LNCrawler

ตอนที่ 245

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 245

ตอนที่ 245


 

จากนั้นเหยาอวี้ก็หยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง ปลายนิ้วเล็กจับด้ามพู่กันอย่างมั่นคง ก่อนจะก้มหน้าลงเขียนรายการสมุนไพรลงบนกระดาษอย่างต่อเนื่อง ตัวอักษรเรียงตัวเป็นระเบียบ ลื่นไหลไม่สะดุด ราวกับสิ่งที่เขียนนั้นถูกคำนวณไว้ในใจแล้วทุกตัวอักษร

ชื่อสมุนไพรแต่ละชนิดล้วนไม่ใช่ของธรรมดา บางอย่างเป็นของที่ต้องใช้เส้นทางการค้าหลายทอด บางอย่างต้องเก็บในฤดูกาลเฉพาะ หากพลาดช่วงเวลาไป ก็ยากจะหาได้อีก

เหยาอวี้เขียนไปพลาง เอ่ยอธิบายไปพลางโดยไม่เงยหน้า

“สมุนไพรเหล่านี้ ให้อู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงเตรียมไว้ก่อนนะเพคะ จากที่หม่อมฉันจับชีพจรเมื่อสักครู่ ก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าในระยะต่อไปจะต้องใช้สิ่งใดบ้าง”

นางหยุดปลายพู่กันเล็กน้อย ก่อนจะเติมชื่อสมุนไพรอีกสองสามรายการลงไป

“อีกเจ็ดวันข้างหน้า จะได้สามารถเคี่ยวยาออกมาได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาอีก เพราะสมุนไพรที่ใช้รักษาจริง ล้วนแต่มีราคา และหาไม่ง่าย หากเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ล่าช้าเพคะ”

น้ำเสียงของนางยังคงนุ่มนวล ไม่ได้เร่งรัด ไม่ได้แสดงความเหนือกว่า แต่กลับแฝงความรอบคอบและใส่ใจอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อเขียนเสร็จ เหยาอวี้ก็ยกกระดาษขึ้น รอให้หมึกแห้งเล็กน้อย ก่อนจะส่งให้บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ

อู๋เช่อเฟยมองภาพนั้นนิ่งงัน

ยิ่งมอง…ยิ่งรู้สึกขมในใจ

เด็กหญิงตรงหน้า ไม่มีท่าทีจะอาศัยโอกาสต่อรอง ไม่มีความคิดจะยืดเวลาเพื่อให้ตนเองได้เปรียบ แม้แต่คำพูด ก็มีเพียงเพื่อการรักษาเท่านั้น

ต่างจากความคิดของนางก่อนหน้านี้ ที่ทั้งหวาดระแวง ทั้งละโมบ จนเกือบทำให้โอกาสเพียงหนึ่งเดียวนี้หลุดลอยไป

อู๋เช่อเฟยเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น

“เปิ่นกงเข้าใจแล้ว…เรื่องราคา เจ้าหาต้องใส่ใจไม่ …ไม่ว่าจะหายากเพียงใด เปิ่นกงจะให้คนจัดเตรียมไว้ให้หมด”

กล่าวถึงตรงนี้ นางยกคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทีเย่อหยิ่งที่เคยเป็นนิสัย ค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง แต่ครานี้กลับไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนก่อน

“จากนี้ เจ้าถือว่าเป็นคนของเปิ่นกงแล้ว” คำพูดนั้นหนักแน่น แฝงอำนาจ

“หากมีผู้ใดกล้าทำให้เจ้าลำบากใจ ย่อมถือว่าไม่ไว้หน้าเปิ่นกงด้วย”

เหยาอวี้ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นทันที นางรีบแสดงสีหน้าปลื้มปิติออกมาอย่างเหมาะสม ก่อนจะคุกเข่าลง ก้มศีรษะถวายความเคารพอย่างนอบน้อม

“ขอบพระทัยอู๋เช่อเฟยเหนียงเหนียงเพคะ”

ท่าทีเรียบร้อย น้ำเสียงสดใส ไม่ต่างจากเด็กหญิงที่ได้รับความเมตตา

หากผู้ใดมองเพียงภายนอก ย่อมไม่อาจเห็นได้เลยว่า ภายใต้ท่าทีอ่อนโยนนั้น มีความนิ่งสงบและการคำนวณซ่อนอยู่เพียงใด

เหยาอวี้ลุกขึ้นช้าๆ จัดชายแขนเสื้อให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างสุภาพ

“เช่นนั้นวันนี้หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ ไว้อีกเจ็ดวันหม่อมฉันจะมาใหม่”

น้ำเสียงยังคงนิ่มนวล แฝงความสดใสตามวัย

อู๋เช่อเฟยมองนาง ครานี้กลับไม่มีความคิดจะรั้ง ไม่มีความคิดจะต่อรอง ยิ่งไม่มีความกล้าจะขัดใจ เพราะความเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เพิ่งเกิดขึ้น ยังชัดเจนอยู่ทุกลมหายใจ

นางเพียงพยักหน้าเล็กน้อย

“ไปเถิด”

