ตอนที่ 241
ตอนที่ 241
ตอนที่ 241
เทียบเชิญจำนวนมากถูกส่งมายังจวนเจียงราวสายน้ำไหลไม่ขาดสาย
บางฉบับเขียนอย่างอ้อมค้อม บางฉบับตรงไปตรงมาเสียจนแทบจะเขียนคำว่า ผูกสัมพันธ์ ไว้บนหน้าเทียบเชิญ
เนื้อหาส่วนใหญ่ล้วนเชื้อเชิญคนตระกูลเจียงทั้งเรือนให้ไปเยือน หากแต่ผู้ใดอ่านก็รู้ว่าแท้จริงแล้ว จุดประสงค์สำคัญคืออยากแนะนำเพื่อนเล่นให้แก่บุตรสาวบุญธรรมของตระกูลรองเจียงผู้นั้นต่างหาก
ยิ่งช่วงนี้ชื่อเสียงของเหยาอวี้ในเหออันเริ่มแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องเต้าหู้ ทั้งเรื่องที่ได้รับความโปรดปรานจากอู๋เช่อเฟย รวมถึงข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ ว่าแม้แต่คุณชายรองเจียงก็ยังตามใจนางมากถึงเพียงใด
ย่อมทำให้หลายตระกูลเริ่มขยับความคิดกันไม่น้อย
แต่เฉียนซื่อยังคงเป็นเฉียนซื่อคนเดิม นางเพียงรับเทียบเชิญไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะปฏิเสธกลับไปอย่างสุภาพทุกครั้ง
“ข้าเป็นเพียงสะใภ้รอง มิใช่นายหญิงของจวน จะตอบรับเทียบเชิญทางการเองตามใจได้อย่างไร”
คำพูดนี้ฟังดูอ่อนโยนและมีเหตุผลจนผู้ใดก็โต้แย้งไม่ได้
ข้อดีของการยังไม่แยกจวนก็เป็นเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลาที่อยู่เหออัน เฉียนซื่อแทบไม่เคยออกไปคบหาสมาคมกับผู้ใด ชีวิตของนางหมุนวนอยู่เพียงเรือนฝั่งตะวันตก ดูแลสามี ดูแลบุตร และดูแลเจียงมู่ไป๋ที่เจ็บป่วยมาแต่เด็ก
ดังนั้นย่อมไร้มิตรสหายสนิทให้ต้องเกรงใจ
นางไม่มี…จึงไม่จำเป็นต้องฝืนรักษาน้ำใจผู้ใดมากนัก
ส่วนเหยาอวี้ ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเหออันจนล่วงเข้าเดือนสิบเอ็ดแล้ว
อากาศทางใต้แม้ยังไม่หนาวจัด แต่สายลมยามเช้าก็เริ่มเย็นขึ้นมาก หลายวันมานี้ นอกจากปรุงยาแล้ว นางก็เอาแต่หมกตัวอยู่กับเฉียนซื่อในครัว คิดสูตรอาหารใหม่ไปวันๆ
กินเสร็จก็นอน
ตื่นมาก็กินอีก
จนแม้แต่เหยาอวี้เองยังเริ่มรู้สึกว่าหน้าเรียวๆ ของตนเริ่มกลมขึ้นเล็กน้อยแล้วจริงๆ เด็กหญิงนั่งอยู่ใต้ชายคาเรือน ถือถ้วยเนื้อพะโล้ใบใหญ่ไว้ในมือ
กลิ่นหอมของเครื่องพะโล้ลอยคลุ้งไปทั่วลาน
นางยกนกหวีดขึ้นเป่าเสียงสั้นๆ หนึ่งครั้ง
ไม่นานนัก…เสียงลมก็ดังแหวกอากาศลงมาจากด้านบน เงาขนาดใหญ่พุ่งผ่านยอดไม้ ก่อนจะร่อนลงบนราวไม้ใกล้ๆ อย่างคล่องแคล่ว
เป็นเจ้าเสียงฟงเหยี่ยวแสนรู้ของนางนั่นเอง
อ่า…
