ตอนที่ 239
ตอนที่ 239
ตอนที่ 239
“พี่รองข้าจะเอาอีกถ้วย”
ครานี้เหยาอวี้ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา นางยกถ้วยขึ้นเล็กน้อย สีหน้าจริงจังราวกับกำลังทำเรื่องสำคัญยิ่ง นางไม่อยากใส่ใจคำของเขาแล้ว นางถือว่าถูกเขาเล่นไม่ซื่อก่อน
เจียงมู่ไป๋ถอนหายใจแผ่วเบา
“อวี้เอ๋อร์…” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “แม้มันจะไม่ค่อยมีฤทธิ์ แต่เจ้าก็ยังเด็ก ดื่มมากไป…รังแต่จะทำลายสุขภาพ”
คำเตือนนั้นจริงจัง แต่คนฟังกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
นางมีน้ำทิพย์อยู่ในตัวตั้งหลายหยด ไหนเลยจะกังวลเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
นางอ้าปากจะเถียงกลับ
ทว่าทันใดนั้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากทั่วทั้งหอ ดึงความสนใจของผู้คนทั้งหมดไปยังเวทีในคราเดียว
ม่านบางถูกเปิดออกอีกครั้ง แม่นางหลานเยวี่ยก้าวออกมาช้าๆ
ครานี้นางเปลี่ยนเป็นอาภรณ์อีกชุดหนึ่ง ผ้าบางแนบกายเผยสัดส่วนอย่างอ่อนช้อย แสงโคมสะท้อนผืนผ้าจนเกิดประกายวาวระยับ
ความงามที่เคยละมุน…กลับเพิ่มความยั่วยวนขึ้นอีกหลายส่วน
ในมือของนาง ถือลูกแพรปักเป้าลูกหนึ่ง ผิวแพรสีสดปักลวดลายวิจิตร งดงามสะดุดตา
เพียงปรากฏตัว บรรยากาศทั้งหอก็พลันร้อนแรงขึ้นในทันที
จากนั้น บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งดูคล้ายเป็นผู้ดูแลของหอจิ่นอวิ๋น ก็เดินออกมายืนเบื้องหน้าเวที เขายกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณ เสียงพูดคุยในหอค่อยๆ เงียบลง
“ท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน”
น้ำเสียงกังวาน ชัดเจน
“การแสดงชุดถัดไป…คือช่วงเวลาที่ทุกท่านตั้งตาคอย”
คำกล่าวนั้นทำให้หลายคนลุกตัวขึ้นเล็กน้อย สายตาเปล่งประกาย
“ระบำลูกแพรของแม่นางหลานเยวี่ย”
เพียงคำเดียว เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นอีกระลอก ผู้คนเริ่มขยับตัว บางคนถึงกับลุกขึ้นยืน ดวงตาจับจ้องไปยังเวทีไม่กะพริบ
เพราะต่างรู้ดีว่า…นี่คือช่วงสำคัญที่สุดของค่ำคืนนี้
ในระหว่างการแสดง แม่นางหลานเยวี่ย และนางระบำรอบด้าน จะโยนลูกแพรออกไปยังผู้ชม และผู้ใดที่รับลูกแพรของผู้ใดได้ ก็จะได้รับโอกาสเข้าไปสนทนาในห้องส่วนตัวกับนางระบำผู้นั้น
แม้หอจิ่นอวิ๋นจะขึ้นชื่อว่าขายศิลป์ มิขายตัว
แต่เพียงได้ใกล้ชิด…ได้พูดคุย…
สำหรับบุรุษจำนวนไม่น้อย ก็ถือเป็นโอกาสล้ำค่าแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังแอบคิดไกลไปถึงการซื้อตัว
หากต่อรองได้สำเร็จ…ก็อาจพาหญิงงามผู้นั้นกลับจวนตนเอง
ด้วยเหตุนี้ สายตาทุกคู่จึงจับจ้องไปยังลูกแพรในมือของหลานเยวี่ย ราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องช่วงชิงให้ได้
