของบุรุษบางกลุ่มที่ดังอยู่รอบหอ และยิ่งไม่ชอบที่นางต้องมานั่งอยู่ท่ามกลางสถานที่เช่นนี้
เพราะหอจิ่นอวิ๋นเป็นของเขา จึงมีความเข้มงวดในเรื่องแบบนั้นอย่างมาก แต่ก็ยังถือว่าเป็นสถานที่เริงรมย์อยู่ดี เขาย่อมไม่อยากให้นางมายุ่งเกี่ยวกับสถานที่เช่นนี้มากนัก
แต่ปากน้อยๆ นั่น ยังบอกว่าอยากจะไปหอหลิวยานที่เจียงหนานอีก ไม่รู้ว่าแดนสวรรค์ที่นางจากมาเป็นเช่นไร เหตุใดนางจึงมีความอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้
และคงเพราะความสนใจมีเพียงเด็กหญิงผู้นี้ แม้จะรับรู้ว่ามีอีกคนอยู่อีกฝั่ง เขาก็เพิ่งจะตระหนักได้เท่านั้น
มองอาไฉที่รออยู่ข้างๆ ไม่นาน คนที่อยู่ในร่างแปลงโฉมของชายวัยกลางคนก็เข้าไปบอกแม่นางผู้นั้นทันที
“แม่นางซินเว่ย โต๊ะนี้ท่านไม่ต้องดูแลแล้วขอรับ” อาไฉเข้ามาสะกิดแม่นางผู้นั้นอย่างมีมารยาท และมิได้ล่วงเกินแต่อย่างใด
ซินเว่ยถึงกับใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่คิดว่าเขาจะมองนางเกะกะจนต้องให้คนมาไล่
“คะ-คุณชายรองเจียง ไม่ทราบว่าเว่ยเอ๋อร์ทำสิ่งใดผิด หรือรับรองไม่ดี…”
ทว่ายังไม่ทันทีจะได้บีบน้ำตาลงมา ก็สบเข้ากับหางตาแกมรำคาญของเขา ซินเว่ยจึงได้แต่ก้มหน้าลงไปไม่กล้าพูดอีก
เหยาอวี้เห็นเช่นนั้นก็อึดอัดเล็กน้อย ถึงอย่างไรแม่นางผู้นี้ก็ปฏิบัติต่อนางได้ดีมาก อีกทั้งนางก็พอรู้ว่าเจียงมู่ไป๋นั้นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหอจิ่นอวิ๋นแห่งนี้ จึงคิดว่าอีกฝ่ายคงกังวลไม่น้อย
“แม่นางเว่ยเอ๋อร์ ปกติพี่รองข้าไม่ค่อยชอบกินข้าวกับคนนอก มิใช่เพราะท่านรับรองไม่ดี ท่านไม่ต้องห่วง หากผู้ใดถาม ข้าจะบอกทุกคนให้ว่าท่านนั้นดูแลดีมาก” เหยาอวี้บอก
ซินเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไปไม่เป็น
ไหนเลยที่นางจะใส่ใจเรื่องพวกนั้น
นางแค่กังวลว่าชายหนุ่มจะรังเกียจนางเท่านั้น แต่เมื่อคิดดูอีกทีแล้วก็เข้าใจ แต่เดิมเขาก็ไม่เคยสนใจนางอยู่แล้ว ดังนั้นการที่นางยังอยู่ตรงนี้ คงมีแต่สร้างความรำคาญใจให้แก่เขาเท่านั้น
“คุณชายรองเจียง คุณหนูสี่เจียง เว่ยเอ๋อร์ขอลา” พูดจบก็หมุนตัวออกไปทันที
เหยาอวี้มองภาพนั้นอย่างจนใจ นางคิดไว้แล้วว่าถ้าชีวิตนี้ยังมีเจียงมู่ไป๋อยู่ข้างๆ นอกจากเจียงจื่อหรงที่นับถือเขาเป็นพี่ชายสุดหัวใจ กับฝานซูเมิ่งที่ไร้หัวคิดเรื่องความรัก ในโลกที่สตรียังต้องพึงพาการออกเรือน นางคงหามิตรสหายที่เป็นสตรีได้ยากแล้ว
“แม้ว่าแม่นางซินเว่ยจะไม่ได้รับความนิยมเท่าแม่นางหลานเยวี่ย แต่ก็นับว่ามีหน้าตาไม่เป็นรองผู้ใดแล้ว ยังไม่อาจทำให้คุณชายรองเจียงรักหยกถนอมบุปผาได้ ไม่รู้ว่าต้องเป็นสตรีเช่นไรให้คุณชายรองเจียงถนอมรักได้” เสียงเย้ยหยันเช่นนี้ ไหนเลยจะเป็นคนอื่นได้ ย่อมเป็นเหลยต้าชุนจากโต๊ะข้างๆ นี่เอง
ทว่าเจ้าตัวที่ถูกเอ่ยถึง กลับมิได้ตอบรับแม้แต่น้อย
เจียงมู่ไป๋เพียงก้มมองเด็กหญิงข้างกาย ราวกับเสียงอื่นใดในหอจิ่นอวิ๋นล้วนเป็นเพียงลมผ่านหู ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ
สายตาเฉยเมยนั้น…ยิ่งทำให้ผู้ที่ตั้งใจยั่วเย้า รู้สึกเหมือนกำปั้นที่ชกออกไปตกลงบนอากาศ
