LNCrawler

ตอนที่ 240

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 240

ตอนที่ 240


 

ภายในห้องส่วนตัวของหลานเยวี่ยถูกตกแต่งไว้อย่างวิจิตร ม่านโปร่งสีชาดบางเบาห้อยระย้าลงมาจากคานไม้ แสงโคมสะท้อนผ่านผ้าไหมจนเกิดเงาสลัวชวนให้บรรยากาศดูคล้ายความฝัน กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นบุปผาในแจกันหยก โต๊ะเตี้ยไม้หอมถูกจัดวางอย่างประณีต แม้แต่ถ้วยชาก็ยังเป็นเครื่องเคลือบชั้นดี

ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้…ล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดใจบุรุษ

ทว่าในเวลานี้ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดและกดดันเสียจนแทบหายใจไม่ออก

ลูกแพรปักเป้าถูกโยนลงบนโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะกลิ้งไปหยุดตรงหน้าหลานเยวี่ย

อาไฉก้าวมานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่มีรอยยิ้มซื่อๆ หรือท่าทีทึ่มทื่อเช่นยามอยู่ข้างนอกอีกแล้ว

แผ่นหลังที่ปกติเหมือนจะค่อมลงเล็กน้อย บัดนี้กลับเหยียดตรงสง่างาม แม้ใบหน้าจะยังมีริ้วรอยของชายวัยกลางคนอยู่บ้าง แต่กลับไม่อาจลดทอนความดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นได้เลยแม้แต่น้อย

เพียงนั่งนิ่งๆ ก็ทำให้คนมองรู้สึกราวถูกกดทับไว้ด้วยแรงอำนาจบางอย่าง

“หากมีครั้งหน้า…” เสียงของเขาเรียบเย็น “ก็กลับหอชิงเยว่ไปเสีย”

หลานเยวี่ยหน้าซีดลงทันที มือที่วางอยู่บนตักกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว

“ปะ-เป็นคำสั่งของนายน้อยหรือเจ้าคะ…” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย ยามนี้นางเริ่มหวาดกลัวจริงๆ แล้ว นางไม่ควรปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบครอบงำเลย

แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าในหอหลัก…กลับทำให้นางหักห้ามใจไม่อยู่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางยินดีอยู่ห่างๆ เพียงได้มองเขาจากที่ไกลก็เพียงพอแล้ว ให้รู้ว่าเขาเย็นชาไร้ใจ ยังดีกว่าต้องมาเห็นท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้กับสตรีอื่น

แม้อีกฝ่ายจะยังเป็นเพียงเด็กหญิงก็ตาม!

หลานเยวี่ยกัดริมฝีปากเบาๆ นางรู้ดีว่าเด็กหญิงผู้นั้นมิได้มีสายเลือดเดียวกับเขา

และยิ่งรู้ดี…ว่าตัวตนที่แท้จริงของเจียงมู่ไป๋นั้นคืออะไร

บุรุษเช่นเขา ท้ายที่สุดย่อมต้องกลับไปยังสถานที่ของตน กลับไปยืนอยู่เหนือผู้คนนับหมื่นนับแสน

ไม่สิ…

ความจริง เขาควรกลับไปตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ ตั้งแต่ที่เขาร่างกายแข็งแรง ไยต้องมาเสียเวลาอยู่กับการสอบเซียงซื่อในแคว้นยากจนเช่นนี้?

เพียงคิดถึงเหตุผลที่ทำให้เขายังคงรั้งอยู่ที่นี่ หัวใจของหลานเยวี่ยก็พลันขมขื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จนแทบไร้เรี่ยวแรงจะฝืนยิ้มต่อไป

อาไฉยังคงนั่งนิ่งเพราะอย่างน้อยเขาต้องอยู่ที่นี่สักหนึ่งเค่อ แต่ก็ไม่มีคำพูด หรือไม่อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม ราวกับนางไม่มีคุณค่ามากพอจะได้รับคำอธิบายเหล่านั้น

ทว่าหลานเยวี่ยเข้าใจดีอยู่แล้ว

ด้วยฐานะของนาง…ต่อให้ทำผิดจริง

ชายผู้นั้นก็คงไม่แม้แต่จะเปลืองความคิดมาจัดการด้วยตนเอง

คนที่มาที่นี่ จึงเป็นอาไฉ

เงาที่ติดตามเขามาตั้งแต่วัยเยาว์ ผู้ที่น่าจะเข้าใจความคิดของเขามากที่สุด และเป็นผู้ลงมือแทนเขาเสมอมา

