ตอนที่ 249
ตอนที่ 249
ตอนที่ 249
ต่างจากหอจิ่นอวิ๋นที่เหออันซึ่งให้ความรู้สึกสุขุมและงดงามประดุจบัณฑิต หอแห่งนี้กลับคล้ายดอกไม้ผลิบานกลางฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา
เสียงหัวเราะดังแว่วออกมาจากชั้นบน เสียงฉินและขลุ่ยคลอเบาๆ ลอยปะปนไปกับเสียงผู้คน ท่ามกลางแขกมากมายที่เดินเข้าออกไม่ขาดสาย มีทั้งบัณฑิต พ่อค้า ขุนนาง และแม้แต่สตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ที่พากันมารับฟังเพลงและชมการแสดง
ภายในหอเปิดกว้างกว่าหอทั่วไปมาก โถงกลางสูงโปร่งจนสามารถมองเห็นชั้นบนได้ทุกด้าน ม่านแพรบางสีแดงชาดทอดตัวพลิ้วไหวราวหมอกยามรุ่งอรุณ แสงโคมแก้วจำนวนมากแขวนลดหลั่นลงมา สะท้อนประกายอ่อนละมุน
หญิงงามในหอแห่งนี้ก็แตกต่างจากหอจิ่นอวิ๋นเช่นกัน
เครื่องแต่งกายของพวกนางงดงามและสดใสกว่า สีสันอ่อนหวานตัดกับผ้าโปร่งบางหลายชั้น แขนเสื้อยาวพลิ้วไหวดุจกลีบเมฆ เครื่องประดับบนเรือนผมสั่นไหวตามการเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว รอยยิ้มแต่ละคนล้วนผ่านการฝึกฝนมาจนงดงามพอดี
ทว่าความคึกคักเบื้องหน้ากลับเงียบลงเล็กน้อยในครู่ต่อมา
เพราะเจียงเจ๋อหมินก้าวลงจากรถม้าก่อน
รูปลักษณ์สง่างาม สุภาพ เรียบร้อยแบบบัณฑิตผู้ดี ทำให้หลายสายตาหันมามองโดยไม่รู้ตัว
แต่ก่อนที่ผู้ใดจะทันได้คิดสิ่งใดเพิ่ม ม่านรถม้าก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีอ่อนก้าวลงมาช้าๆ
เสื้อคลุมยาวสีเงินอ่อนแซมลายเมฆจางดุจหมอกเช้า ทับด้วยอาภรณ์ชั้นนอกสีขาวอมเทาที่ชายผ้าปักลายคลื่นน้ำละเอียดอ่อน ปลายแขนเสื้อพลิ้วเบาไปตามแรงลม
แม้ว่าเขาจะมีท่าทีเกียจคร้านเฉื่อยชา ราวกับโลกภายนอกไม่มีสิ่งใดน่าสนใจพอให้ใส่ใจ
แต่กลับเป็นความเกียจคร้านเช่นนั้นเอง ที่ล่อลวงสายตาผู้คนยิ่งกว่าผู้ใด
ดวงตาเรียวยาวที่ดูคล้ายมีเมฆหมอกพร่ามัวอยู่เสมอ เมื่อทอดมองออกไปกลับให้ความรู้สึกสูงส่งจนยากเข้าใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายภายใต้แสงโคมยิ่งดูราวกับบุคคลในภาพวาด
บรรยากาศที่ดูเย็นชานั้น ถูกกดข่มทันทีที่เห็นเด็กหญิงหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มในอ้อมแขนของเขา
เพียงก้าวลงจากรถม้า บทสนทนาหลายจุดก็พลันหยุดลง แม้แต่นางคณิกาหลายคนที่กำลังหัวเราะอยู่ยังหันขวับมามองพร้อมกัน
ทว่าไม่นานนัก สีหน้าตื่นตะลึงก็แปรเปลี่ยนเป็นความเสียดาย เพราะรอบกายเขามีผู้ติดตามหลายคนยืนอยู่เงียบๆ
แม้ไม่แสดงอาการใด แต่แรงกดดันกลับชัดเจนจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ในขณะที่คนอื่นตกอยู่ในภวังค์ เจียงมู่ไป๋กลับสูดลมหายใจลึกเบาๆ เพราะสะกดกั้นอารมณ์
เขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
เจียงหนานเป็นเมืองที่เปิดกว้างมาก แม้ยังมีขนบธรรมเนียมชายหญิง แต่ก็ผ่อนปรนกว่าจงหยวนมากนัก ดังนั้นสายตาที่ทอดมองมาอย่างเปิดเผยเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่พอเหลือบมองคนตัวเล็กในอ้อมแขนที่กำลังกวาดสายตาไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นสนใจใคร่รู้ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นแทบจะเป็นประกายขึ้นมา
เขากลับรู้สึกอยากยกมือขึ้นปิดตานางเสียเดี๋ยวนี้
“น้องรอง เจ้าแน่ใจหรือ” เป็นเจียงเจ๋อหมินที่ชะงัก ด้วยหลักหลี่อีเหลียนฉือที่เข้มงวด การมาหอคณิกานั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดีอะไร แต่ช่วงที่ติดตามบิดาทำการค้าผ้าไหม เขาก็คุ้นเคยอยู่พอสมควร แม้ว่าที่นี่นางคณิกาจะสวยกว่าที่อื่น แต่เขาก็ไม่ใช่ไก่อ่อนที่จะต้องจ้องมองจนเสียอาการ
แต่พวกเขาเป็นผู้ชาย ย่อมไม่เสียหายเท่าสตรี และหอหลิวยานย่อมต่างจากหอจิ่นอวิ๋นที่เหออันที่ขายศิลป์ไม่ขายตัว แต่ที่นี่คือหอคณิกาชั้นสูงอันดับหนึ่งของเจียงหนานอยู่ดี
เจียงมู่ไป๋เหลือบมองเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างเรียบเฉย
“ถือว่าชดเชยให้น้องสามเรื่องล่องเรือ” เจียงมู่ไป๋จะกล่าวได้อย่างไรว่านี่เป็นสัญญาที่เขาให้ไว้กับแม่นางน้อยในอ้อมแขน
ข้างหูพลันมีเสียงหัวเราะคิกเบาๆ ดังขึ้น ไม่ต้องมองก็รู้ว่าคนในอ้อมแขนกำลังแอบขำเขาอยู่
สุดท้ายจึงได้แต่เหลือบตามองอาไฉฝ่าคนเข้าไป
ไม่นานนักก็ถูกเสี่ยวเอ้อร์นำทางเพื่อขึ้นไปชั้นสอง
ระหว่างที่ก้าวผ่านโถงกว้าง เสียงพิณและเสียงหัวเราะยังคงคลอประสานกันไม่ขาดสาย กลิ่นสุราหอมอ่อนผสมกับกลิ่นกำยานจางๆ ลอยวนอยู่ในอากาศ สร้างบรรยากาศชวนให้ผู้คนเผลอคล้อยตามโดยไม่รู้ตัว
แต่เพียงพวกเขาเดินผ่านไป
กระแสความสนใจก็ไหลตามราวกับสายน้ำ
หญิงคณิกาหลายคนที่ยืนต้อนรับแขกอยู่ตามทาง ต่างหันมองมาด้วยแววตาวาววับ บ้างยกยิ้ม บ้างส่งสายตาเย้ายวนโดยไม่ปิดบัง
โดยเฉพาะเมื่อสายตาของพวกนากวาดผ่านเจียงมู่ไป๋
ความเย็นชาของเขา กลับยิ่งทำให้คนอยากเข้าใกล้
ราวกับดอกไม้ต้องห้ามที่ยิ่งไม่เอื้อมคว้า ยิ่งน่าหลงใหล
ไม่นานนัก หญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนบางเบาก็อาศัยจังหวะก้าวเข้ามาใกล้
ผ้าโปร่งหลายชั้นซ้อนทับกันอย่างแนบเนียน เผยให้เห็นเค้าโครงร่างอรชรภายใต้แสงโคม รอยแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาฉ่ำหวานคล้ายมีหมอกน้ำบางๆ เคลือบอยู่
นางย่อตัวลงเล็กน้อย พลางเอ่ยเสียงอ่อน
“คุณชายเจ้าคะ ให้พวกข้าอยู่รินสุราให้ดีหรือไม่เจ้าคะ”
