LNCrawler

ตอนที่ 246

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 246

ตอนที่ 246


 

สายน้ำกว้างใหญ่ทอดยาวสุดสายตา คลื่นเล็กๆ กระทบผิวน้ำเป็นระลอกแผ่ว เรือเช่าของพวกเขาลอยลำกลางลำน้ำ เสียงน้ำกระทบท้องเรือสม่ำเสมอ คล้ายบทเพลงเบาๆ ที่ขับกล่อมผู้คนบนเรือให้ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว

ภายในเรือ กลิ่นชาอุ่นลอยจางๆ ปะปนกับกลิ่นพิมเสนเฉพาะตัวและกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ เจียงมู่ไป๋นั่งเอนหลังอย่างเกียจคร้านตามนิสัย มือหนึ่งถือตำรา อีกมือวางพาดพนักของหมอนอิง ท่าทีดูไม่ใส่ใจสิ่งใดนัก แต่สายตากลับนิ่งลึกยากหยั่งถึง

ด้านข้าง เหยาอวี้นั่งพิงขอบหน้าต่างเรือ มองผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับอย่างเพลิดเพลิน ดวงตาดอกท้อคู่นั้นโค้งขึ้นเล็กน้อย ดูอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด

“ที่นี่กว้างกว่าที่ข้าคิดไว้มากจริงๆ” นางพึมพำเบาๆ

เจียงจื่อหรงหัวเราะออกมา “แม่น้ำสายหลักของเจียงหนาน หากไม่กว้างจะเรียกว่าสายหลักได้อย่างไร”

อีกฝั่งหนึ่ง เจียงเจ๋อหมินนั่งนิ่งอยู่ เขาไม่ได้พูดมากนัก เพียงแต่คอยรินชาให้ทุกคนเป็นระยะ ท่าทีสุภาพ เรียบร้อย ต่างจากภาพในความทรงจำของเหยาอวี้ในเมื่อก่อนเล็กน้อย

นางเหลือบมองเขาอย่างไม่ให้ใครสังเกต

คนผู้นี้…

โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนเลวอะไร อาจจะเพราะอยู่ภายใต้การอบรมของเจียงเฉิง และเจี่ยซื่อที่มีคุณธรรมสูง

เพียงแค่…เคยยืนอยู่ในตำแหน่งที่ต้องเปรียบเทียบกับเจียงมู่ไป๋เท่านั้น

ซึ่งนั่น…ก็เป็นเรื่องธรรมดาของลูกพี่ลูกน้องในตระกูลใหญ่

ยิ่งคิดถึงตอนที่เขามารับตู้เถียนเถียนแทนน้องชายในวันแต่งงานครั้งนั้น

ความรู้สึกเวทนาที่เขามีต่อตู้เถียนเถียนในตอนนั้น ย่อมเป็นเพราะสงสารที่นางอาจจะกลายเป็นม่ายในอนาคต แต่ในฐานะตัวแทนของตระกูลเจียง เขาก็ไม่สามารถกล่าวสิ่งใดได้

อย่างน้อย…เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่พยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดแล้ว

“น้องสี่…การเข้าออกจวนอ๋องในช่วงนี้ เจ้าลำบากหรือไม่”

เจียงเจ๋อหมินวางถ้วยชาลงเบาๆ ขณะถาม ราวกับชั่งน้ำหนักคำพูดแล้ว

เป็นคำถามเรียบง่าย แต่แฝงความห่วงใยอยู่ไม่น้อย

เหยาอวี้หันกลับมามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง

“ไม่ได้ลำบากอะไรนักเจ้าค่ะ”

เจียงจื่อหรงที่นั่งอยู่ใกล้กันกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ไม่ลำบาก…ก็ใช่ว่าจะง่าย” นางพูดพลางจับมือเหยาอวี้อย่างเป็นห่วง แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ “จวนของเชื้อพระวงศ์มิใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกได้ตามใจ อีกทั้งยังเป็นเรือนฝ่ายใน…เรื่องมากมายย่อมซับซ้อน”

นางเหลือบมองเจียงมู่ไป๋แวบหนึ่งเพื่ออยากให้เขาช่วยพูดอะไรบ้าง แต่ชายหนุ่มยังคงอ่านตำราของตน ราวกับไม่ได้สนใจบทสนทนาแม้แต่น้อย จึงได้แต่ถอนสายตากลับมา