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอันน่าอึดอัด มีเพียงกลิ่นกำยานที่ยังคงลอยอ้อยอิ่ง และลูกแพรปักเป้าที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะ

ราวกับกำลังเยาะเย้ยความรู้สึกของนางอย่างเงียบงัน


 

เหยาอวี้เมาหลับไปแล้วจริงๆ

ดวงตาดอกท้อคู่นั้นที่ปกติมักฉายแววเจ้าแผนการ บัดนี้ถูกปิดซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาที่หนักอึ้ง ในที่สุดก็ยอมแพ้ให้แก่สังขารเด็กน้อยของร่างนี้เสียที

เดิมทีร่างกายของนางก็มีเรี่ยวแรงน้อยอยู่แล้ว

แม้ช่วงนี้จะถูกเฉียนซื่อเลี้ยงดูจนมีน้ำมีนวลขึ้นมาก แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงเด็กวัยกำลังกินกำลังโต

เมื่อกินอิ่ม หนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน ยิ่งไปกว่านั้น ยังละโมบดื่มเจียงหมี่จิ่วไปถึงสามถ้วย ต่อให้ถ้วยสุดท้ายจะค่อยๆ จิบก็ตาม

จากเดิมที่เพียงซบอยู่ข้างแขนเขา ไม่นาน เด็กหญิงก็เริ่มขยับตัวอย่างไร้สติ เหมือนลูกลิงน้อยไร้กระดูก ค่อยๆ ปีนขึ้นมานั่งบนตักเขาอย่างถือสิทธิ์ มือเล็กยังคว้าชายแขนเสื้อเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้วจะตกลงไป

เจียงมู่ไป๋ก้มมองนางเงียบๆ ในที่สุดก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจอีกครั้ง

กลิ่นสมุนไพรจางๆ จากร่างกายของชายหนุ่มลอยอบอวลอยู่ใกล้ตัว ผสมกับถุงหอมที่นางทำไว้ให้ จึงเป็นกลิ่นสะอาดเย็นคล้ายไม้หอมและสมุนไพรชั้นดีที่ผ่านการหลอมรวมอยู่ในร่างกาย

สำหรับคนทั่วไปอาจเพียงรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ใกล้ แต่สำหรับเหยาอวี้ที่ประสาทสัมผัสละเอียดอ่อนกว่าผู้คนมากนัก กลิ่นนั้นกลับชวนให้ผ่อนคลายอย่างประหลาด ราวกับอยู่ท่ามกลางไอสมุนไพรสงบเย็นในสวนดอกท้อของนางในอดีต

ดังนั้นแม้จะเมาง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้นแล้ว นางก็ยังขยับเข้าหาเขาตามสัญชาตญาณ ซบลงตรงอกเขาอย่างสบายใจ ลมหายใจค่อยๆ สม่ำเสมอขึ้นทีละน้อย

ไม่นาน…ก็หลับสนิทไปจริงๆ แม้แต่มือที่จับแขนเสื้อไว้ก็ร่วงหล่นลงแล้ว

เจียงมู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างระมัดระวัง ประคองศีรษะนางไว้ไม่ให้เอนตก สายตาที่มองลงมายามนี้อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ความเย็นชาและกดดันที่มักติดตัวเขาอยู่เสมอ ก็เหมือนถูกทำให้จางลงไปหลายส่วน


 

ฝั่งโต๊ะของพวกเหลยต้าชุนกับตู้ซือหลิง แม้จะมีคำพูดที่อย่างจะกล่าวอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไร้การตอบสนองเช่นเคย

อีกทั้งเด็กหญิงผู้นั้นก็หลับไปแล้ว ย่อมไม่เหมาะที่จะรบกวนหากจะอยากพูดคุย

ส่วนตู้เถียนเถียนนั้นกลับมีท่าทีประหลาดที่สุด เพราะนางที่มักจะมีสายตามาทางนี้ ย่อมเห็นชัดเจนว่าลูกแพรปักเป้านั่นพุ่งตรงมายังเขา

นึกถึงตรงนี้ก็รู้สึกเย้ยหยันเล็กน้อย ไม่คิดว่าแม้แต่คณิกาอันดับหนึ่งของหอจิ่นอวิ๋นยังอยากทอดสะพานให้กับเขา

เมื่อยังไม่เห็นอาไฉกลับมา ในใจนางก็รีบครุ่นคิดว่าจะเลือกหัวข้อไหนไปคุยกับเขาดี เพราะแต่ครั้งล้วนเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้า จนแม้แต่จะยืนสู้หน้านางก็รู้สึกไม่กล้า