น้ำเสียงนั้นนุ่มละมุน คล้ายหยาดน้ำผึ้งหยดลงบนผิวแพร
เจียงมู่ไป๋ย่อมไม่เอ่ยสิ่งใด จึงเป็นเจียงเจ๋อหมินที่ก้าวขึ้นมาข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว สายตาเขาไม่ได้มองนางโดยตรง เพียงเหลือบผ่านอย่างสุภาพแต่ห่างเหิน
“ข้าเพียงพาน้องสาวมาฟังฉิน ไม่สะดวกมีคนนอกอยู่ร่วมโต๊ะ”
คำตอบนั้นไม่รุนแรง แต่ก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
หญิงคณิกาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่ แต่แววตากลับไหววูบเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
พวกนางล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี รู้ว่าเมื่อใดควรรุก…และเมื่อใดควรถอย
เหยาอวี้มองภาพนั้นอย่างสนใจ ดวงตาดอกท้อกวาดมองไปรอบๆ อีกครัง แล้วจึงสังเกตเห็นว่า ในโถงกว้างแห่งนี้ มิได้มีเพียงบุรุษเท่านั้น ยังมีสตรีจำนวนไม่น้อยนั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ เหมือนกันที่จิ่นอวิ๋นจนเกือบลืมว่าเป็นหอคณิกาไปแล้ว
บางคนแต่งกายเรียบหรู บางคนสวมอาภรณ์งดงามสะดุดตา ล้วนมีท่าทีสงบสำรวม แตกต่างจากหญิงคณิกาที่เดินรับแขกอยู่ด้านล่าง
มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่า…มิใช่สตรีสามัญทั่วไป
น่าจะเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ออกมาฟังดนตรีหรือชมการแสดง
ภาพนั้นทำให้เจียงเจ๋อหมินที่เดินนำอยู่ข้างหน้าคลายคิ้วลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เดิมทีเขายังมีความกังวลอยู่หลายส่วน
หอคณิกา…ไม่ว่าจะหรูหราเพียงใด ก็ยังเป็นสถานที่เริงรมย์
การพาน้องสาวเข้ามา ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เหมาะนัก แต่เมื่อเห็นบรรยากาศโดยรอบ เห็นว่าสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ก็มาปรากฏตัวอยู่ไม่น้อย ความกังวลในใจจึงลดลงไปหลายส่วน
อย่างน้อย…น้องสามและน้องสี่ของเขา ก็จะไม่กลายเป็นเป้าสายตาเพียงลำพัง และไม่ถูกมองด้วยสายตาที่ไม่สมควร
เขาเหลือบมองเหยาอวี้เล็กน้อย เห็นนางกำลังกวาดตามองไปทั่วด้วยความตื่นตา ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ในใจ
ไม่รู้เจียงมู่ไป๋คิดอะไรอยู่ ปกติอย่าว่าแต่ไปไหนเลย แม้แต่ออกนอกจวนก็ยังนับครั้งได้ แต่ครั้งนี้ถึงกับพอเด็กหญิงผู้นี้มาด้วย
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงห้องด้านข้างชั้นสอง
ม่านแพรถูกแหวกออก เผยให้เห็นที่นั่งส่วนตัวที่มองลงไปยังเวทีด้านล่างได้อย่างชัดเจน
เหยาอวี้กำลังจะอ้างปากร้องหาเจียงหมี่จิ่ว ก็ต้องสบกับสายตาจิ้งจอกแหลมคมของเจียงมู่ไป๋จนต้องเบะปากอ้อมแอ้มใหม่เป็นซวนเหมยทังอย่างขัดใจตัวเอง