จะเรียกว่าเป็นของนางทั้งหมดก็คงไม่ถูกนัก แต่ช่วงนี้เจ้านกตัวนี้เกาะติดนางแจไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงแล้วจริงๆ
ทุกครั้งที่บินกลับมาหาเจียงมู่ไป๋ มันจะต้องแวะมาหานางก่อนเสมอ
แน่นอนว่าเพราะติดใจข้าวโพดที่แช่น้ำทิพย์เจือจางของนางต่างหาก ดังนั้นเหยาอวี้จึงถือเสียว่า อย่างน้อยตนก็นับเป็นนายครึ่งหนึ่งของมันแล้วกัน และเพราะเห็นแก่ร่างใหญ่โตของมัน เฉียนซื่อจึงถูกนางรบเร้าจนต้องทำเนื้อพะโล้ไว้ให้มันหม้อหนึ่ง
ทว่าฝีมือของเฉียนซื่อนั้น…นับว่าเป็นหนึ่งในต้าหล้าจริงๆ ยิ่งผสมน้ำทิพย์เจือจางที่เหยาอวี้แอบเติมลงในโอ่งน้ำดื่มและอาหารอยู่เสมอ รสชาติทุกอย่างยิ่งถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
เสียงฟงถึงกับก้มหน้ากินอย่างตะกละตะกลาม ไม่เหลือภาพเหยี่ยวสง่างามบนท้องฟ้าแม้แต่น้อย
เหยาอวี้มองมันแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“หากไม่เห็นแก่หน้าที่ส่งจดหมายให้ข้า ข้าคงไม่แบ่งให้เจ้าหรอก”
เพราะนางจะเก็บไว้กินคนเดียวนั่นเอง!
เสียงฟงเงยหน้าขึ้นส่งเสียงร้องสั้นๆ คล้ายตอบกลับ ก่อนจะก้มหน้าจัดการเนื้อพะโล้ต่อทันที
หลังจากวันกลับจากหอจิ่นอวิ๋น เหยาอวี้ก็ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นไร้อาการเมาค้างใดๆ เพราะสุดท้ายแล้ว นางก็ไม่ได้ดื่มมากนัก อีกทั้งเพียงดื่มน้ำผสมน้ำทิพย์เข้าไป ร่างกายก็ฟื้นตัวรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์
ดังนั้นพอตื่นขึ้นมา นางก็เริ่มรบเร้าขอเจ้าเสียงฟงจากเจียงมู่ไป๋ทันที
โชคดีที่เจ้าเหยี่ยวตัวนี้ความจำดีไม่น้อย มันเคยบินไปส่งข่าวยังเรือนหงเหมยมาหลายครั้ง จึงจำเส้นทางได้อยู่แล้ว อีกทั้งเพราะกินน้ำทิพย์ของนางเข้าไปมาก ดูเหมือนมันจะเริ่มฟังคำพูดคนเข้าใจขึ้นทุกวัน
มันบินหายไปหลายวัน
ก่อนจะกลับมาพร้อมจดหมายตอบกลับจากมารดาของนาง
แต่เมื่อเหยาอวี้เปิดอ่าน กลับพบเพียงประโยคสั้นๆ
‘เรื่องมันยาว…ไว้เจอกัน’
เด็กหญิงถึงกับนิ่งไปพักใหญ่
ช่างกระตุกต่อมอย่างรู้อยากเห็นของคนจริงๆ กระทั่งแอบคิดอยู่ช่วงหนึ่งว่า…จะหนีไปเมืองหลิงหยวนเสียเลยดีหรือไม่
ทว่าสุดท้าย นางก็ยังไม่ได้ไป เพราะม้าเร็วจากจวนอ๋องมาถึงก่อน
ข่าวที่นำมาคือ อู๋เช่อเฟยล้มป่วยหนัก อีกทั้งยังเป็นโรคสตรีที่ไม่เหมาะให้หมอหลวงบุรุษถวายการรักษา
แต่หมอหญิงที่เจียงหนานจะไม่มีเลยหรือ?