บรรยากาศในหอพลันตึงเครียด แต่ก็แฝงไปด้วยความคึกคัก
ในขณะที่คนทั้งหอกำลังตื่นเต้น เหยาอวี้ก็หันไปส่งสัญญาณให้กับเสี่ยวเอ้อร์พร้อมชูถ้วยเจียงหมี่จิ่วที่ว่างเปล่าของนางรัวๆ
แต่ในชั่วขณะนั้น เสี่ยวเอ้อร์ต้องเงยหน้ามองคนที่สูงกว่านั้นอย่างเกรงกลัว สุดท้ายค่อยได้รับการอนุญาตอย่างจำใจ เขาจึงค่อยค้อมศีรษะออกไป
เดี๋ยวนี้นางเรียนรู้ที่จะแอบทำก่อนรายงานเสียแล้ว[1]
เจียงมู่ไป๋บ่นในใจ
คงเพราะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีจะดึงดูดความสนใจเขาไปชั่วขณะ ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่เคยละสายตาจากนางเลย
เหยาอวี้เมื่อได้รับสายตาคาดโทษก็แล่บลิ้นเล็กน้อยแล้วคล้องแขนซบลงมาอีก จากนั้นค่อยทอดถอนใจยาวราวกับเจอเรื่องหนักใจนักหนา
“พี่รองช่วงนี้ข้ามีเรื่องให้คิดไม่เว้นแต่ละวัน แผนเปิดตัวสินค้าของข้าในงานชมดอกเบญจมาศก็ถูกคนทำลายจนย่อยยับ ทุกวันนี้หมึกหอมปิงเซียวโม่ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักนัก ไข่เค็มที่ทำใหม่ก็ยังไม่ถึงเวลาได้กิน ไหนจะเหล่าเมี่ยนอีก… เพราะรีบกลับเหออันข้าจึงลืมเอาเหล่าเมี่ยนมาด้วย ต้องมาเลี้ยงใหม่ที่นี่ กว่าจะได้กินซาลาเปาก็อีกตั้งหลายวันแน่ะ…”
ปากน้อยๆ นั่นเริ่มตัดพ้อชีวิตยาวเหยียด โดยมากกว่าสองในสามส่วนล้วนเป็นเรื่องอาหารการกิน
เพราะต่อให้หมึกหอมปิงเซียวโม่ยังไม่โด่งดัง แต่นางก็ยังมีเต้าหู้ ซีอิ๊ว และกระเทียมอยู่ นี่คือยังได้พูดถึง เครื่องประทินผิว กับตลับหอมจินฟู่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่ามีนางอยู่เบื้องหลังเช่นเดียวกับกระเทียม
หลายครั้งที่นางกล้าแจกสินค้า เช่นหากซื้อเครื่องประทินผิวครบยี่สิบตำลึงเงิน จะได้รับตลับหอมไปโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม
ตลับหอมที่ราคาสูงถึงสิบตำลึงเงิน แต่ถ้าซื้อเครื่องประทินผิวนี่สิบตำลึงเงิน
นั่นมิเท่ากับการซื้อของในราคาครึ่งเดียวหรอกหรือ?
พริบตาเดียวเครื่องประทินผิวจินฟู่ก็แทบไม่พอขาย พวกจินต้าฉางถึงกับต้องรับสมัครพนักงานเพิ่มแบ่งกะเป็นกลางวันกับกลางคืนเพื่อผลิตทั้งวันทั้งคืน จึงจะเพียงพอต่อความต้องการ
ไหนเลยต้องต้องกลุ้มใจจริงๆ กับการที่หมึกหอมปิงเซียวโม่ยังไม่โด่งดัง
ด้วยศักยภาพของพิมเสน การที่หมึกหอมปิงเซียวโม่ในหมู่บัณฑิตจะเป็นที่นิยมก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
โดยสรุปแล้วนี่เป็นเพียงคำพูดเพื่อให้เขาผ่อนปรนเรื่องนี้กับนางเท่านั้น จะมีเรื่องให้นางกลุ้มใจจริงๆ ได้ออย่างไร
แต่รู้ทั้งรู้เขาก็ยังไร้หนทางต้านทานอยู่ดี
“อย่าดื่มเยอะนัก”
สุดท้ายก็ได้แต่ถอยออกมาอีกก้าว
แต่ท่าทีลิงโลดนั้น ทันทีที่เจียงหมี่จิ่วถ้วยใหม่ถูกนำมาวาง พร้อมกับมือน้อยสองมือที่ประคองขึ้นดื่มประดุจลูกรัก ไม่นานนักก็แหงนคอจนแทบไม่เหลือสักหยด ทำเอาเขาถึงกับพูดไม่ออกอยู่นาน
