LNCrawler

ตอนที่ 248

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 248

ตอนที่ 248


 

“แต่เจ้าก็เก่งมากจริงๆ ถึงขั้นรู้ว่าถั่วเหลืองมีประโยชน์…” เสิ่นลั่วหยาเริ่มหยั่งเชิงอีกครั้ง

ทว่าพูดของเจียงมู่ไป๋ทำให้หญิงสาวถึงกับไม่กล้าหยั่งเชิงอีกต่อไป

“แม่นางเสิ่น เรื่องที่เต้าหู้ทำมาจากถั่วเหลืองนั้นทุกคนคงสืบรู้ไม่ยาก หากแต่วิธีการผลิตที่แท้จริงนั้น ยังถือว่าเป็นความลับภายในตระกูลเจียงของพวกข้า แม้ว่าเจ้าจะเห็นว่าอวี้เอ๋อร์ของข้ายังเล็ก แต่ก็ไม่ควรที่จะหลอกถามนางเช่นนี้ ถึงอย่างไรนั่นก็คือสินเดิมนางด้วย หากวิธีการทำรั่วไหลออกไป เจ้าคงไม่อยากกลายเป็นผู้ต้องสงสัย” เจียงมู่ไป๋กล่าวอย่างกดดัน ทั้งไม่ปิดบังสายตารังเกียจของตน เสมือนว่านางได้กระทำการที่ร้ายแรง และเป็นที่เสื่อมเสีย

ก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย แล้วไม่คิดจะพูดกับนางอีกว่า “เจ้าก็นับว่าเป็นสตรีที่มีโอกาสมากกว่าผู้อื่นที่ได้เล่าเรียนเช่นบุรุษ…วิญญูชนผู้ทรงธรรม พึงรู้ดีว่าวิชาลับของตระกูลผู้อื่น มิใช่สิ่งที่ควรถามไถ่ให้ระคายหู”

และเมื่อเสิ่นลั่วหยามาทบทวนคำพูดเล่านี้

ก็รับรู้แล้วว่าตนถูกเข้าใจผิด นางหรือจะมาสืบเรื่องการผลิตเต้าหู้!!

ความจริงนางต้องการเกริ่นเพื่อเชื่อมโยงไปยังความสามารถด้านการแพทย์ของเด็กหญิง

นางแค่อยากรู้ว่าเหยาอวี้เป็นคนบ้านเดียวกันหรือไม่ต่างหาก!

“มะ-ไม่ใช่นะเจ้าค่ะ ขะ-ข้าแค่ถามไปอย่างนั้น” เสิ่นลั่วหยาเริ่มลนลาน

ยิ่งได้รับสายตาดูแคลนกลับมานางก็รู้ตัวว่า…พลาดแล้ว

“จะแค่ถามไปอย่างนั้น…ได้อย่างไร เจ้าถามน้องสี่วนไปวนมาแต่เรื่องเต้าหู้ ขนาดพวกข้านั่งอยู่เจ้ายังกล้า แล้วหากอยู่ลำพังเล่า นางเพิ่งจะแปดขวบเท่านั้น” เป็นเจียงเจ๋อหมินที่ได้ช่องกดดันหญิงสาวโดยไม่รู้สึกผิดเสียที

เพราะจะให้มาพูดความเท่าเทียมหรือแตกต่างของชายหญิงอะไรนั่น คงเถียงกันทั้งวันไม่มีจบ แต่เรื่องการล่วงความลับวิชาทำมาหากินของผู้อื่นเช่นนี้ เถียงให้ตายอย่างไรก็นับว่า…ผิด แน่นอน

เจียงจื่อหรงเห็นท่าทีลนลานยิ่งกว่าเดิมของเสิ่นลั่วหยา ไหล่ก็สั่นไหวยิ่งขึ้น ดีที่ความสนใจของแม่นางเสิ่นวนเวียนอยู่ที่ปฏิกิริยาของเหล่าพี่ชายที่เล่นใหญ่ นางจึงไม่กลายเป็นจุดสนใจไปชั่วขณะ

บรรยากาศบนเรือเต็มไปด้วยความระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด

แม้สายน้ำจะยังไหลเอื่อย แม้แสงยามสนธยาจะยังส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกาย

แต่คนบนเรือ…กลับไม่มีผู้ใดรู้สึกผ่อนคลายอีกต่อไป

เสิ่นลั่วหยานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น นิ้วมือที่วางบนเข่าค่อยๆ กำแน่นโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย สีหน้าซีดลงเรื่อยๆ

นางพยายามเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา

“ข้า…ข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นจริงๆ เจ้าค่ะ…”

