ตอนที่ 242
ตอนที่ 242
ตอนที่ 242
เรือนฝ่ายในของจวนอ๋องยังคงเงียบสงบเช่นเดิม กำแพงสูงตัดโลกภายนอกออกไป เหลือเพียงลานหินกว้าง ทางเดินคดเคี้ยว และเรือนหลังต่างๆ ที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
ทว่าในความเงียบนั้นกลับแฝงความกดดันบางอย่างไว้ไม่ต่างจากคราก่อน
ครั้งนี้…
เหยาอวี้ยังไม่ทันก้าวพ้นหน้าจวนดี ขันทีและบ่าวรับใช้ของอู๋เช่อเฟยก็รีบรุดเข้ามารับด้วยท่าทีนอบน้อมทันที
“คุณหนูสี่เจียง เชิญทางนี้ขอรับ”
น้ำเสียงระมัดระวัง กิริยาสำรวม ครั้งนี้เหยาอวี้ไม่ถูกคนแอบทิ้งไว้ในสวนอีกแล้ว ไม่มีความละเลยหรือปล่อยปละเช่นคราก่อนแม้แต่น้อย
เหยาอวี้เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ท่าทีเรียบร้อยสมวัย ก่อนจะเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
ผ่านประตูชั้นแล้วชั้นเล่า เข้าสู่เขตลึกของฝ่ายในโดยไม่มีผู้ใดกล้าขวาง
ไม่นานนัก นางก็มาถึงเรือนของอู๋เช่อเฟย
ม่านถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ภายในห้อง กลิ่นยาสมุนไพรจางๆ ลอยอบอวลอยู่
อู๋เช่อเฟยนอนเอนกายอยู่บนตั่งเช่นเคย ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย สีริมฝีปากก็อ่อนจางกว่าปกติ เห็นได้ชัดว่า…ครานี้มิใช่การแสร้งทั้งหมดเสียทีเดียว
เหยาอวี้ก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะย่อตัวคารวะอย่างเรียบร้อย สีหน้าของนางฉายแววร้อนใจเล็กน้อยอย่างเหมาะสม
“อู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียง…ประชวรหนักหรือเพคะ” เสียงนางนุ่มนวล แต่แฝงความกังวล “หม่อมฉันอ่านในจดหมายแล้วตกใจยิ่งนัก รีบเดินทางมาแทบไม่หยุดพัก”
คำพูดนั้นทำให้อู๋เช่อเฟยชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง สีหน้าปรากฏความประหลาดผ่านไปชั่วครู่ ราวกับไม่คิดว่าสิ่งที่ตนสร้างเรื่องขึ้น จะถูกเอ่ยออกมาอย่างจริงจังเช่นนี้
ทว่าคราใดที่เริ่มแสดงแล้ว ก็ต้องแสดงให้จบ
นางจึงค่อยๆ พยักหน้า “ใช่…ช่วงนี้ร่างกายเปิ่นกงไม่ค่อยดีนัก” กล่าวจบก็ยกแขนขึ้นวางบนหมอนเล็กตามเคย
เหยาอวี้พยักหน้ารับ ก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่ลังเล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดวางลงบนข้อมือของอู๋เช่อเฟยอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวแตะลงเพื่อจับชีพจร สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง แววตาใสฉายความตั้งใจอย่างผู้มีความรู้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหยาอวี้จึงถอนมือกลับ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“เป็นโรคภายในของสตรีจริงๆ เพคะ” น้ำเสียงมั่นใจ ไม่ลังเล “จากลักษณะชีพจรที่หม่อมฉันเคยเรียนถวายไว้ ย่อมส่งผลต่อระบบภายในของพระองค์จริงๆ” นางกล่าวอย่างเป็นขั้นเป็ นตอน ราวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ “ขอเพียงรักษาตามเทียบยารักษา และฝังเข็มอย่างต่อเนื่อง ก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ในที่สุดเพคะ แม้จะใช้เวลาอยู่บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลมาก”
จากนั้นนางก็ยิ้มบาง ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
“เพียงช่วงนี้…ขอพระองค์งดเสวยของเย็น และหลีกเลี่ยงลมหนาวนะเพคะ”
คำแนะนำจบลงอย่างเรียบร้อย เหยาอวี้จึงลุกขึ้น ยกมือคารวะอีกครั้ง
“หม่อมฉันรีบมา หากไม่มีสิ่งใดแล้ว…ขอทูลลาเพคะ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องหยุดนิ่งลงทันที อู๋เช่อเฟยถึงกับนิ่งงัน นางไม่เคยคิดมาก่อน ว่าสิ่งที่ตนสร้างขึ้น จะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา
ยิ่งได้ฟังคำวินิจฉัยอย่างมั่นใจ ยิ่งทำให้นางรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
หรือ…อาการของตนจะหนักจริง?