จากนั้นเด็กหญิงก็เล่นเกมจ้องตาอยู่กับเสี่ยวเอ้อร์อีกครั้ง แต่เหมือนว่าเกมนี้จะมีเพียงนางที่อยากเล่น เพราะอีกฝ่ายพยายามหลบสายตานางเป็นพัลวัน
เมื่อรู้ตัวครั้งนี้ไม่ง่ายแล้ว อีกทั้งใบหน้าน้อยๆ ก็เริ่มออกชมพูระเรื่อเล็กน้อย หากแต่นอกจากความเอาแต่ใจที่กว่าปกติแล้ว นางก็ยังอารมณ์ดีอยู่หลายส่วน
คงเพราะนานแล้วที่นางไม่ได้ลิ้มลองฤทธิ์สุรา แม้จะเบาบางมากเพราะมันคือเจียงหมี่จิ่วที่ให้เด็กๆ ดื่มได้ ทั้งยังต้มร้อนจนแทบไร้ซึ่งฤทธิ์แอลกอฮอล์
แต่เพราะร่างนี้ยังไร้ความคุ้นชิน ทั้งยังละโมบยกดื่มเหมือนกลัวคนจะแย่งชิง เพียงสองถ้วยเต็มๆ นางก็รู้สึกกรึ่มๆ เสียแล้ว
เด็กหญิงกลับมาใช้ไม้ตายเดิม คือ เริ่มเกาะแขนชายหนุ่มเป็นลูกลิงอีกครั้ง ทว่าที่มากกว่านั้นคือมือเล็กๆ ของนางเริ่มเอื้อมสูงขึ้น จนดึงรั้งเอาสาบคอเสื้อเขาลงมา ด้วยสัญชาตญาณที่มีต่อนาง นอกจากจะไม่กล้าดึงมือออกแล้ว ชายหนุ่มยังจำต้องโน้มตัวลงไปเพื่อไม่ให้นางต้องออกแรงนัก
ชั่วขณะนั้นดวงตาดอกท้อก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ ศีรษะเล็กๆ ที่ยังซบอยู่ต้นแขนนั้นก็แหงนคอฝังริมฝีปากเล็ก กับจมูกรั้นๆ นั้นลงบนแก้มของชายหนุ่มจนได้ยินเสียงดังฟอด
ไม่ต่างจากครั้งแรก เพราะนี่คือการสะดุ้งตกใจเป็นครั้งที่สองโดยมีสาเหตุจากคนคนเดียวกัน
ดวงตาราบเรียบแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้นเพื่อสะกดความพลุ่งพล่านในใจ ยังไม่ทันได้กล่าวตักเตือนนาง
ทว่าเด็กหญิงก็รีบยิ้มแฉ่งเอาใจ
“พี่รอง…อีกถ้วยนะเจ้าคะ”
ถูกนางจับจุดได้อยู่หมัดถึงเพียงนี้ บางทีต่อให้เขาถอยจนชนกำแพง ก็คงจะมีแต่ต้องรื้อกำแพงนั้นทิ้งเสียแล้ว
สุดท้ายเขาก็ต้องโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์ไปนำเจียงหมี่จิ่วมาอย่างหงุดหงิดใจ
ส่วนหงุดหงิดผู้ใดนั้น?
แน่นอนว่าต้องเป็นตัวเขาเอง…!
“อวี้เอ๋อร์นี่คือถ้วยสุดท้ายแล้ว หากเจ้าอยากดื่มนานๆ ก็ค่อยๆ จิบ และถ้ายังไม่ฟังอีกข้าจะอุ้มเจ้ากลับจวน… แล้ว….แล้วจะไม่ให้เจ้าออกไปไหนอีก ส่วนเรื่องหอหลิวยานก็ด้วย เลิกคิดจะไปได้เลย”
ชั่วขณะเขาอยากพูดว่าฟาดก้นนางด้วยซ้ำ แต่รู้ดีว่าหากกล่าวขึ้นมาจริงๆ คงกลายเป็นเรื่องขบขันแล้ว เพียงนางดึงคอเสื้อเขายังไม่กล้าดึงรั้งคืนด้วยซ้ำ เพราะกลัวนางเจ็บ ไหนเลยจะทำใจตีนางได้ลง
“ก็ได้ๆ ถ้วยสุดท้ายๆ” เหยาอวี้ก็รู้สึกจนใจอยู่เช่นกัน ร่างนี้ช่างบอบบางกว่าที่คิด ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ ไม่อาจตามใจตนเองได้มากนัก
เด็กหญิงจึงได้แต่ประคองถ้วยขึ้นจิบช้าๆ อย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังปลอบใจตนเองไปด้วยในตัว
ขณะเดียวกัน เสียงกลองบนเวทีก็พลันดังหนักแน่นขึ้น
ตึง! ตึง! ตึง!