เจียงมู่ไป๋ยังคงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไปช้าๆ ราวกับพอใจแล้ว
เหยาอวี้จึงได้แต่พองแก้มเล็กน้อย
เด็กหญิงจึงได้แต่วางแผนใหม่ เหลือบมองตัวช่วยคู่ซี้ของนางอย่างเจียงจื่อหรง
ทว่าเจ้าตัวกลับกำลังนั่งตัวตรง สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างตื่นตาตื่นใจ ราวกับเพิ่งได้เปิดโลกใหม่
จากนั้นก็หันไปสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้อร์อย่างคล่องแคล่ว
“อันนี้เอา…อันนี้ด้วย แล้วรายการอาหารพิเศษของที่นี่อีกสามอย่าง” พูดจบยังไม่พอ ยังถามต่ออย่างสนอกสนใจ “ของขึ้นชื่อที่สุดคืออะไร เอามาให้หมด”
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มกว้างทันที แทบจะจำรายการไม่ทัน คาดเดาแล้วว่าพวกเขาต้องมีเงิน แต่ถึงขั้นสั่งอาหารไม่ถามราคาเช่นนี้ แม้แต่บุตรหลานชนชั้นสูงก็ยังยากที่จะเลียนแบบ
เพียงไม่นานก็สั่งไปถึงเก้าอย่างสิบอย่างแล้ว จากนั้นเจียงจื่อหรงค่อยหันกลับมาสะกิดเหยาอวี้อย่างตื่นเต้น
“น้องสี่ เจ้าสั่งสิ ที่นี่อาหารเยอะมาก”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง ดวงตาเป็นประกาย รับรู้ว่าเหยาอวี้ก็ชื่นชอบเรื่องทำนองนี้เช่นกัน ชัดเจนว่ากำลังเพลิดเพลินกับสถานที่แห่งนี้อย่างเต็มที่
เหยาอวี้มองนางนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ ในใจ
คู่ซี้เดนตาย…ไม่เพียงช่วยไม่ได้ ยังเหมือนจะลากนางลงเหวไปด้วยอีกต่างหาก
เดิมทีคิดจะอาศัยนางช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ ตอนนี้ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมัวสนใจของกินเสียยิ่งกว่านางเสียอีก
เหยาอวี้จึงได้แต่เบือนสายตากลับมา นั่งพิงแขนเจียงมู่ไป๋อย่างอ่อนแรงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“เช่นนั้น…เอาของหวานเพิ่มอีกสองอย่างก็พอเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงดูว่านอนสอนง่าย แต่แววตากลับไม่ยอมแพ้แม้แต่น้อย ยังคงแอบคิดแผนใหม่เงียบๆ
เจียงมู่ไป๋เหลือบมองนางอีกครั้ง เพียงแวบเดียวก็เหมือนจะอ่านความคิดนั้นออกหมด ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย
“อย่าคิดอะไรแปลกๆ เจ้ารับปากแล้วว่าจะเชื่อฟังข้า”
เสียงรู้ทันจนคนฟังสะดุ้ง เหยาอวี้บุ้ยปากทันที ก่อนจะรีบทำหน้าใสซื่อทันที
“ข้าไม่ได้คิดอะไรเลยเจ้าค่ะ”
ตอบไว…เกินไปเล็กน้อย
จนเจียงจื่อหรงที่แม้จะไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเด็กหญิงมีพิรุธบางอย่างจึงหลุดหัวเราะออกมา
“น้องสี่…เจ้าหน้าไม่เนียนเลยนะ”
แม้แต่เจียงเจ๋อหมินยังยิ้มบาง
บรรยากาศบนโต๊ะจึงคลายลงเล็กน้อย