“ข้าได้ยินมาว่า คนฝ่ายใน…คำพูดหนึ่งคำ ก็อาจหมายถึงอีกหลายความหมาย หากเจ้าเข้าใจผิดไป หรือพูดอะไรล่วงเกินโดยไม่ตั้งใจอาจจะกลายเป็นภัยต่อตัวเองได้นะ”

เหยาอวี้พยักหน้าเล็กน้อย

“เรื่องนั้น…ข้าจะระวังให้มากเจ้าค่ะ”

เจียงเจ๋อหมินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย

“ที่นั่น…อยู่ใกล้คนมีอำนาจ” เขาไม่ได้พูดคำว่าอันตราย ออกมาตรงๆ แต่ความหมายกลับชัดเจน “อยู่ใกล้เสือ ต่อให้เสือนั้นยังไม่คิดจะทำร้าย ก็ใช่ว่าจะไม่อันตราย”

คำพูดของเขาไม่ได้รุนแรง แต่จริงจังมาก

เหยาอวี้มองเขา แววตาอ่อนลงเล็กน้อย

เจียงจื่อหรงพยักหน้าตาม

“พี่ใหญ่พูดไม่ผิด”

เจียงเจ๋อหมินถอนหายใจอย่างกลุ้มใจ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งคำ แล้วกล่าวต่อ

“หากมีสิ่งใดไม่สบายใจ…หรือเกินกำลังของเจ้า…ก็ถอนตัวออกมาเสีย”

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย

เขายกยิ้มบาง แล้วพูดต่อทันที “ตระกูลเจียงของเรา ยังไม่ถึงขั้นต้องแลกชีวิตของน้องสาวตัวเล็กๆ เพื่อเอาหน้า”

คำพูดฟังดูเหมือนหยอก แต่แฝงความจริงจังชัดเจน

เจียงจื่อหรงจึงเอ่ยเสริม “จะไม่มีผู้ใดตำหนิเจ้าแน่นอน เรื่องนี้ท่านพ่อข้าก็คิดเห็นเช่นกัน”

เหยาอวี้นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ดวงตาดอกท้อโค้งขึ้นอีกครั้ง

“พวกท่านพูดเสียเหมือนข้าจะไปเผชิญภัยร้ายแรงอะไรอย่างนั้น”

นางเอียงศีรษะเล็กน้อย ท่าทีดูสบาย แต่ในแววตากลับมีประกายบางอย่าง

“ข้าก็แค่ไปรักษาคนเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”

เจียงจื่อหรงถอนหายใจ ความสดใสของการได้มานั่งเรือลดไปกว่าครึ่ง เพราะที่รบเร้ามานั้น แท้จริงแล้วอยากให้เหยาอวี้ได้ผ่อนคลายมากกว่า แต่ก็ไม่วายต้องมานั่งคุยเรื่องเล่านี้ด้วยกัน เพราะตั้งแต่ที่เหยาอวี้มาถึงเจียงหนาน ก็ยังไม่มีเวลาให้หายใจ เข้าออกจวนอ๋องแห่งนั้นมาสองวันติดแล้ว

“ก็เพราะเป็นเช่นนั้นนี่แหละ…ถึงน่าเป็นห่วง”

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย เพราะเข้าใจในความหมายของคำพูดนั้นของเจียงจื่อหรงดี

นั่นก็เพราะคนที่นางถวายการรักษาไม่ใช่คนทั่วไป หากมีเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้นมา ย่อมยากที่จะพ้นตัว

“ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ” เหยาอวี้กล่าวอีกครั้ง

เจียงเจ๋อหมินได้ยินเช่นนั้นก็เงียบลงแล้ว เพราะรู้ดีว่าแค่ยืนพูดนั้นไม่ปวดเอว เพราะคนที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้จริงๆ ก็คือเด็กหญิงผู้นี้

นึกถึงตอนที่นางเจรจาต่อรองกับตระกูลเจียง โดยใช้สุขภาพเจียงมู่ไป๋เป็นของเดิมพัน เขาก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าเด็กหญิงผู้นี้ไม่ธรรมดา