เหยาอวี้คารวะอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวออกจากเรือนอย่างเรียบร้อย ฝีเท้าเบา ไม่รีบร้อน ราวกับไม่มีสิ่งใดติดค้าง

ทิ้งไว้เพียงอู๋เช่อเฟยที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงนั้น กับสายตาที่ปลื้มปิติอย่างปิดไม่มิดของนาง


 

เหยาอวี้ใช้วิธีเดิมอย่างคล่องแคล่ว ราวกับเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อเดินมาถึงสวน นางก็เอ่ยเพียงไม่กี่คำให้ขันทีและบ่าวรับใช้ถอยกลับไป โดยอ้างว่าจะเดินชมสวนเพียงลำพังเช่นเคย ซึ่งครั้งนี้พวกเขาก็ชินเสียแล้ว เข้าใจว่านางยังเด็กและไม่เคยเจอสวนใหญ่และสวยงามจึงติดใจ ทั้งท่าทีอ่อนโยนและมั่นใจของนาง ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน

พอเงาคนเหล่านั้นลับสายตาไปจนหมด ดวงตาดอกท้อที่เคยดูอ่อนล้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นทันที

สัมผัสฟ้าดินแผ่กระจายออกไปโดยไร้เสียง ตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวรอบด้าน

เมื่อแน่ใจว่าไร้คนจับตา นางจึงก้าวเลี่ยงไปตามมุมอับ หลบหลีกสายตาอย่างแม่นยำ ก่อนจะสอดตัวเข้าสู่ภูเขาจำลอง และหายวับไปในเสี้ยวพริบตา

ครั้นปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ยังเป็นเรือนร้างหลังเดิม

เหยาอวี้ไม่ต้องเข้าไปในเรือนก็พบเจ้าของเรือนที่ลานหน้าเล็กๆ แล้ว เสมือนว่ากำลังรอนางอยู่

แต่ครานี้…มิได้มีเพียงเด็กชายผู้นั้นอีกแล้ว

เฟิงหมัวหมัวก็ยืนรออยู่หน้าเรือนเช่นกัน สีหน้าระแวดระวัง แววตาจับจ้องมายังเหยาอวี้ไม่วาง แม้จะเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก แต่ความรู้สึกกดดันที่แผ่ออกมาจากนาง กลับทำให้ผู้ใหญ่เช่นนางไม่อาจวางใจได้แม้แต่น้อย

เหยาอวี้ไม่ได้เสียเวลาเอ่ยทัก เพียงโบกมือเบาๆ เงาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหลัง

องครักษ์ลับวางตะกร้าขนาดใหญ่ลงกับพื้น

เสียงของของแห้งกระทบกันเบาๆ ดังขึ้น ครานี้ของที่นำมามีมากกว่าครั้งก่อนหลายเท่า

เต้าหู้กองโต ไข่เค็มเกือบสามสิบฟอง และกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำอีกหลายกระบอก ซึ่งครั้งนี้ยังมีเนื้อแห้งห่อใหญ่ กับอินทผลัมแห้งมาด้วย

มองดูตะกร้าตรงหน้า ทำให้แม้แต่เฟิงหมัวหมัวก็เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

เหยาอวี้มองทั้งสองคนเพียงแวบเดียว ก็พอจะประเมินได้แล้ว ร่างกายของทั้งคู่ผอมโซจนเห็นชัดว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอมาเป็นเวลานาน

ผิวซีดออกเหลือง ริมฝีปากแห้งแตก สายตาขาดความสดใส

ลักษณะเช่นนี้…ไม่ใช่เพียงความหิวธรรมดา แต่เป็นภาวะขาดสารอาหารสะสม

ร่างกายอ่อนแอ ระบบย่อยอาหารเสื่อมลง กระเพาะทำงานไม่เต็มที่

หากกินอาหารหนักหรือมันเกินไปในทันที อาจยิ่งทำให้อาการทรุดลงได้

แต่สิ่งที่นางให้ไปก่อนหน้านี้ เป็นเต้าหู้ที่ย่อยง่าย ให้โปรตีนและพลังงาน และไข่เค็ม ซีอิ๊วช่วยเติมเกลือแร่ที่ขาดหาย

ส่วนน้ำในกระบอกไม้ไผ่นั่น แน่นอนว่าสำคัญที่สุด เพราะทำให้ร่างกายพวกเขาซ่อมแซมได้รวดเร็ว ย่อมเป็นเพราะมัน

เพียงหนึ่งวัน…แม้ไม่อาจทำให้หายดี แต่ก็เพียงพอจะทำให้กระเพาะเริ่มทำงาน และร่างกายเริ่มตอบสนองอีกครั้ง

เฟิงหมัวหมัวก้าวเข้ามาครึ่งก้าว สายตาคมจ้องเด็กหญิงตรงหน้า

“เจ้ามาเพราะอะไร”

คำถามตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อม

“การช่วยเหลือเช่นนี้…ย่อมต้องมีเหตุผล”

เหยาอวี้เหลือบมองนางเพียงครู่เดียว แววตานิ่ง ไร้คลื่นอารมณ์

ไม่มีคำตอบ…

เฟิงหมัวหมัวยังไม่ละความพยายาม

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ใด คนผู้นี้คือใคร”

