ตอนที่ 247
ตอนที่ 247
ตอนที่ 247
“พี่รองเจียง” เสิ่นลั่วหยาเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก่อนหน้าแม้จะรู้สึกลังเลเล็กน้อยกับตำแหน่งเติ้งป๋อซื่อจื่อผู้นั้น
แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่าควรเลือกใคร
แม้ว่าอนาคตเติ้งจวินห่าวจะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ก็ตาม แต่นางรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงบรรดาศักดิ์ขั้นสาม ที่ต่อไปอาจจะลดเป็นขั้นสี่ ทั้งยังอยู่ในเจียงหนานไม่ใช่จงหยวน จะเทียบกับเจี้ยหยวนที่มีอนาคตกว้างไกลได้อย่างไร
ด้วยสถานะเจี้ยหยวนของเขา นางเดาได้ไม่ยากว่าหากเขาไปที่จงหยวน แล้วเข้าสอบไปเรื่อยๆ จนถึงการสอบเตี้ยนซื่อ[1] แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นจิ้นชื่อจี๋ตี้[2] แต่นางรู้ดีว่าอย่างน้อยเขาต้องสามารถเข้าสู่สำนักฮั่นหลินได้อย่างแน่นอน
สำนักฮั่นหลินคืออะไร?
นั่นคือการรวมตัวกันของราชบัณฑิตยสภา สำนักราชเลขาธิการ และที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ เป็นทางลัดที่ดีที่สุดในการก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดในแผ่นดิน
ในบางราชวงศ์ตามประวัติศาสตร์ มีกฎเหล็กที่รู้กันภายในว่า หากไม่ได้เข้าสำนักฮั่นหลิน จะไม่มีสิทธิ์เป็นเสนาบดี ดังนั้นอัครเสนาบดีก็อย่าหวัง
อยู่ใต้คนคนเดียว อยู่เหนือคนนับหมื่น[3] เป็นคนเช่นไร
ก็คือคนเช่นนี้อย่างไรเล่า!
ดังนั้นบรรดาศักดิ์ที่ได้เพียงเงินค่าตำแหน่ง จะสู้การสอบเคอจวี่ที่มีอำนาจได้อย่างไร
มิเช่นนั้นคนอย่างเติ้งจวินห่าวที่เป็นเติ้งป๋อซื่อจื่ออยู่แล้ว จะมาสอบเคอจวี่ไปทำไม
นั่นก็เป็นเพราะกฎการสืบทอดบรรดาศักดิ์ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบลดขั้น ยกเว้นบางตระกูลที่ได้รับสิทธิ์พิเศษจากฮ่องเต้เพราะมีคุณความดีต่อแคว้นจนเป็นที่ประจักษ์ เช่น มีความดีความชอบปกป้องบ้านเมือง หรือเป็นตระกูลที่ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ อย่างตระกูลโจว ที่ได้รับบรรดาศักดิ์กั๋วกง[4]ในปัจจุบัน
แต่โดยทั่วไปแล้วจะต้องลดตำแหน่งลงหนึ่งขั้นในทุกๆ รุ่น เช่น รุ่นพ่อเป็น โหว รุ่นลูกจะเหลือแค่ ป๋อ และจะลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนธรรมดาในที่สุด ลูกหลานตระกูลใหญ่จึงต้องสอบเคอจวี่เพื่อสร้างคุณงามความดีและหาตำแหน่งขุนนางที่มั่นคงให้ตัวเอง
และด้วยบรรดาศักดิ์ป๋อในเจียงหนานเช่นนี้ ตระกูลเติ้งย่อมไม่ได้รับสิทธิ์พิเศษนั้น
ดังนั้นเติ้งป๋อซื่อจื่อ เมื่อรับตำแหน่งแล้วจะมิได้เป็น ป๋อ ตามบิดา หากเขายังไร้คุณงามความดี และมิได้สร้างสิ่งใดต่อแคว้น เมื่อ เติ้งป๋อ บิดาของเขาเสียชีวิตลง บรรดาศักดิ์ที่เขาได้รับสืบทอดจะเป็น เติ้งจื่อ ทันที