ส่วนเจียงจื่อหรงนั้น นอกจากถอนหายใจแล้ว ก็ไม่รู้จะทำสิ่งใดได้อีก เพราะเป็นเรื่องที่นางเองก็ไร้ซึ่งหนหาง จึงได้แต่รบเร้าเรื่องมาล่องเรือหลังจากที่เหยาอวี้กลับมาเพื่อให้น้องสาวตัวน้อยได้ผ่อนคลายบ้าง

เห็นความกังวลของทั้งสองคนแล้ว เหยาอวี้ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา นางพลิกมือที่กุมอยู่ของเจียงจื่อหรงแล้วตระกองกอดแขนเล็กๆ นั่น พร้อมกับซบลงอย่างสำราญใจ ไร้แววกังวลอย่างที่พวกเขาคิด

ตั้งแต่มายังยุคนี้ นางก็เปลี่ยนสถานที่พักไปเรื่อยๆ และไม่เคยเรียกที่ไหนได้ว่าบ้านอย่างแท้จริง แม้แต่ตอนที่ตัวเองจะใช้แซ่หลัวก็ตาม แต่ในเวลานี้ก็ได้รับรู้แล้วว่า ตนยังมีสถานที่เรียกว่าบ้านได้อยู่

นางเคยคิดว่าจะอยู่กับตระกูลเจียงเพียงหนึ่งหรือสองปี หรือไม่ก็หลังจากรักษาเจียงมู่ไป๋หายดีก็ค่อยจากไป

แต่นี่ยังไม่ถึงหนึ่งปี ทั้งยังรักษาเจียงมู่ไป๋จนหายดีก่อนกำหนดด้วยซ้ำ

แต่นางก็ยังเลือกที่จะอยู่ต่อ…

มาถึงตอนนี้จึงได้เข้าใจ ว่าเหตุใดตนจึงไม่ยอมไปเมืองหลิงหยวนกับจางซื่อ ไม่ใช่แค่กิจการเต้าหู้และอื่นๆ แต่การอยู่ในตระกูลเจียงนั้น ก็เป็นเรื่องที่นางพึงพอใจเสียแล้ว

ด้านข้าง…เจียงมู่ไป๋ยังคงอ่านตำราอยู่เช่นเดิม ราวกับไม่ได้สนใจสิ่งใด ทว่ามุมริมฝีปากกลับขยับขึ้นเล็กน้อย

ขณะที่บรรยากาศบนเรือกำลังสงบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำ

“เรือของพวกเจ้าดูใหญ่ดีนี่!”

เสียงตะโกนดังชัดเจน ทั้งที่ระยะห่างไกลพอสมควร

ทุกคนบนเรือหันไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว

เรือลำเล็กกำลังแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวในชุดอาภรณ์สดใสยืนอยู่หัวเรือ ผมยาวปลิวตามลม นางยกมือโบกอย่างไม่เกรงใจผู้ใดแม้แต่น้อย สีหน้าของเสิ่นลั่วหยาฉายชัดว่าดีใจมากที่ได้เจอพวกนาง

“แม่นางเสิ่น…” เจียงจื่อหรงพึมพำ

เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย

เสียงดังขนาดนี้…ต่อให้ไม่อยากสนใจก็คงไม่ได้

และที่สำคัญเรือของอีกฝ่ายเหมือนจะพยายามเข้ามาใกล้ด้วย

เจียงเจ๋อหมินมองท่าทีของอีกฝ่ายอย่างไม่ใคร่พอใจนัก ตั้งแต่ที่อยู่ในสำนักเรียนด้วยกัน เขาก็มักจะอยู่ห่างๆ สตรีผู้นี้อยู่เรื่อยมา แม้เหล่าถงเซิง และสหายในสำนักส่วนใหญ่จะมีท่าทีชื่นชมความคิดก้าวหน้าของนาง แต่แท้จริงแล้วกลับมีน้อยมากที่จะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หากไม่ใช่เพราะเกรงใจอาจารย์ใหญ่เสิ่น ด้วยนิสัยของสตรีเช่นนี้ สำหรับเหล่าบัณฑิตที่ถูกปลูกฝังเรื่องกิริยามารยาทมาตลอด ย่อมรู้สึกว่านางคือตัวประหลาดอย่างแท้จริง