เหยาอวี้ยังคงเงียบ ราวกับคำถามเหล่านั้นไม่มีค่าให้ตอบ ไม่ว่าเฟิงหมัวหมัวจะหยั่งเชิงถามตนอย่างไร เด็กหญิงก็ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น

บรรยากาศเริ่มตึงขึ้นเล็กน้อย แต่เด็กหญิงกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย นางเพียงหันไปมองเซียวหยวนเล่อ สายตากวาดผ่านอย่างรวดเร็ว ประเมินอาการอีกครั้ง

ก่อนจะกล่าวสั้นๆ

“วันนี้อย่าลืมกินยาอีกเม็ด เจ้าก็น่าจะหายดีแล้ว”

จากนั้นก็หันกลับ เหมือนจะจากไปทันที แต่สุดท้ายก็หันกลับมากำชับอีกเล็กน้ยอ

“ของพวกนี้ ค่อยๆ กิน แบ่งให้พอ อย่าละโมบ โดยเฉพาะเนื้อแห้ง อย่าเพิ่งกินมาก กระเพาะพวกเจ้ายังรับไม่ไหว อีกเจ็ดวัน ข้าจะมาใหม่”


 

เป็นเจียงมู่ไป๋ที่ยังคงนั่งจิบช้ารอในรถม้าข้างจวนอู๋ชินอ๋องเช่นเคย

เขากำลังนังฟังรายงานเหตุการณ์ภายในเรือนฝ่ายในจากองครักษ์ลับด้วยสีหน้าราบเรียบ

เรื่องความสามารถของเหยาอวี้ที่สามารถสร้างความประทับใจให้อู๋เช่อเฟยผู้นั้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่านั้น ย่อมไม่เหนือความคาดหมายของเขา

อีกทั้งเขายังไม่เคยสงสัยความสามารถของนาง

หากนางบอกว่ารักษาได้ ย่อมหมายความตามนั้น

และหากนางอยากจะเลี้ยงไข้ คนผู้นั้นก็ย่อมไม่อาจหายโดยไว

เพียงโบกมือชายชุดดำก็หายไปแล้ว…

ความจริงด้วยกำลังคนของจวนอ๋อง ย่อมไม่ง่ายที่จะแฝงตัวผู้ใดเข้าไปได้

แต่องครักษ์ลับเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือองครักษ์เงา ที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะเพื่ออารักขาเขา

เพราะตั้งแต่ที่เกิดเรื่องที่ชิงเฟิงครั้งนั้นทำให้อาไฉต้องเรียกกำลังเสริมมา

ทั้งยังเคยได้รับการบำรุงจากยาบำรุงร่างกายจำนวนมากจากเหยาอวี้ด้วย ดังนั้นคนทั่วไปก็ยากจะที่จับร่องรอยของพวกเขาได้

แม้แต่คนของหลิงหยวนโหวยังเคยสยบให้กับเหล่าองครักษ์เงาพวกนี้มาแล้ว ดังนั้นแค่คนในจวนอ๋องแห่งนี้ ย่อมไม่มีทางจับได้แน่นอน

“พี่รอง” เหยาอวี้เปิดผ้าม่านในรถเข้า แล้วยกถ้วยชาที่เขารินไว้ให้นางเหมือนรู้ล่วงหน้า

“ไปกันเถอะ ป่านนี้พี่สามของเจ้าคงบ่นเป็นหมีกินผึ้งไปแล้ว” เจียงมู่ไป๋อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา

เหยาอวี้ยกชาดื่มอึกใหญ่เพราะตั้งแต่อยู่ที่จวนอ๋องนางไม่ดื่มกินอะไรทั้งนั้น เพราะตั้งแต่ต้นจนจบนางอยู่ในจวนอ๋องไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ และนี่ก็เป็นความตั้งใจของนางเอง

เพราะรู้ดีว่ามีเขารออยู่ อีกทั้งวันนี้ยังนัดกับเจียงจื่อหรงไปล่องเรือด้วย แม้แต่เจียงเจ๋อหมินก็ตามมา นั่นคงเป็นเพราะเขาสอบผ่านแล้ว อีกทั้งเหมือนกับจะเริ่มยอมรับอะไรได้บ้าง ระยะของจวนหลักกับจวนรองของพวกเขาจึงค่อนข้างดีขึ้น

แต่นี่ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่อาจเหมารวมทั้งจวน เพราะเหยาอวี้รู้ดีว่า ยังมีใครบางคนของจวนหลัก ที่เหมือนจะยังรับกับความโดดเด่นของตระกูลรองไม่ได้อยู่

ทว่านางหาได้สนใจไม่…

“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงรับคำอย่างอารมณ์ดี มองถ้วยชาที่ว่างเปล่ากำลังถูกชายหนุ่มรินชาเพิ่มให้อย่างเอาใจ

อัยหย้า ได้มาอยู่ในยุคโบราณที่เริ่มคุ้นเคย แล้วมีหนุ่มหล่อเอาใจเช่นนี้ ก็ไม่นับว่าขาดทุนแล้ว