ช่วงก่อนหน้านี้ นางก็ฝืนร่างกายไม่น้อย ยอมกินของเย็น ยอมปล่อยให้ตนเองอ่อนแอ เพียงเพื่อสร้างข้ออ้างเรียกตัวเด็กหญิงผู้นี้กลับมา
แต่หากมันกลายเป็นจริงขึ้นมา…
สีหน้าของนางเริ่มเปลี่ยน
“ไม่นึกเลย…ว่าอาการของเปิ่นกงจะร้ายแรงถึงเพียงนี้” น้ำเสียงแฝงความไม่แน่ใจ
แต่ทันทีที่เห็นเหยาอวี้ยังคงยืนรออย่างสุภาพ เหมือนเพียงรอให้นางอนุญาตให้จากไป
อู๋เช่อเฟยก็พลันได้สติ
จะปล่อยไปได้อย่างไร!
กว่าจะคิดวิธีเรียกตัวนางกลับมาได้ หากปล่อยไปครั้งนี้ ตนจะหาเหตุผลใดอีก?
สีหน้าของนางพลันแข็งขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าบอกว่าเปิ่นกงป่วย…แล้วกล้าทิ้งเปิ่นกงหรือ?” น้ำเสียงเริ่มแฝงความไม่พอใจ
เหยาอวี้กลับเพียงมองนางอย่างงุนงงเล็กน้อย บนใบหน้ามีเพียงความไม่เข้าใจจริงๆ ราวกับไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธเรื่องใด
“อู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงเพคะ” นางตอบอย่างสุภาพ “โรคนี้ เพียงรักษาตามเทียบยา และฝังเข็มตามที่หม่อมฉันเขียนไว้ ก็สามารถหายได้เองตามกันเพคะ”
คำตอบนั้นตรงไปตรงมา ไร้เล่ห์เหลี่ยม
แต่กลับทำให้อู๋เช่อเฟยอึกอักไปชั่วขณะ
เพราะคำพูดเหล่านั้น…กำลังย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวนางเอง
ก่อนหน้านี้ นางเพิ่งกล่าวเองว่า มีหมอหลวงที่เก่งกาจอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเด็กหญิงคนนี้
แต่ตอนนี้ กลับกลายเป็นว่านางต้องพยายามรั้งตัวอีกฝ่ายไว้เอง ไม่ต่างจากการยกหินใส่เท้าของตน
อู๋เช่อเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มเล็กน้อย
“ความจริง…หมอหลวงที่เก่งที่สุดของเปิ่นกง ออกไปช่วยรักษาคนไข้ในที่ห่างไกล” น้ำเสียงเริ่มกลับมาเป็นปกติ แต่สมองนั้นกำลังสรรหาข้ออ้างไม่น้อย “เปิ่นกงอยากทำบุญช่วยเหลือผู้อื่น จึงยังไม่เรียกตัวเขากลับมาในเร็ววัน” คำพูดฟังดูสูงส่ง แต่เจตนากลับชัดเจน “หมอที่อยู่ตอนนี้…ฝีมือยังไม่พอจะวางใจได้”
นางทอดสายตามองเหยาอวี้
“ระหว่างนี้…เจ้าก็อยู่ช่วยดูแลเปิ่นกงไปก่อนเถิด”
เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“หากเปิ่นกงสามารถตั้งครรภ์ได้…ย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง”
คำพูดสุดท้าย…แฝงความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นเพียงเรื่องการรักษาโรคธรรมดา
เหยาอวี้เงยหน้ามองนางเหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย มือเล็กยกขึ้นเกาศีรษะอย่างงงงันดูเสียกิริยายิ่งนัก ทั้งสีหน้ายังปรากฏความกระอักกระอ่วนอย่างไม่ปิดบัง
“หม่อมฉัน…ไม่ได้เตรียมตัวจะมารักษาเลยเพคะ” นางเอ่ยอย่างซื่อตรง “นึกว่าเพียงมาตรวจพระอาการเท่านั้น หากจะต้องถวายการรักษา หม่อมฉันต้องเตรียมตัวอีกไม่น้อย”
คำพูดนั้นทำให้อู๋เช่อเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด
เหยาอวี้ก็รีบย่อตัวอีกครั้ง “เช่นนั้น…ขอตรวจชีพจรอีกสักครั้งนะเพคะ”
พูดจบนางวางผ้าเช็ดหน้าลงดังเดิม ปลายนิ้วแตะชีพจรอย่างแผ่วเบา ครานี้นางตั้งใจจับนานกว่าเดิมเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ก่อนจะค่อยๆ ถอนมือกลับ
“เทียบยารักษาที่หม่อมฉันเคยเขียนถวายไว้…ยังอยู่หรือไม่เพคะ”
อู๋เช่อเฟยเหลือบสายตาไปทางขันที เพียงโบกมือเบาๆ ไม่นานนัก เทียบยาฉบับเดิมก็ถูกนำเข้ามาวางตรงหน้า
ทว่าเหยาอวี้กลับไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน เพียงเหลือบมองผ่านๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ตอนนี้…พระองค์ชะล่าใจจนเกินไปเพคะ”