ทั้งท่าทีพยายามเข้าหาเจียงมู่ไป๋เช่นนี้…เขาก็จนใจที่จะบรรยายความรู้สึกออกมาได้ให้กระดากอาย

“แม่นางเสิ่นเจ้ามีอะไรหรือไม่” เจียงเจ๋อหมินถามก่อนที่เรือเล็กของนางจะเข้ามาเทียบ

เสิ่นลั่วหยาฉีกยิ้มแล้วพูดอย่างเปิดเผยว่า “ข้ามาหาพวกเจ้าอย่างไรเล่า”

เจียงเจ๋อหมินถึงกับหมดคำจะพูดเช่นกัน ไม่รู้ว่าเพราะเขาพูดจาอ้อมค้อมเกินไป หรือหญิงสาวคิดไม่ได้จริงๆ ว่านี่คือการขับไล่ของเขา

ซึ่งเหยาอวี้ก็ได้หัวเราะเจียงเจ๋อหมินในใจ เพราะนางรู้ว่าแม่นางเสิ่นผู้นี้ย่อมคิดไม่ได้จริงๆ หรือต่อให้คิดได้ นางก็จะเลือกทำตามใจของตนมากกว่า

ดังนั้นคนสกุลเจียงจึงได้แต่มองนางให้คนช่วยเทียบเรือเล็กลำนั้นแล้วปีนขึ้นเรือของตน

ตั้งแต่สอบเซียงซื่อเสร็จเจียงมู่ไป๋ก็ลาออกจากสำนักเรียนซีฟงทันที จากนั้นเจียงเจ๋อหมินค่อยออกตาม เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นจวี่เหรินแล้ว อาจารย์ในสำนักที่มีสถานะสูงสุดเป็นจวี่เหรินอย่างเสิ่นเพ่ยจง ย่อมไม่อาจสั่งสอนเขาได้เช่นกัน

อีกทั้งเจียงเจ๋อหมินเองก็คิดจะไปเตรียมตัวที่จงหยวนด้วย อาจจะไม่ใช่เร็วๆ นี้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ท่านปู่เกริ่นกับเขาไว้แล้ว

ทำให้ตั้งแต่วันสอบเซี่ยงซื่อครานั้น เสิ่นลั่วหยาจึงไม่ได้เจอสองพี่น้องตระกูลเจียงที่สำนักอีกเลย

อีกทั้งแม้แต่งานชมดอกเบญจมาสของจวนเติ้งป๋อ ที่จะส่งเทียบเชิญให้แต่แขกระดับเดียวกัน อีกทั้งตัวเติ้งป๋อซื่อจื่อ อย่างเติ้งจวินห่าว ก็เป็นศิษย์สำนักเรียนว่านซงด้วย ดังนั้นบุตรสาวของสำนักเรียนอันดับสามของเจียงหนานจึงไม่มีโอกาสที่จะได้รับเทียบเชิญนั้น

อีกทั้งจวนเจียงก็อยู่ฝั่งบน ไกลจากสำนักเรียนซีฟงพอสมควร เหมือนอยู่กันคนละโลก แต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะไม่เคยมา หากแต่คนเฝ้าประตูของจวนเจียงนั้นล้วนแต่เข้มงวดยิ่งนัก หากนางไร้ซึ่งเทียบเชิญ ต่อให้กล่าวอ้างอย่างไร คนพวกนั้นก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

ทั้งยังมองนางเป็นคนหลอกลวงอีกด้วย หาว่านางกล่าวอ้างว่าเป็นสหายของคุณชาย

เพราะถ้าเป็นสหายกันจริงๆ การขอเทียบเชิญย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

แต่เจียงเจ๋อหมินที่อยากอยู่ห่างๆ สตรีเช่นนี้ ไหนเลยจะยอมมอบเทียบเชิญให้

ส่วนเจียงมู่ไป๋…

…เอาเป็นไม่ต้องพูดถึงแล้วกัน เพราะทั้งชีวิตนี้เขาไม่เคยมอบเทียบเชิญให้ผู้ใด แม้แต่หลินฉางเฟิงก็ไม่เคยได้รับ

ดังนั้นสาวน้อยวัยปักปิ่นเช่นนาง จึงได้แต่จ้างคนมาแอบเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของจวนเจียง และรอคอยโอกาสนี้เท่านั้น