จังหวะเร่งเร้าราวคลื่นซัดเข้าหากันไม่ขาดสาย เสียงพิณและขลุ่ยที่เคยนุ่มนวลค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคมชัดและร้อนแรงขึ้น
ทั่วทั้งหอจิ่นอวิ๋นพลันตื่นตัว
ผู้คนมากมายเริ่มขยับตัว ลุกขึ้นยืนบ้าง โน้มกายบ้าง สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเวทีอย่างตื่นเต้น
เพราะทุกคนรู้ดี ช่วงสำคัญที่สุดของระบำลูกแพรกำลังจะมาถึงแล้ว บนเวที หลานเยวี่ยหมุนกายอย่างอ่อนช้อย ชายแขนเสื้อพลิ้วสะบัด
จากนั้น…ลูกแพรปักเป้าหลายลูกก็ถูกโยนออกมาพร้อมกันกลางอากาศ!
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งหอในทันที บุรุษมากมายรีบยื่นมือออกไปหมายคว้า บางคนถึงกับกระโดดขึ้นจากที่นั่ง บรรยากาศโกลาหลแต่เต็มไปด้วยความคึกคัก
และในชั่วขณะนั้นเอง ลูกแพรปักเป้าลูกหนึ่งที่โดดเด่นกว่าลูกอื่น กลับพุ่งตรงมายังโต๊ะของเหยาอวี้โดยไม่ทันตั้งตัว
สำหรับเหยาอวี้คือสัมผัสฟ้าดินที่ว่องไว ทว่าร่างกายเช่นนี้ไหนเลยจะตอบสนองได้ทัน
ส่วนเจียงมู่ไป๋ต่อให้ตอบสนองได้ทัน ก็ไร้ซึ่งความคิดที่อยากจะตอบสนอง
ดังนั้น ในพริบตาถัดมา ชายวัยกลางคนผู้ยืนอยู่ด้านข้างจึงขยับตัวแทน มือนั้นเอื้อมออกไปอย่างเรียบง่าย คว้าลูกแพรปักเป้านั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ รวดเร็วเสียจนแทบไม่มีผู้ใดมองทัน
ทั้งหอจิ่นอวิ๋นพลันเงียบไปเสี้ยวขณะ
ก่อนจะเกิดเสียงแตกตื่นขึ้นอีกระลอกใหญ่ เพราะผู้ใดจะคาดคิด ว่าชายวัยกลางคนที่ดูซื่อๆ ทึ่มทื่อ ไม่โดดเด่นอะไรผู้นั้น จะมีปฏิกิริยารวดเร็วถึงเพียงนี้!
พวกเหลยต้าชุนถึงกับเบิกตากว้าง
ตู้เถียนเถียนเองก็ชะงักไปเช่นกัน
แม้แต่คนของหอจิ่นอวิ๋นหลายคนยังมองหน้ากันอย่างตกใจ เพราะการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นั้น…ชัดเจนว่าไม่ใช่คนธรรมดาจะทำได้
ทว่าชายผู้นั้นกลับยังคงยืนสีหน้าซื่อๆ ดังเดิม ราวกับไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดผู้คนจึงมองมาทางตน
ส่วนเจียงมู่ไป๋ สายตากลับค่อยๆ เย็นลงทีละนิดเมื่อมองเห็นลวดลายบนลูกแพรลูกนั้น
เพราะมันคือ…ลูกแพรของหลานเยวี่ย
[1] สำนวนจริงๆ คือ สังหารก่อนทูลรายงาน (先斩后奏 - Xiān zhǎn hòu zòu) ใช้เปรียบเปรยถึงการตัดสินใจลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก่อนโดยพลการ แล้วจึงค่อยแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้รับผิดชอบทราบในภายหลัง