คำพูดนั้นทำให้อู๋เช่อเฟยสะดุ้งเล็กน้อย
“หากรักษาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด” เหยาอวี้กล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางเสียทีเดียว”
นางหยิบเทียบยาฉบับเดิมขึ้นมา พับเก็บไว้อย่างไม่ลังเล
“เช่นนั้น…เทียบยานี้ต้องปรับใหม่เพคะ”
พูดจบ นางก็ขอพู่กันกับกระดาษทันที เขียนรายชื่อสมุนไพรใหม่ลงไปอย่างรวดเร็ว ลายมือเล็กแต่มั่นคง จากนั้นจึงเอ่ยอธิบายทีละขั้น
“พระอาการของพระองค์เป็นลักษณะชีพจรมังกรซ่อนกาย ลอยตื้น อ่อนแรง แสดงถึงภายในพร่อง เย็นสะสม ต้องใช้ยาที่ทั้งอุ่นและบำรุง ควบคู่กับการขับลมปรับการไหลเวียนเพคะ”
นางชี้ไปยังรายชื่อสมุนไพร
“ตังกุย บำรุงโลหิต ไป๋เสา ปรับสมดุล ชวนฉง กระตุ้นการไหลเวียน กุ้ยจือ ขับลม อุ่นเส้นลมปราณ อ้ายเย่ อุ่นมดลูก ขจัดความเย็น และกานเฉ่า ปรับสมดุลยา”
นางกล่าวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ก่อนจะอธิบายกับบ่าวรับใช้ถึงวิธีต้มยาอย่างละเอียด
“เริ่มจากตังกุยสามเฉียน ชวนฉงสองเฉียน และไป๋เสาสามเฉียน ใส่น้ำสามถ้วย เคี่ยวด้วยไฟอ่อนหนึ่งชั่วยาม จากนั้นเติมน้ำเพิ่มอีกหนึ่งถ้วย ใส่กุ้ยจือหนึ่งเฉียนกับอ้ายเย่สองเฉียนลงไป เคี่ยวต่ออีกหนึ่งชั่วยาม เมื่อครบเวลา จึงใส่กานเฉ่าสองเฉียนลงไป ปรับรสยา แล้วเคี่ยวต่ออีกสองชั่วยาม รวมทั้งหมดสี่ชั่วยาม ห้ามละเลยแม้แต่น้อย”
น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อยาสำเร็จแล้ว ให้อู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงเสวยทันทีขณะที่ยังอุ่น อย่าปล่อยให้เย็น เพราะจะเสียฤทธิ์ยา”
จากนั้นนางก็เก็บพู่กันลง กล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติกับอู๋เช่อเหย
“ใช้เทียบยานี้ไปก่อนหนึ่งเทียบ พรุ่งนี้…ยามเว่ย หม่อมฉันจะมาถวายการฝังเข็ม และปรับเทียบยาใหม่ให้เพคะ”
พูดจบ เหยาอวี้ก็เปิดหล่วมยาที่พกติดตัวออกมา ภายในมีเครื่องมือจัดวางอย่างเป็นระเบียบ
นางคลี่ม้วนเข็มออกช้าๆ เข็มเงินบางเรียงเป็นแถวสะท้อนแสงวาวเย็น
“เช่นนั้นวันนี้…หม่อมฉันจะช่วยเปิดชีพจรให้ก่อน เมื่อพระองค์เสวยยาแล้ว จะได้ออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้นเพคะ” ก่อนจะแอบถอนหายใจอย่างหนักใจ จนอีกฝ่ายหน้าเสียแล้วจริงๆ สุดท้ายเหยาอวี้ก็ค่อยบอกต่อว่า “ความจริงหากจะต้องรักษากันจริงๆ จะต้องเป็นเข็มฝังจะชนิดพิเศษ หากรู้ว่าต้องถวายการรักษาพระองค์หม่อมฉันคงสั่งคนทำไว้แล้ว เช่นนั้นก็เพียงประคองอาการไปก่อนนะเพคะ หากเข็มฝังที่สั่งทำเสร็จเรียบร้อย เราค่อยเริ่มกระบวนการรักษาจริงๆ”
อู๋เช่อเฟยมองเด็กหญิงตรงหน้า ในใจทั้งเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง
แต่ด้วยสถานการณ์ตรงหน้า นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น ทั้งยังรู้สึกเสียใจภายหลังขึ้นมาเสียแล้ว หากรู็ว่าจะเป็นเช่นนี้ นางย่อมไม่กล้ากล่าววาจาถือดีออกมาในตอนนั้น
เหยาอวี้ขยับเข้าไปใกล้ ปลายนิ้วแตะจุดชีพจรอย่างแม่นยำ ก่อนจะปักเข็มลงอย่างรวดเร็วและมั่นคง
หนึ่งเข็ม…สองเข็ม…สามเข็ม…
การเคลื่อนไหวของนางนิ่งและแม่นยำเกินวัย ราวกับทำสิ่งนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ แม้แต่ขันทีและนางกำนัลยังไม่กล้าส่งเสียง มีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆ และประกายเย็นของเข็มเงินที่ค่อยๆ ปักลงบนร่างของอู๋เช่อเฟยทีละเล่ม
ราวกับ…
ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเด็กหญิงผู้นี้ทั้งหมดแล้ว