แต่คนอย่างเจียงมู่ไป๋ ไยจะต้องรออาไฉ ชั่วขณะนั้นเขาก็ลุกขึ้น แล้วกำลังจะจากไปเสียแล้ว

ตู้เถียนเถียนจึงทักท้วงอย่างไม่ทันระวัง

“คนของท่านยังไม่กลับมาเลย”

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดไปนางก็รู้สึกอับอายขึ้นมา เพราะมันหมายถึงว่านางใส่ใจแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ของเขา

ทว่าเจียงมู่ไป๋ยังคงอุ้มเหยาอวี้ก้าวผ่านโต๊ะข้างๆ ออกไป เสมือนว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

เหลยต้าชุนเห็นท่าทีเช่นนี้ก็เบะปาก

“หยิ่งอะไรขนาดนั้น ใครเขาอยากคุยด้วยกัน”

เมื่อเหลยต้าชุนกล่าวจบทั้งโต๊ะก็มองเขาด้วยสายตาประหลาดทันที เพราะตั้งแต่ที่ชีวิตของเขารู้จักเจียงมู่ไป๋มา ก็เหมือนจะมีแต่เขาที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากอีกฝ่ายมาตลอด


 

“นายน้อย เป็นไปอย่างที่ท่านคิด ไม่กี่วันที่ท่านจากมา อู๋เช่อเฟยผู้นั้นก็ส่งขันทีไปตามตัวคุณหนูสี่เข้าเฝ้าอีกครั้ง”

ภายในเรือนเล็กของเหยาอวี้ทางฝั่งตะวันตกของจวน บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงเปลวเทียนลุกไหวเบาๆ แสงโคมสีอุ่นส่องผ่านม่านบาง ทอดเงารางๆ ลงบนพื้นไม้

บนเตียงด้านใน เด็กหญิงตัวน้อยหลับสนิทไปแล้ว แก้มขาวยังขึ้นสีชมพูเรื่อจากฤทธิ์เจียงหมี่จิ่ว เส้นผมบางส่วนกระจายยุ่งเล็กน้อยเพราะดิ้นไปมาระหว่างทางกลับจวน

เจียงมู่ไป๋นั่งอยู่ข้างเตียงเงียบๆ ร่างสูงสง่างามในอาภรณ์สีดำโน้มตัวลงอย่างระมัดระวัง มือเรียวยาวค่อยๆ ถอดรองเท้าให้นางทีละข้าง ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างเล็กอย่างเรียบร้อย

ท่าทางทุกอย่างเชื่องช้าและใส่ใจอย่างยิ่ง ราวกับเกรงว่าเพียงขยับแรงไปสักนิด จะปลุกคนบนเตียงให้ตื่นขึ้นมา

อีกด้านหนึ่ง หลังฉากกั้นไม้แกะสลัก ชายในชุดจิ้นจ้วงสีดำผู้หนึ่งกำลังคุกเข่ารายงานอยู่เงียบๆ ใบหน้าถูกปิดไว้ด้วยผ้าคลุม เหลือเพียงดวงตาคมกริบที่มองต่ำอย่างสำรวม

แม้ระยะห่างจากเตียงจะยังอีกไกล แต่เขาก็ไม่มีความคิดจะขยับเข้าใกล้แม้แต่น้อย

เพราะองครักษ์เงาทุกคนล้วนรู้ดี

เรือนแห่งนี้ โดยเฉพาะเตียงของคุณหนูสี่ เป็นพื้นที่ที่ไม่ควรล่วงเกินโดยเด็ดขาด ต่อให้เป็นพวกเขาเองก็เช่นกัน

เจียงมู่ไป๋จัดชายผ้าห่มให้นางอีกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา

“ทางอู๋ชินอ๋องมีปฏิกิริยาอย่างไร” น้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม

องครักษ์เงาก้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย

“ฟู่กงกงไปยังตำหนักของอู๋เช่อเฟยด้วยตนเองขอรับ …หลังจากนั้น ทางจวนอ๋องก็ไม่มีการส่งคนตามมาแล้ว”

เจียงมู่ไป๋ได้ยินก็หัวเราะแผ่วเบาในลำคอ คล้ายไม่เหนือความคาดหมายแม้แต่น้อย ปลายนิ้วของเขาลูบเส้นผมยุ่งๆ ของเหยาอวี้ออกจากใบหน้าอย่างเคยชิน

