LNCrawler

ตอนที่ 243

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 243

ตอนที่ 243


 

ฝังเข็มเสร็จเหยาอวี้ก็ขอตัวออกมาทันที

ความจริงอู๋เช่อเฟยผู้นั้นพยายามจะรั้งตัวเด็กหญิงไว้สุดชีวิตเช่นกัน อย่างน้อยก็อยากให้รอจนตนเองดื่มยาลงไป

แต่เพราะตามที่เหยาอวี้บอก กว่าจะต้มยาเสร็จก็ใช้เวลาถึงสี่ชั่วยามแล้ว อีกทั้งมองดวงตาอิดโรยของเด็กหญิงที่เหมือนว่าเพิ่งผ่านการเดินทางมาทั้งวันทั้งคืนจริงๆ

ถึงอย่างไรตระกูลเจียงก็ไม่ใช่ตระกูลพ่อค้าแล้ว อีกทั้งพี่ชายนางก็ได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋อง

ครั้งนี้ที่ท่านอ๋องยอมให้นางเรียกตัวเด็กหญิงกลับมา ก็ถือว่าเป็นการล่วงเกินครั้งใหญ่แล้ว หากเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้เกิดเป็นอะไรขึ้นมา นางคงไร้ซึ่งคนรักษาแล้วจริงๆ

อีกทั้งเทียบยาที่ดูซับซ้อนเพิ่มขึ้นจากการปล่อยไว้นาน ยิ่งทำให้นางไม่กล้าจะตั้งเงื่อนไขอันใดกับเด็กหญิงผู้นี้อีกแล้ว ขอเพียงอีกฝ่ายบอกซ้าย นางย่อมไม่ไปขวาแน่นอน

ไหนจะอาการหลังฝังเข็ม…

นี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องเชื่อสุดใจ

เด็กหญิงผู้นี้คือ…ของจริง

เพราะทันทีที่เข็มถูกถอนออกไป อาการหน่วงๆ ในร่างกายก็เหมือนจะดีขึ้น ทั้งยังมีอาการปวดหนักขึ้นมาทันที และพอได้ขับถ่ายออกไป ร่างกายก็เหมือนจะดีขึ้นทันตาเห็น

คราวนี้อู๋เช่อเฟยถึงกับครุ่นคิดอย่างหนัก ลืมเลือนเรื่องเต้าหู้ไปแล้วจริงๆ

สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยเหยาอวี้กลับออกไปทันที เพราะนางไม่กล้าขัดใจเด็กหญิงอีกแล้ว


 

เหยาอวี้เดินมาถึงสวนแห่งเดิมก็หยุดฝีเท้าลง

แสงแดดยามบ่ายสาดลอดกิ่งไม้ลงมาเป็นริ้วบาง ลมอ่อนพัดผ่านจนชายแขนเสื้อของนางไหวเบาๆ

นางหันกลับไปมองขันทีเฒ่ากับบ่าวรับใช้ที่เดินตามมาส่ง ก่อนจะยิ้มบางอย่างเป็นกันเอง สีหน้าที่แสดงออกยังคงอ่อนโยนเรียบร้อยตามมารยาท

“จากนี้ข้าจำทางได้แล้ว อีกทั้งพี่ชายข้าก็คงรออยู่ข้างหน้า พวกเจ้าส่งแค่ตรงนี้ก็พอ ข้าอยากเดินชมสวนสักหน่อยให้หายเหนื่อย แล้วค่อยออกไปเอง”

น้ำเสียงของนางไม่กดดัน แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ

ขันทีทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าแฝงความลังเลอยู่บ้าง

ทว่าเมื่อคิดถึงสถานะของเด็กหญิงตรงหน้าในยามนี้ ย่อมไม่กล้าขัดใจแม้แต่น้อย จึงได้แต่ค้อมศีรษะรับคำ ก่อนจะถอยออกไปอย่างระมัดระวัง กระทั่งเงาร่างของพวกเขาลับหายไปหลังแนวต้นไม้และทางเดินหินโค้งคดในสวน

ทันทีที่ไร้สายตาผู้คนจับจ้อง ท่าทีอิดโรยของเหยาอวี้ก็พลันสลายไปในพริบตา ดวงตาดอกท้อที่ก่อนหน้านี้ดูอ่อนล้า กลับมาฉายแววสดใสเจิดจ้า

นางสูดลมหายใจเบาๆ ก่อนจะปล่อยสัมผัสฟ้าดินออกไปอย่างแผ่วบาง

พลังที่แทบมองไม่เห็นแผ่กระจายไปรอบตัว รับรู้ตำแหน่งของผู้คน เสียงฝีเท้า การเคลื่อนไหว และลมหายใจที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ในรัศมีรอบๆ ตัว แม้จะไม่ไกลนัก แต่ก็แจ่มชัด