เสียงเบาลงไปเองโดยไม่รู้ตัว ทว่าไม่ว่าจะพูดอย่างไร สายตาที่มองกลับมาจากคนทั้งสี่…กลับเปลี่ยนไปแล้ว

มิใช่เพียงความระแวง แต่มีความห่างเหินชัดเจน ราวกับนางเป็นคน…ที่ไม่ควรเข้าใกล้อีก

อีกทั้งนางก็มิใช่ว่าจะมีประสบการณ์ชีวิตมากนัก จึงไม่อาจรับมือกับเรื่องเช่นนี้ เพื่อแก้ต่างให้ตัวเองได้เลย

เจียงเจ๋อหมินก็เพียงมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไป ชัดเจนว่าไม่คิดจะรับฟังคำแก้ตัวอีก

ส่วนเจียงมู่ไป๋…เขาไม่แม้แต่จะมองนาง

เพียงมองหน้าตำราอย่างเฉื่อยชา ราวกับเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่คู่ควรให้เขาเสียสมาธิแม้แต่น้อย

ท่าทีเช่นนั้น…กลับกดดันยิ่งกว่าคำตำหนิใดๆ

เสิ่นลั่วหยารู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ที่อก คำพูดมากมายที่อยากอธิบาย กลับไม่อาจหลุดออกมาได้แม้แต่คำเดียว

เพราะไม่ว่าจะพูดอะไร ก็ไม่มีใคร…อยากฟังแล้ว

เหยาอวี้มองภาพนั้นเงียบๆ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นนิ่งสงบ

ไม่ได้รู้สึกสะใจ แต่ก็ไม่ได้คิดจะช่วย

เรื่องบางเรื่อง…เมื่อก้าวพลาดไปแล้ว ต่อให้ตั้งใจอธิบายเพียงใด ก็ยากจะย้อนกลับ

โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่าย…ไม่สนใจความจริงนั่นอยู่แล้ว

เสียงไม้พายกระทบน้ำดังขึ้นอีกระลอก ก่อนที่เสียงของเจียงมู่ไป๋จะดังขึ้นเรียบๆ

“อาไฉ”

เพียงสองพยางค์ อาไฉที่ยืนอยู่ด้านหลังโค้งตัวเล็กน้อยทันที

“ขอรับ”

“เทียบท่า”

คำสั่งสั้นๆ แต่ชัดเจน

เสิ่นลั่วหยาชะงัก

แม้แต่โอกาสจะนั่งต่อ…ก็ไม่มีแล้วหรือ?

เรือค่อยๆ เปลี่ยนทิศ มุ่งเข้าสู่ท่าน้ำใกล้ฝั่ง

บรรยากาศเงียบงันยิ่งกว่าเดิม ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากอีก กระทั่งเรือเทียบท่าเรียบร้อย

เจียงมู่ไป๋ปิดตำราลงช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้น เขาไม่ได้หันไปมองเสิ่นลั่วหยา แม้แต่น้อย

เพียงโน้มตัวลงแล้วอุ้มเหยาอวี้ แล้วก้าวออกไปทันที

เจียงจื่อหรงยักไหล่เล็กน้อย ไม่ได้พูดสิ่งใด

แม้นางจะไม่ชอบถูกตีกรอบ และรู้สึกว่าคำพูดบางคำของอีกฝ่ายจะดูน่าสนใจ แต่นอกจากการที่แม่นางเสิ่นเที่ยวอ้างร้องหาความชอบธรรมของอิสตรีแล้ว ก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะมีสิ่งใดให้ดูเทียบเท่ากับบุรุษอย่างที่กล่าวมาเลย

เจียงเจ๋อหมินจึงเอ่ยขึ้นแทน น้ำเสียงสุภาพ…แต่เย็นลงอย่างชัดเจน

“แม่นางเสิ่น”

เสิ่นลั่วหยาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้ามองเขา

“ต่อไป…พวกเราควรเว้นระยะกันสักหน่อยจะดีกว่า”

คำพูดนั้นสุภาพ แต่ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด…และเพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย”

ไม่มีคำตำหนิรุนแรง แต่ก็ไม่มีช่องว่างให้ถอยกลับ

เสิ่นลั่วหยากัดริมฝีปากแน่น ไม่ตอบรับ แต่ก็ไท่กล้าปฏิเสธ

ทว่าเจียงเจ๋อหมินมิได้รั้งรอคำตอบนาง เขาพูดจบก็จากไปทันที

นางจึงลุกขึ้นช้าๆ ท่าทางที่เคยมั่นใจ กลับเหลือเพียงความฝืน

เหยาอวี้เอี้ยวตัวหันมามองภาพนั้นอย่างจนใจ

ความจริงนางก็มีความลังเลต่อเสิ่นลั่วหยาผู้นี้อยู่เช่นกัน

แต่ด้วยนิสัยที่ต้องการแสงและอวดรู้ตลอดเวลาของสตรีนางนี้ กลับทำให้เหยาอวี้เลือกที่จะถอยห่าง