สายตาเย็นลงเล็กน้อย

“นางยังไม่โง่พอจะฝืนคำพูดของอู๋ชินอ๋อง”

หากเป็นเพียงเรื่องเต้าหู้หรือผลประโยชน์ทางการค้า อู๋เช่อเฟยอาจยังพอเฝ้ารอมาต่อไปได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ สตรีนางนั้นคงยากจะทนอยู่เฉยได้นาน

แต่เมื่ออู๋ชินอ๋องส่งคนมาเอ่ยปากเองแล้ว

ต่อให้นางร้อนใจเพียงใด ก็ทำได้แค่กล้ำกลืนอดทนมันลงไปเท่านั้น

ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง

มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กหญิงบนเตียง

ผ่านไปครู่หนึ่ง องครักษ์เงาจึงกล่าวต่ออย่างลังเลเล็กน้อย

“อีกทั้ง…คนของเราสืบพบแล้วว่า คนที่เข้ามาในห้องนั้นหลังองครักษ์เงาออกไปคือพ่อลูกตระกูลสาขากู้ ที่เปิดโรงหมออยู่ข้างๆ ขอรับ แต่เพราะ…แต่เพราะถูกสั่งให้ออกไป จึงไม่อาจได้ยินว่าพูดอะไรกัน”

มือของเจียงมู่ไป๋หยุดชะงักลงเล็กน้อย ดวงตาที่เดิมสงบนิ่ง ค่อยๆ ฉายความเย็นเยียบออกมาทีละนิด

“โรงหมอกู้จี้อี้กวนหรือ…”

เสียงนั้นเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ

แต่กลับทำให้องครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

เจียงมู่ไป๋ทอดสายตามองเหยาอวี้อีกครั้ง อย่างไม่เข้าใจ กับการปรากฎตัวของสองพ่อลูกตระกูลกู้ในเวลานี้

เด็กหญิงยังคงหลับสบาย ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดทั้งสิ้น ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ ดึงผ้าห่มขึ้นสูงกว่าเดิมเล็กน้อย

ความจริงเรื่องนี้…จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

เหมือนกับเขา …หากนางเค้นถามเขาไปเรื่อยๆ เขาย่อมตอบนางทั้งหมด แต่เพราะหลายอย่าง ที่แม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่แน่นอน ดังนั้นต่อให้นางถามมา ก็อาจจะเป็นเพียงคำตอบที่ไม่แน่นอนจากเขาเท่านั้น สุดท้ายก็จะกลายเป็นการเพิ่มความกังวลให้นางเปล่าๆ เป็นไปได้เขาย่อมอยากให้นางอยู่โดยไม่ต้องรับรู้เรื่องราวใดใดเลย ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ

เพราะนางเหมือนจะใหม่ต่อโลกนี้มาก หลายครั้งที่มีปฏิกิริยาแปลกๆ ล้วนแต่เกิดจากความไม่เคยชินกับสภาพสังคมทั้งสิ้น นางมิได้ไร้เดียงสาเลย หากแต่คร้านจะใส่ใจมากกว่า และการที่องครักษ์เงาถูกกันออกมานั้น ล้วนแต่เป็นความตั้งใจของนางทั้งสิ้น

หากเป็นเรื่องที่นางยังไม่บอก ย่อมหมายความว่าตัวนางเองก็ยังไม่แน่ชัดเช่นกัน

เหมือนกับเขาที่ไม่อยากให้นางกังวลเรื่องส่วนตัว นางก็คงไม่ต่าง

ทว่าชีวิตเขาไม่เคยมีคำว่า ถ้า…

เขายอมสังหารผิดดีกว่าปล่อยให้หลุดมือ จะหนึ่งในหมื่น หรือทั้งหนึ่งหมื่น ยิ่งเป็นเรื่องนางเขาก็ยากจะปล่อยผ่าน

แม้นางจะไม่พูดออกมา และเขาก็ไม่อาจบีบคั้นนางเช่นกัน แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธีให้จัดการ

คิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยเสียงต่ำเรียบ

“จับตาต่อไป…”

“ขอรับ”

องครักษ์เงารับคำทันที


 

อนิจจังชีวิต นอกจากเจียงมู่ไป๋จะให้คนตามจับตาดูเรื่องของตระกูลกู้ ฝานซูเมิ่งก็ถูกเหยาอวี้ส่งไปยังดินแดนเหนือของแคว้นเพื่อสืบเรื่องโจวซื่อจื่อที่อยู่ที่นั่นเช่นกัน