แน่นอนว่าต้องมี…
แต่มาถึงขั้นนี้แล้วจะยอมใช้หมอหญิงพวกนั้นได้อย่างไร
ในเมื่อเล่นใหญ่เสียขนาดนี้ ก็ย่อมหาทางทำให้ ‘ต้องเป็นนางเท่านั้น’ ได้ไม่ยากนัก
เหยาอวี้อ่านจดหมายจบ ก็หัวเราะออกมาเบาๆ สายตามองเจ้าเสียงฟงที่กำลังกินเนื้อจนปากมันเงา แล้วค่อยเหลือบไปมองเจียงมู่ไป๋ที่นั่งอยู่ใต้หน้าต่างไม่ไกล
ชายหนุ่มกำลังถือจดหมายเรียกตัวนั้นอยู่ในมือ สีหน้าเรียบเฉย อ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใด
“นางอดทนมาได้ตั้งนาน นี่ก็นับว่าไม่เลวแล้ว”
เหยาอวี้พูดพลางหยิบชาอุ่นขึ้นจิบ
เจียงมู่ไป๋วางจดหมายลงช้าๆ
“ข้าไปด้วย”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นจนเหมือนเป็นเรื่องที่ตัดสินใจแล้ว
เหยาอวี้กลับส่ายหน้าแทบจะทันที
“ท่านจะเข้าไปฝ่ายในของจวนอ๋องได้อย่างไร” นางย่นจมูกเล็กน้อย “อีกทั้งยังไม่มีรับสั่งจากท่านอ๋อง หากท่านตามไปจริง คนจะยิ่งจับตามอง”
พูดถึงตรงนี้ นางก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ พลางเคาะปลายนิ้วเบาๆ
“ไม่สู้ท่านช่วยสืบเรื่องเด็กชายในเรือนเก่าที่เชื่อมกับภูเขาจำลองนั่นดีกว่า”
ทันทีที่กล่าวถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเจียงมู่ไป๋ก็เย็นลงเล็กน้อย
ตอนกลับจากจวนอ๋องวันนั้น ทั้งสองพูดคุยกันหลายเรื่อง รวมถึงเด็กชายผอมบางที่เหยาอวี้บังเอิญพบเข้า
และจากข้อมูลที่สืบมา…
เด็กคนนั้นอาจเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของอู๋ชินอ๋อง ที่เกิดจากอดีตหวางเฟยผู้ล่วงลับ
แต่เหตุใดจึงถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนั้น?
เรื่องนี้…เหยาอวี้อยากรู้ให้แน่ชัด เพราะนางยังไม่เข้าใจอู๋ชินอ๋องผู้นั้นจริงๆ รู้เพียงว่าเป็นชายแก่ที่โรครุมเร้า ไม่แน่ว่าอาจเลอะเลือนจนปล่อยปละละเลยก็เป็นได้
“ก็แค่คนไร้อำนาจคนหนึ่ง” เจียงมู่ไป๋กล่าวเรียบๆ “แม้แต่จะช่วยตนเองยังทำไม่ได้”
น้ำเสียงนั้นฟังไม่ออกจริงๆ ว่าเฉยชา หรือกำลังไม่พอใจ
แต่ไม่พอใจสิ่งใดน่ะหรือ?
เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ
“พี่รอง” เหยาอวี้เรียกเขาอย่างเหนื่อยใจ
หลายวันที่อยู่เหออันมานี้ไม่รู้ว่ามีเทียบเชิญมากมายเพียงใดที่พรรณนาถึง ‘หลานชายแสนดี’ หรือ ‘บุตรชายวัยไล่เลี่ย’ ของตระกูลต่างๆ
แต่ทั้งหมดล้วนถูกเจียงมู่ไป๋สั่งเผาทิ้งจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดาษ กระทั่งขี้เถ้ายังถูกฝังกลบเสียเรียบร้อย ราวกับกลัวว่าสิ่งเหล่านั้นจะโผล่กลับขึ้นมาอีก
เหยาอวี้เองก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือจนใจดี
“ข้าเพียงอยากรู้ความสัมพันธ์ของเขากับท่านอ๋องเท่านั้นเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ต่อให้ถูกเมินเฉยเพียงใด สุดท้ายหากจวนอ๋องไร้ทายาทชาย…อำนาจทั้งหมดก็ต้องตกไปอยู่ในมือเขาอยู่ดี ”
นางอธิบายต่อ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายทำไม ด้วยความฉลาดของเจียงมู่ไป๋ เขาย่อมคิดเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว
หากแต่เหมือนเส้นผมบังตา อารมณ์บังใจ ยามนี้เขาเหมือนจะไม่พอใจบุรุษทุกคนที่นางกล่าวถึง แม้แต่เจ้าเสียงฟงตัวผู้ ก็ใช่ว่าจะได้อยู่กับนางตามลำพังได้นาน