“แม่นางเสิ่น น้องรองข้ามิได้เป็นศิษย์ในสำนักเรียนซีฟงแล้ว อีกทั้งไม่ได้สนิทกัน อย่างไรเจ้าก็เป็นสตรีที่ปักปิ่นแล้ว โปรดสำรวมด้วย” เป็นเจียงเจ๋อหมินที่อดจะสอดปากออกมาไม่ได้จริงๆ กับการเรียกขานอย่างสนิทสนมเช่นนี้ของนาง
เสิ่นลั่วหยามองท่าทีเหมือนนางกำลังทำผิดจารีตจากบัณฑิตที่คร่ำครึเช่นนี้ นอกจากสีหน้าจะไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย นางมิได้ก้มหน้าหลบสายตา มิได้เผยความกระดากอาย ตรงกันข้ามกลับยืดแผ่นหลังขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างแต่แฝงความดื้อรั้นอยู่บางเบา เหมือนได้โอกาสเผยคมของนางเสียทีเพื่อสั่งสอนคนโบราณคร่ำครึ
“คำเรียกขานเพียงคำเดียว ถึงกับทำให้เสียชื่อเสียงได้เชียวหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานดังเดิม แต่ถ้อยคำกลับแฝงความหมายชัดเจน
เจียงเจ๋อหมินขมวดคิ้วเล็กน้อย
เสิ่นลั่วหยากลับยิ้มบาง ราวกับไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังถูกตำหนิแม้แต่น้อย
“ในสายตาของข้า คนก็เป็นเพียงคน มิใช่หรือเจ้าคะ จะเป็นชายหรือหญิง จะเรียกด้วยความเคารพหรือด้วยความสนิท…ล้วนขึ้นอยู่กับเจตนา มิใช่คำพูดเพียงผิวเผิน”
คำพูดของนางชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีความลังเล ราวกับเป็นความคิดที่ตกผลึกมานานแล้ว
เจียงจื่อหรงเลิกคิ้วเล็กน้อย มองนางอย่างสนใจขึ้นมาบ้าง
แต่เจียงเจ๋อหมินกลับนิ่งลง สีหน้าสงบแต่จริงจัง
“คำพูดอาจเป็นเพียงลมปาก” เขาเอ่ยช้าๆ “แต่โลกภายนอก หาได้มองด้วยเจตนาเพียงอย่างเดียวไม่” เขามองนางตรงๆ “โดยเฉพาะสตรี ชื่อเสียงยิ่งเปราะบาง หากไม่ระวัง ต่อให้มิได้คิดสิ่งใด ผู้คนก็พร้อมจะตีความไปไกล”
เสิ่นลั่วหยาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที แต่ไม่นานก็ยกยิ้มอีกครั้ง
“คนเราจะต้องเป็นไปตามที่ผู้อื่นคิดได้อย่าง ถ้าเช่นนั้น ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน มิใช่หรือเจ้าคะ”
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ
บรรยากาศบนเรือเงียบลงเล็กน้อย ลมแม่น้ำยังคงพัดผ่าน เสียงน้ำกระทบลำเรือยังคงสม่ำเสมอ แต่ความรู้สึกกลับตึงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เหยาอวี้ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กับเรื่องนี้นางมีความจนใจอยู่หลายส่วนเช่นกัน
นั่นเพราะนางแน่ชัดแล้วว่าหญิงสาวเป็นคนจากโลกอนาคต จึงไม่แปลกที่จะมีนิสัยเช่นนี้
ทว่านี่มิใช่เรื่องของการแบ่งยุคสมัยแต่อย่างใด เพราะเหยาอวี้ไม่ได้ตาบอด นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายเรียกขานเจียงมู่ไป๋ ประหนึ่งบุคคลในครอบครัวเดียวกันนั้นก็เพื่อสิ่งใด
นางอาศัยว่าการได้อยู่สำนักเดียวกันจึงเรียกขานเช่นเดียวกับศิษย์คนอื่นๆ แต่ในทางเดียวกันมันก็คือการเรียกขานคล้ายคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน
และการที่เจียงเจ๋อหมินอ้างเรื่องชื่อเสียงมานั้น ดูเหมือนว่านางจะไม่สนใจด้วยซ้ำ เพราะนางต้องการชื่อเสียงในด้านนี้
นางต้องการให้ทุกคนลือด้วยซ้ำว่าตนเป็นสตรีที่ได้ใกล้ชิด และสนิทสนมกับเจียงมู่ไป๋
เจียงจื่อหรงหันไปมองเจียงมู่ไป๋โดยไม่รู้ตัว แต่เจ้าของชื่อยังคงนั่งอิงหมอนอย่างเกียจคร้าน ปลายนิ้วพลิกหน้ากระดาษอย่างเชื่องช้า
ทว่าในจังหวะที่ทุกคนเงียบลงนั้นเอง
เขากลับเอ่ยขึ้นมาอย่างเฉยชา
“แม่นางเสิ่น”
เสียงไม่ดัง แต่ทำให้ทุกสายตาหันไปมอง
เจียงมู่ไป๋ยังคงไม่เงยหน้า เพียงกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย
“คำเรียกขาน…หาใช่เรื่องใหญ่”
เสิ่นลั่วหยามองเขาทันที แววตาเหมือนมีประกายบางอย่าง แต่ประโยคถัดมาของเขา กลับทำให้รอยยิ้มนั้นแข็งค้างเล็กน้อย
“แต่การเลือกใช้…ย่อมสะท้อนถึงการอบรมของเจ้ามากกว่า”
น้ำเสียงยังคงราบเรียบ ไม่มีการตำหนิรุนแรง แต่คมชัดยิ่งกว่าคำพูดใด
เหยาอวี้แทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ นางจำได้ว่าตอนเจอกันวันแรก ขนาดว่าจะต้องตรวจร่างกายเขา ยังถูกมองแรงใส่ ทั้งยังสาดคำพูดประเภทชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดอะไรทำนองนั้น ทั้งๆ ที่นางเองก็แค่แปดขวบเท่านั้น
เจียงจื่อหรงถึงกับยกถ้วยชาขึ้นบังรอยยิ้ม และพยายามสูดหายใจลึก เพื่อสดกดอาการไหล่สั่นของตนอย่างสุดความสามารถ
ส่วนเจียงเจ๋อหมินก็คลายคิ้วลงเล็กน้อย
เสิ่นลั่วหยานิ่งไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่าเขาจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง และยิ่งไม่คิดว่า…จะตอบเช่นนี้
นางสูดลมหายใจเบาๆ ก่อนจะยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้…รอยยิ้มดูฝืนอยู่เล็กน้อย
“เช่นนั้น…ลั่วเอ๋อร์คงต้องขออภัยคุณชายรองเจียงแล้วเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล แต่ความมั่นใจเมื่อครู่…ลดลงไปไม่น้อย
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้ตอบอะไรอีก ราวกับเรื่องนี้จบลงแล้วในสายตาเขา
เหยาอวี้มองภาพนั้นอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ
ในใจได้แต่คิด สมแล้วที่เป็นพี่รอง
พูดน้อย…แต่เจ็บทุกคำ
“จริงสิน้องสี่…เอ่อ คุณหนูสี่เจียง” เสิ่นลั่วหยาถึงกับต้องเปลี่ยนคำเรียกกลางอากาศ เพราะหากว่าเด็กน้อยผู้นี้คิดเหมือนพี่ชายว่านางไร้การอบรม อนาคตฮูหยินเสนาบดีของนาง คงจะจบสิ้นแล้ว
“เจ้าคะ?” เหยาอวี้เลิกคิ้ว
“ข้าได้กินเต้าหู้ที่คนนำเข้ามาขายที่เจียงหนานแล้ว แม้เนื้อสัมผัสจะยังไม่เทียบเท่าที่ข้าเคยกิน แต่ก็นับว่าทำได้ดี…ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นผู้คิดค้นเต้าหู้ขึ้นมาหรือ?”