จากนั้นนางจึงเลือกเส้นทางที่ปลอดคนที่สุด ก้าวเท้าเบาแทบไร้เสียง ลัดเลาะไปตามเงาไม้ใหญ่และแนวพุ่มเตี้ย หลบสายตาบ่าวรับใช้ที่เดินตรวจตราเป็นระยะอย่างชำนาญ

กระทั่งมาถึงภูเขาจำลองที่คุ้นตา นางไม่แม้แต่จะหยุดมอง ก้าวเข้าไปอย่างมั่นใจ ร่างเล็กเพียงแทรกผ่านช่องหินแคบๆ สองสามก้าว แล้วก็หายวับไปดั่งเงาที่ถูกกลืนโดยแสงแดด

เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง นางก็ยืนอยู่ในเรือนร้างหลังเดิม กลิ่นอับชื้นของไม้เก่ากับฝุ่นคละคลุ้งในอากาศ แสงแดดลอดผ่านช่องไม้แตกหักตกกระทบพื้นเป็นลายหย่อมๆ

ทุกอย่างยังคงทรุดโทรมและเงียบงันเช่นเดิม เหยาอวี้มองไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในเรือน

จากนั้นสายตาหยุดลงที่เตียงไม้เก่าๆ ซึ่งเด็กชายผู้นั้นนอนอยู่เพียงลำพัง ร่างเล็กผอมบางซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเก่า สีหน้าซีดเซียว ลมหายใจแผ่วเบา ราวกับจะขาดห้วงไปได้ทุกเมื่อ

นางก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่ลังเล เสียงฝีเท้าเบาจนแทบกลืนไปกับความเงียบ เด็กชายลืมตาขึ้นช้าๆ สายตาที่มองนางยังคงระแวดระวังและแข็งกร้าวแม้ร่างกายจะอ่อนแรง

“เจ้าคือใครกัน” เขาถาม เสียงแหบแห้งแต่ยังแฝงแรงต้านบางอย่าง

เขาก็คือเซียวหยวนเล่อ หวังไท่จื่อ[1] ผู้เป็นรัฐทายาทแห่งเจียงหนานที่น่าสมเพชที่สุดในแคว้นนี้นั่นเอง

เหยาอวี้เพียงมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบอย่างเรียบง่าย

“ข้ามาเข้าเฝ้าอู๋เช่อเฟย”

คำตอบสั้นๆ ไม่ใส่ความเคารพ ไม่ลดระดับ ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์แม้แต่น้อย

แต่กลับทำให้แววตาของเด็กชายเปลี่ยนไปทันที ประกายดำมืดวาบขึ้นอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ถูกกดทับไว้อย่างหนักหน่วง ทว่าก็เพียงชั่วขณะเดียว เขาก็ฝืนเก็บมันลงไปอย่างเงียบงัน

เหยาอวี้เห็นชัดเจน มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย็นชา

“ไม่มีแม้แต่แรงจะรักษาตัว แล้วจะคิดแก้แค้นใครได้”

คำพูดนั้นแทงใจอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ไม่ปลอบโยน

นางเอื้อมมือไปจับแขนเขาทันที การเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะตั้งตัว

เซียวหยวนเล่อสะดุ้ง แม้จะอ่อนแรงแต่ก็ยังพยายามชักแขนหนีโดยสัญชาตญาณ

ทว่าไม่ทันเสียแล้ว เพียงเสี้ยววินาที เหยาอวี้ก็รับรู้สภาพร่างกายของเขาได้ทั้งหมด ไข้หวัดธรรมดาที่ลุกลามเพราะร่างกายอ่อนแอ ขาดอาหาร ขาดการดูแล ทำให้อาการหนักกว่าที่ควรจะเป็น นางปล่อยมือโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม

จากนั้นเพียงโบกมือเบาๆ เงาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน

องครักษ์ลับในชุดดำวางตะกร้าลงข้างเตียงก่อนจะหายไปเหมือนไม่เคยมีตัวตน

ในตะกร้ามีเต้าหู้สามจิน ซีอิ๊วหนึ่งไห ผงนัวหนึ่งกระปุก ไข่เค็มสิบฟอง และน้ำในกระบอกไม้ไผ่อีกหลายกระบอก

เหยาอวี้มองของเหล่านั้นก่อนจะกล่าวเรียบๆ ว่า “เจ้าค่อยๆ แบ่งกิน แล้วก็เก็บให้ดี” จากนั้นวางขวดยาลูกกลอนไว้ข้างๆ “กินข้าวเสร็จแล้วก็กินยานี้หนึ่งเม็ด หากอาการหายแล้วก็ไม่ต้องกินเพิ่ม พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่”

ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำถาม พูดจบก็หันหลังจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบและความมึนงงในใจของเด็กชาย

ทั้งแต่ต้นจนจบ ยังไม่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ ร่างของเด็กหญิงก็หายไปจากสายตาเสียแล้ว

เซียวหยวนเล่อมองของตรงหน้าอยู่นาน แววตาเต็มไปด้วยความระแวงและสับสน ไม่กล้าแตะต้องแม้แต่น้อย

จนกระทั่งเฟิงหมัวหมัวกลับมาพร้อมข้าวต้มใสที่แทบไม่มีเม็ดข้าว

เมื่อเห็นสิ่งของเหล่านั้น นางก็ชะงักทันที

เซียวหยวนเล่อจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

เฟิงหมัวหมัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยชื่อออกมาเบาๆ “เจียงเหยาอวี้…”

นางเคยได้ยินชื่อเด็กหญิงผู้นี้ เป็นคุณหนูสี่สกุลเจียงที่ถูกเรียกตัวเข้ามาถวายรักษาอู๋เช่อเฟยโดยเฉพาะ

แต่เหตุใดจึงนำของพวกนี้มาให้พวกเขา นางเองก็ไม่อาจคาดเดาได้

ด้วยความระแวง เฟิงหมัวหมัวจึงเลือกชิมก่อน นางใช้ตนเองเป็นคนทดสอบพิษ แต่ผ่านไปนานก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ลองกินจริงๆ รสชาติกลับทำให้นางถึงกับนิ่งงัน

เต้าหู้นุ่มละมุน ซีอิ๊วเค็มหอม ไข่เค็มมันเยิ้มให้รสเค็มที่แปลกใหม่ ผงนัวทำให้รสชาติกลมกล่อมอย่างไม่เคยลิ้มมาก่อน

ด้วยประสบการณ์ แม้ว่าเฟิงหมัวหมัวจะไม่รู้จักซีอิ๊วกับผงนัว เพราะไม่ได้ออกจากจวนจึงไม่รู้เรื่องราวนัก แต่ก็พอจะแอบได้ยินคนครัวคุยกันบ้าง จึงรู้ว่าสองอย่างนี้เป็นเครื่องปรุงชนิดหนึ่ง จึงนำมาผสมกับข้าวต้ม และเต้าหู้เล็กน้อย

สำหรับคนที่กินข้าวต้มจืดชืดมานานหลายปี นี่แทบเป็นเหมือนอาหารชั้นเลิศ

ทั้งสองคนจึงค่อยๆ กินอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเริ่มกินเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ยิ่งดื่มน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ ก็ยิ่งรู้สึกแปลก มันเป็นเพียงน้ำธรรมดา แต่กลับมีความหวานหอมอ่อนๆ ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ราวกับร่างกายได้รับการหล่อเลี้ยงขึ้นมาใหม่

เมื่อกินอาหารเสร็จ เซียวหยวนเล่อจึงลองกินยาลูกกลอนตามที่นางบอก

ไม่นานนัก อาการปวดหัวและความหนาวสั่นที่ทรมานมานานก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่เคยอ่อนแรงกลับมีเรี่ยวแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังมีอาการตัวร้อนอยู่ แต่ไม่ทรมานแล้ว

เขานิ่งไป มองขวดยาในมืออยู่นาน ความระแวงในแววตายังไม่หายไปทั้งหมด แต่กลับมีบางอย่างเพิ่มขึ้นมาแทน

เป็นความสงสัย และความหวังเล็กๆ ที่เขาไม่กล้ายอมรับออกมาตรงๆ

เด็กหญิงผู้นั้น…น่าจะตั้งใจช่วยเหลือเขา 


 

นั่นก็เพราะน้ำในกระบอกนั้นผสมน้ำทิพย์เจือจางของเหยาอวี้ไว้ อีกทั้งยาที่ให้ก็เป็นยาลูกกลอนที่มีส่วนผสมของน้ำทิพย์เช่นกัน เพียงแค่เม็ดเดียวก็เห็นผลแล้ว

ส่วนเรื่องเทียบยารักษาของอู๋เช่อเฟยผู้นั้น ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ความตั้งใจของนางทั้งสิ้น

อีกทั้งเหยาอวี้ไม่มีความคิดที่จะใช้น้ำทิพย์ใดกับร่างกายนั้นแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นความสามารถทางการแพทย์ของนางก็คือของจริง

จึงไม่แปลกที่เพียงเหยาอวี้ฝังเข็มครั้งเดียว ร่างกายของอู่เช่อเฟยก็แสดงปฏิกิริยาตอบสนองที่ดีขึ้นทันตาเห็น 




 

[1] หวังไท่จื่อ (王太子) คือ รัฐทายาท โอรสผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์อ๋อง (王 / หวัง) ขึ้นไป