นางไหนเลยจะรู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่ จะเป็นเอามากขนาดนี้
ถูกนางค้อนใส่มาหนึ่งวง เจียงมู่ไป๋ไหนเลยเคยตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วนเช่นนี้ย่อมรู้สึกร้อนหูอยู่บ้าง จึงได้แต่รับคำแผ่วเบา ก่อนจะยอมพูดเสียงที่ทำให้ราบเรียบเช่นปกติว่า
“ข้าจะให้คนไปสืบ เช่นนี้รอสักสองสามวันค่อยกลับ”
ทว่าเหยาอวี้กลับส่ายหัว “คนของจวนอ๋องมาส่งสาส์นด้วยตนเอง แม้ว่าเราจะเพิกเฉยต่อคำสั่งอู๋เช่อเฟยได้ แต่ไม่อาจละเลยหน้าตาของท่านอ๋องได้เจ้าค่ะ”
เพราะเป็นม้าเร็วจากจวนอ๋อง แม้จะเป็นความต้องการของอู๋เช่อเฟย แต่ถึงอย่างไรก็มีบารมีของจวนอ๋องอยู่ ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาหน้าของอู๋ชินอ๋องไว้ด้วย
เจียงมู่ไป๋แสดงสีหน้าประหลาดออกมาชั่วขณะ แน่ชัดว่ามีความลังเลอยู่หลายส่วน ก่อนจะถอนหายใจแล้วกลับมาราบเรียบเช่นเคย
เหยาอวี้ก็อ่านเขาไม่ออกทั้งหมด แต่นางก็คร้านจะสนใจแล้ว เด็กหญิงหยิบป้ายหยกของหลิงหยวนอ๋องออกมาพลิกเล่นในมือ แสงอ่อนยามบ่ายสะท้อนเนื้อหยกจนเกิดประกายเย็นตา
“ถึงอย่างไรก็มีไม้ตายอยู่” นางยิ้มพลางชูป้ายหยกขึ้นเล็กน้อย “หากจวนตัวจริง ๆ ข้าไม่ยอมเสียเปรียบหรอกเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มของนางยังคงสดใสเช่นเดิม ราวกับเรื่องที่กำลังจะไปเผชิญเป็นเพียงการออกไปเที่ยวเล่นธรรมดา
เจียงมู่ไป๋มองนางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้าเบาๆ
แม้สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่ความตึงเครียดในแววตากลับผ่อนลงเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าเหยาอวี้มิใช่คนที่ปล่อยให้ผู้ใดรังแกได้ง่ายๆ ทั้งยังฉลาดพอจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ส่วนใหญ่
ทว่า…
ต่อให้รู้เช่นนั้น เขาก็ยังไม่ชอบให้นางต้องเข้าไปพัวพันกับจวนอ๋องอยู่ดี
ดวงตาของเจียงมู่ไป๋ก็เย็นลงเล็กน้อยอีกครั้ง
เหยาอวี้เห็นเขาเงียบไป ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดมากอีกแล้ว จึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
“จริงสิ พี่รอง”
นางชี้ไปทางเจ้าเสียงฟงที่กำลังก้มหน้าคุ้ยหาเนื้อชิ้นสุดท้ายในหม้อพะโล้
“ท่านว่ามันอ้วนขึ้นหรือไม่”
เจ้าเหยี่ยวเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อถูกพูดถึง เศษพะโล้ยังติดอยู่ตรงจะงอยปากอย่างน่าขัน
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้มองมันเลย แต่ตอบเสียงเรียบ หากแต่รู้สึกได้ว่าอ่อนโยนยิ่งนัก
“อ้วนขึ้น”
“จริงด้วยใช่หรือไม่!” เหยาอวี้หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ข้าว่านับวันมันยิ่งกินเก่งแล้ว”
เสียงฟงส่งเสียงร้องขึ้นทันทีเหมือนประท้วง แต่เพราะปากยังคาบเนื้ออยู่ เสียงจึงฟังดูอู้อี้จนชวนขำ
บรรยากาศในเรือนที่เดิมเคร่งเครียด ค่อยๆ ผ่อนคลายลงอีกครั้ง สายลมเย็นปลายปีพัดผ่านลานด้านนอกเบาๆ ใบไม้แห้งปลิวตกลงมาบนพื้นหิน
เหยาอวี้เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองท้องฟ้าด้านนอกอย่างเกียจคร้าน
แม้เหออันจะสงบสุขเพียงใด
แต่ดูเหมือน…นางจะอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นาน