เสิ่นลั่วหยาพยายามสะกดน้ำเสียงให้ราบเรียบ แต่ไม่อาจสะกดแววตาที่ฉายแววคาดหวังบางอย่างออกมา
เพราะไม่ใช่แค่เจียงมู่ไป๋เท่านั้นที่ทำให้นางอยากพบ ยังมีเจียงเหยาอวี้ผู้นี้ที่คิดค้นเต้าหู้อย่างไรเล่า
น่าเสียดายที่นางเป็นเด็กสาวมัธยมปลายในยุคที่อาหารสำเร็จรูปเฟื่องฟู และเต็มไปด้วยแอปเดลิเวอรี่ที่เพียงจิ้มนิ้วก็สามารถได้กินแล้ว ทั้งชีวิตนอกจากต้มไข่ ต้มมาม่าแล้ว นางก็ไม่เคยได้มีโอกาสทำอาหารที่พิเศษอื่นใด ไม่เช่นนั้นนางคงไปเอาดีทางด้านค้าขายอะไรสักอย่างแล้ว ในยุคที่อาหารจืดชืด เพราะมีเครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่าง หากนางคิดค้นอะไรขึ้นมาได้ ย่อมรวยมากเหมือนเด็กหญิงตรงหน้าแน่นอน
ดังนั้น…
ไม่แน่ว่า…
เด็กหญิงผู้นี้…
อาจจะ…
ทว่าเหยาอวี้ไม่แม้แต่ชะงักหรือร้อนรนกับคำถามนี้เลย เสมือนว่านางคิดไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้องถูกเสิ่นลั่วหยาสงสัย
ดังนั้น นอกจากจะไม่ตกใจแล้ว เด็กหญิงยังหัวเราะออกมาอย่างไร้เดียงสาอีก
“แม่นางเสิ่นช่างยกยอข้าจริงๆ เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ยิ้มแล้วกล่าวต่อเสียงเบาเหมือนเป็นความลับสำคัญ “เป็นเพราะก่อนที่ข้าจะถูกตระกูลเจียงรับไว้ ข้าเติบโตมาจากตระกูลหมอเจ้าค่ะ จึงพอรู้ว่าถั่วเหลืองมีสรรพคุณทางยาอยู่บ้าง หากนำมาทำอาหารให้พี่รอง ที่ตอนนั้นร่างกายไม่แข็งแรง จะดีกว่าการทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เมื่อนำเรื่องไปบอก มารดาบุญธรรมจึงคิดค้นอาหารจากถั่วเหลืองออกมา ตอนแรกเป็นแค่น้ำเต้าหู้ดื่มกิน แต่รสชาติของมันนั้นดื่มยากมาก จึงได้ผสมบางอย่างลงไป หากแต่เพราะทำจำนวนมาก พี่รองดื่มไม่หมดแล้วตั้งทิ้งไว้ ไหนเลยจะรู้ว่าวันต่อมามันจะจับตัวเป็นก้อน และกลายเป็นก้อนเต้าหู้ออกมาเจ้าค่ะ”
เรื่องจริงเท็จถูกเล่าปะปนกันย่อมอยากจะแยกออก อีกทั้งเจียงมู่ไป๋ก็จงใจสร้างข่าวลือเรื่องเกี่ยวกับเต้าหู้ในทำนองประมาณนี้มาตั้งนานแล้ว
สามคนสร้างเสือเป็นเช่นไร…
ก็ย่อมเป็นเช่นนี้นั่นเอง…
เสิ่นลั่วหยาได้ฟังแล้ว แม้จะรู้สึกอัศจรรย์ใจ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าคนแรกที่คิดค้นเต้าหู้ได้นั้นคือผู้ใด แต่ในฐานะคนจากอนาคต…ก็รู้ว่ามีมานานแล้ว ดังนั้นการที่จะมีสตรีผู้หนึ่งคิดค้นมาได้พอดีในยุคนี้นั้น
…นางก็ต้องเชื่อเสียแล้ว