ไร้เสียงตอบรับ ไร้ปฏิกิริยา จนเหลยต้าชุนที่เริ่มมีแผนในใจต้องหยุดลงไปเอง
ไม่นานนัก เหยาอวี้ที่นั่งอยู่ข้างเขา การขยับตะเกียบเริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่ก่อนหน้านี้ยังคีบอาหารด้วยตนเองอย่างขยันขันแข็ง ตอนนี้กลับวางตะเกียบลงไปเสียแล้ว แล้วหันมาอ้าปากรับของจากตะเกียบของเขาแทน
ท่าทางเชื่องช้าลงทีละน้อย ศีรษะเล็กๆ เริ่มเอียงเอนมาพิงต้นแขนของเขาอย่างไม่รู้ตัว ราวกับเริ่มเกียจคร้านขึ้นมาเฉยๆ
เจียงมู่ไป๋มองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ จากนั้นจึงยกมือส่งสัญญาณ
ไม่นาน เสี่ยวเอ้อร์ก็เข้ามาเก็บอาหารบนโต๊ะออกไปอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงของว่างเล็กน้อย
เขาสั่งซวนเหมยทัง[1]น้ำบ๊วยรสเปรี้ยวหวานมาให้นางลิ้มลอง หวังให้ช่วยแก้เลี่ยนและทำให้นางสดชื่นขึ้น
ทว่าเหยาอวี้กลับขมวดคิ้วทันที
“ไม่เอา…ข้าอยากดื่มเจียงหมี่จิ่ว[2]…”
เจียงมู่ไป๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่หลุบตาลงอย่างยอมแพ้
“ถ้วยเดียว” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
เด็กหญิงหน้ามุ่ยเล็กน้อย แต่ก็ยอมพยักหน้าอยู่ดี “เจ้าค่ะ”
เจียงมู่ไป๋จึงสั่งให้ยกเจียงหมี่จิ่วมา พร้อมทั้งขนมหวานอีกสองสามอย่าง จากนั้นก็ย้ำอีกครั้ง
“ดื่มได้แค่ถ้วยเดียว”
เหยาอวี้เม้มปากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับอีกครั้งอยู่ดี
หากเป็นชาติแรก นางคือหมอหญิงแห่งยุคที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้อื่น ย่อมระมัดระวังต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงไม่อาจปล่อยตัวแม้เพียงนิด
แต่ในชาติที่สอง ร้อยกว่าปีในตำหนักเหยาฉือ ท่ามกลางสวนดอกท้อและสมุนไพรนานาชนิด นอกจากศึกษาปรุงยาเซียน สิ่งที่นางทำบ่อยที่สุด…ก็คือการปรุงสุรา
ความเคยชินนั้นฝังลึกอยู่ในตัว ต่อให้กลับมาอยู่ในร่างเด็ก ก็ยังไม่อาจตัดขาดได้โดยง่าย
ทว่า…เจ้าคนข้างๆ นี้ กลับกล้าขัดใจนางเสียได้
เหยาอวี้รับถ้วยเจียงหมี่จิ่วมา กลิ่นหอมอ่อนลอยขึ้นมาแตะจมูก นางยกขึ้นจิบเล็กน้อย
แล้วก็…ชะงักไป
สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
นี่มัน…แทบไม่มีแอลกอฮอล์อยู่เลย!
เหยาอวี้มองถ้วยในมืออย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะเงยหน้ามองเจียงมู่ไป๋ด้วยสีหน้าราวกับถูกหักหลัง
แล้วจะกำชับนางเพียงถ้วยเดียวไปเพื่อ?
แต่ชายหนุ่มกลับนั่งนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยดังเดิม ราวกับไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย
เหยาอวี้เม้มปาก ในใจได้แต่บ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
เจ้าคนผู้นี้…แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็ยังจะควบคุมนาง!
[1] ซวนเหมยทัง คือ น้ำต้มบ๊วยรมควันผสมชะเอมเทศและดอกหมื่นลี้ รสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่น เด็กๆ จะชอบมาก
[2] เจียงหมี่จิ่ว คือ เหล้าข้าวหมัก หากต้มจนร้อนจะไล่แอลกอฮอล์ออกไปเกือบหมด เหลือเพียงรสหวานหอม มักจะใส่บัวลอยลูกเล็กๆ (หยวนเซียว) หรือไข่ลวกลงไป เพื่อให้เด็กๆ ทานเล่นเป็นของว่างได้