ทุกวันนี้นางก็กลายเป็นที่เพ่งเล็งอยู่แล้ว หากต้องมาให้ระวังเรื่องเหนือธรรมชาติด้วยกันอีก ก็ดูเหมือนจะไม่รักตัวเองเกินไปแล้ว

อีกทั้งเรื่องของเต้าหู้นี้ ก็ไม่ต่างจากการมาจุดประทัดหน้าจวนเจียงแบบไม่รู้เวล่ำเวลา จึงไม่แปลกที่จะเจอปฏิกิริยาเช่นนี้ใส่

เพราะไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่คนตระกูลเจียงถูกหยั่งเชิงเรื่องสูตรเต้าหู้

โชคดีที่เคล็ดลับสำคัญนั้นอยู่ในการควบคุมของเจียงมู่ไป๋ทั้งหมด แม้แต่คนจวนหลักก็ไม่รู้ ส่วนเฉียนซื่อเองก็ไม่ออกจากจวน และตอนนี้ก็อยู่ที่เหออันกับสามีแล้ว ดังนั้นจึงไร้กังวล

แล้วเสิ่นลั่วหยาก็ไม่ใช่อู๋เช่อเฟย ที่จะสามารถหยั่งเชิงเรื่องเต้าหู้กับเหยาอวี้อ้อมๆ ได้ โดยที่นางไม่กล้าเมินเฉยกลับ

เหยาอวี้เหลือบมองเสิ่นลั่วหยาอีกครั้ง

หญิงสาวยืนอยู่ริมเรือ สีหน้าซีดเซียว ดวงตาคลอเล็กน้อย ราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ แต่ก็ยังพยายามยืนหยัด ไม่ให้หยดน้ำตานั้นไหลออกมา

เพราะไหนเลยจะเข้าใจว่า ตัวนางที่ควรจะเป็นตัวเอกตามพล็อตนิยาย กลับได้รับสายตารังเกียจเช่นนี้จากตระกูลเจียง

ฉากนั้น…

ทำให้เหยาอวี้รู้สึกสังเวชใจอยู่ลึกๆ

แต่ก็เพียงเท่านั้น

เพราะในโลกนี้ ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบ…ต่อความไร้เดียงสาของผู้อื่น

โดยเฉพาะเมื่อความไร้เดียงสานั้น เป็นเพียงความน่ารำคาญที่ต้องอยู่ห่างให้ไกล


 

ไม่รู้ว่าเพราะแผนการล่องเรือจบลงเร็วกว่าที่คิด หรือเพราะเจียงมู่ไป๋ยังคงจำคำสัญญาที่เคยให้ไว้อยู่ในใจ

รถม้าของตระกูลเจียงจึงไม่ได้มุ่งหน้ากลับจวน หากแต่เลี้ยวไปตามถนนเลียบแม่น้ำหลานชาง ก่อนจะหยุดลงอย่างเชื่องช้าหน้าอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมสายน้ำ

เดือนสิบเอ็ดของเจียงหนาน แม้ยังไม่หนาวจัดเช่นทางเหนือ แต่ไอเย็นก็เริ่มแทรกซึมอยู่ในสายลมแล้ว

หมอกบางเบาปกคลุมผิวน้ำคล้ายผ้าแพรโปร่งสีขาวที่ถูกทอดพาดไว้เหนือแม่น้ำหลานชาง สายน้ำกว้างใหญ่ไหลเอื่อยสะท้อนแสงโคมสีแดงนับไม่ถ้วนที่แขวนอยู่สองฝั่ง เกิดเป็นระลอกสีทองแดงสั่นไหวอยู่บนผิวน้ำ

ริมฝั่งแม่น้ำ ต้นหลิวสูงใหญ่เรียงรายทอดยาว กิ่งอ่อนสีเขียวหม่นพลิ้วไหวไปตามแรงลม ปลายกิ่งกวาดลงแตะผิวน้ำราวกับหญิงสาวกำลังโน้มกายลงส่องเงาตนเอง

ท่ามกลางม่านหมอกจางๆ และแสงโคมยามค่ำ อาคารใหญ่ดังหอสูงสี่ชั้นที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าดูงดงามจนคล้ายภาพวาด

ที่นี่คือ…หอหลิวยาน