เทียบกับการที่เชื่อว่าเฉียนซื่อเป็นคนคิดได้ ย่อมดีกว่าเป็นเด็กหญิงแปดขวบอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายสงสัย
“...แต่ได้ยินมาว่าร้านนั้นเป็นสินเดิมของเจ้า”
“แล้วเหตุใดจึงเป็นสินเดิมของข้าไม่ได้เจ้าคะ?” เหยาอวี้ถามกลับอย่างไร้เดียงสา
เสิ่นลั่วหยาเองก็ไม่คิดว่าจะถูกถามกลับเช่นนี้เหมือนกัน จึงรู้สึกอึกอักไม่กล้าตอบ
เพราะหากจะพูดว่า แท้จริงแล้ว นางคือคนนอกตระกูล ไม่ควรได้รับสินเดิมที่ดีเช่นนี้
…ก็ดูจะทำร้ายจิตใจจนเกินไป
สุดท้ายจึงได้กล่าวเพียงแค่ว่า “ตระกูลเจียงดีกับเจ้าจริงๆ”
“เจ้าค่ะ ตระกูลเจียงดีกับข้ามาก” เป็นคำพูดที่นางเคยใช้ตอบอู๋เช่อเฟยเช่นกัน
ความจริงเสิ่นลั่วหยาเองก็อยากจะสอบถามเรื่องวิชาแพทย์ของเหยาอวี้อีกเช่นกัน แต่ไม่คิดว่านางจะกล่าวมาเองว่าเคยอยู่ในตระกูลหมอมาก่อน
ดังนั้นก็คงไม่แปลกกระมัง ที่เด็กแปดขวบจะมีวิชาหมอได้?
แต่เก่งกาจขนาดถูกเรียกให้ถวายการรักษาเชียวหรือ
ไหนจะข่าวลือในงานชมดอกเบญจมาศที่จวนเติ้งป๋อนั่นอีก
ได้ยินว่าเป็นนางที่ช่วยชีวิตเติ้งป๋อไว้ได้!
เพียงเด็กแปดขวบ?
สำหรับผู้อื่นคงทำได้แต่ชื่นชม แต่นางที่ได้สัมผัสกับเรื่องเหลือเชื่อนี้มาแล้ว ก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า อีกฝ่ายอาจจะไม่ใช่เด็กแปดขวบจริงๆ ก็ได้
เหมือนนางที่ไม่ใช่หญิงสาวอายุสิบห้า…
[1] เตี้ยนซื่อ คือ สอบหน้าพระที่นั่ง
[2] จิ้นชื่อจี๋ตี้ คือ ผู้สอบได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกของการสอบเตี้ยนซื่อ ได้แก่ จอหงวน ปั้งเหยี่ยน และทั่นฮวา
[3] อยู่ใต้คนคนเดียว อยู่เหนือคนนับหมื่น (一人之下,万人之上 - Yī rén zhī xià, wàn rén zhī shàng) แปลตรงตัวคือ อยู่ใต้คนคนหนึ่ง (คือฮ่องเต้) อยู่เหนือคนหมื่นคน (คือประชากรและขุนนางทั้งหมด)
[4] กั๋วกง (国公) คือ บรรดาศักดิ์ขุนนางขั้นสูงสุดของระบบบรรดาศักดิ์ 5 ขั้น (ห้าบรรดาศักดิ์ ได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน ตามลำดับ) โดย กั๋วกง เป็นขั้นพิเศษที่อยู่เหนือยศ กง ทั่วไปขึ้นไปอีกระดับ ในทางปฏิบัติ กั๋วกงมีเกียรติยศสูงมาก ขุนนางธรรมดาต่อให้เป็นถึงอัครเสนาบดี หากไม่มีบรรดาศักดิ์นี้ เวลาเจอหน้ากั๋วกงก็ยังต้องทำความเคารพ และตระกูลที่ได้เป็นกั๋วกงมักจะได้สิทธิ์ ‘สืบทอดไม่ลดขั้น’ พร้อมตราอาญาสิทธิ์ยกเว้นโทษตายอีกด้วย