LNCrawler

ตอนที่ 250 (แก้ไขแล้ว รีเฟชอ่านได้เลยจ้า)

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 250 (แก้ไขแล้ว รีเฟชอ่านได้เลยจ้า)

ตอนที่ 250


 

อาหารเพิ่งถูกจัดวางลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมของเครื่องเทศและสุราผสานกับไออุ่นของอาหารร้อนลอยขึ้นมาอย่างเย้ายวน ยังไม่ทันที่ตะเกียบจะได้แตะต้องมากนัก

ทุกคนก็ได้พบกับแขกไม่ได้รับเชิญที่คุ้นเคย

“คุณชายใหญ่เจียง คุณชายรองเจียง”

น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอจะดึงความสนใจของทุกคนให้หันไปมอง

เติ้งจวินห่าวยืนอยู่ตรงนั้น

อาภรณ์สีเข้มตัดกับแสงโคมทำให้บุคลิกของเขาดูสุขุมมั่นคงมากขึ้นกว่าครั้งก่อน ใบหน้าประดับรอยยิ้มสุภาพ แต่แววตากลับลึกจนยากอ่านออก

เจียงเจ๋อหมินที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบ หยุดมือเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยกถ้วยขึ้นสูงกว่าเดิมเล็กน้อย

“ได้ยินว่าเติ้งป๋อดีขึ้นมากแล้ว ยินดีกับเติ้งป๋อซื่อจื่อด้วยนะขอรับ”

เติ้งจวินห่าวยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย

“นั่นเป็นเพราะน้องสี่ของพวกท่านช่วยไว้”

คำพูดนั้นไม่ได้กล่าวเกินจริง แต่เมื่อเอ่ยออกมาแล้ว สายตาของเขาก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่เหยาอวี้โดยไม่ปิดบัง

แววตานั้น…มีทั้งความขอบคุณ และความประเมินอยู่ในคราวเดียวกัน

เหยาอวี้นั่งนิ่ง เพียงพยักหน้ายิ้มกว้างเล็กน้อยตอบรับ

“เป็นเรื่องบังเอิญที่ข้าศึกษามาพอดีเจ้าค่ะ”

เจียงเจ๋อหมินจึงเอ่ยต่ออย่างไม่ให้บทสนทนาหยุดชะงัก

“ท่านมีโต๊ะหรือไม่”

เติ้งจวินห่าวพยักหน้า “โต๊ะพวกข้าอยู่ถัดไปข้างๆ พอดี เห็นพวกท่านตั้งแต่ด้านล่าง จึงถือโอกาสขึ้นมาทักทายเท่านั้น” กล่าวจบก็หันไปทางเจียงมู่ไป๋ สายตานั้นนิ่งขึ้นเล็กน้อย

“ไม่รู้ว่าพวกเจ้าสองพี่น้องมาถึงเจียงหนานแล้ว”

คำพูดธรรมดา แต่แฝงความหมายมากมาย

แววตาเขามีความลึกซึ้งอยู่ เพราะกว่าจะยอมรับได้ว่าคนที่ได้ตำแหน่งเจี้ยหยวนในปีนี้เป็นของเจียงมู่ไป๋ เขาก็ทำใจอยู่นาน เพราะตั้งแต่วันที่ผลสอบประกาศออกมา ชื่อของเจียงมู่ไป๋ก็เหมือนเงาที่กดทับอยู่เหนือเขา

แต่ด้วยทั้งหมดทั้งมวล อีกทั้งบิดาก็ได้รับความช่วยเหลือจากน้องสาวของเจียงมู่ไป๋ เขาจึงต้องยอมรับให้ได้ ทั้งยังคิดจะส่งเทียบเชิญมาเพื่อฉลองผลสอบด้วยกัน

เพราะรู้ว่าอนาคตอย่างไรก็ต้องไปที่จงหยวนแน่นอน คนจากเจียงหนานควรช่วยเหลือกัน และที่สำคัญตระกูลเจียงก็ยังได้รากฐานขุนนางให้พึงพิง

หากสองพี่น้องตระกูลเจียงมีความสามารถขนาดนี้ ย่อมเป็นหมากที่ดีในอนาคตแน่นอน

แต่ไม่นานตระกูลรองเจียงก็ออกจากเจียงหนานแทบจะทันที เพื่อกลับจวนเก่าที่เหออัน

พอกลับมาก็ถูกอู๋เช่อเฟยเรียกตัวเข้าเฝ้า…

ทั้งยังเป็นการเข้าเฝ้าสองวันติด…

และคนที่ถูกเรียกเข้าเฝ้ากลับเป็นคุณหนูสี่เจียงผู้นี้…

ส่วนเจียงมู่ไป๋ก็เหมือนจะได้รับความชื่นชมจากอู๋ชินอ๋องอย่างแท้จริง

ความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้ทั้งเขาและบิดาต้องระมัดระวังกว่าเดิมไม่กล้าบุ่มบ่าม

เพราะตระกูลเสิ่นของอู๋เช่อเฟยนั้นเป็นตระกูลพ่อค้า แต่ก็มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ชัดเจน

และแน่นอนว่าอู๋ชินอ๋องผู้นั้นคือคนของฮ่องเต้อย่างแท้จริง และยังไม่ได้เลือกข้างองค์ชายคนไหน

ส่วนฝั่งพวกเขาเองก็มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เช่นกัน เพราะน้าสาวของเขาก็คือสนมเสียนเฟยของฮ่องเต้ แต่ยังไร้พระโอรส

ดังนั้นแววตาของเติ้งป๋อซื่อจื่อผู้นี้ จึงมีความรู้สึกซับซ้อนไม่น้อยเมื่อมองมาที่พี่น้องตระกูลเจียง

ในใจของเขาจึงมีความรู้สึกปะปนกันอย่างยากแยก

ทั้งอยากผูกมิตร

ทั้งอยากหยั่งเชิง

ทั้งเสียดาย…ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเหนือกว่า

ทั้งหมดนั้นซ่อนอยู่ในสายตาเดียว

“เพิ่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันนี้เจ้าค่ะ”

เป็นเหยาอวี้ที่ตอบอย่างสดใส ขณะเดียวกันมือเล็กก็เอื้อมตะเกียบออกไปหมายจะคีบปลากระรอก[1] ที่วางอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ

ทว่าระยะนั้น…ไกลเกินไปสำหรับแขนสั้นๆ ของเด็กแปดขวบ ตะเกียบจึงลอยค้างอยู่กลางอากาศอย่างน่าเอ็นดู นางเขย่งเล็กน้อย ยืดแขนจนสุด แต่ก็ยังไม่ถึงอยู่ดี ปลายตะเกียบเฉียดขอบจานไปเพียงนิดเดียว

ภาพนั้นทำให้เจียงมู่ไป๋เหลือบตามอง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เหมือนคาดไว้อยู่แล้ว มือยาวของเขาเอื้อมไปจับขอบจานอย่างไม่รีบร้อน แล้วเลื่อนมันมาไว้ตรงหน้าของเด็กหญิง

การเคลื่อนไหวเรียบง่าย แต่เป็นธรรมชาติราวกับทำเช่นนี้อยู่ทุกวัน

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตาหยีทันที

“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่รอง”

น้ำเสียงหวานใส ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย ราวกับเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว

ภาพนั้นทำให้เจียงจื่อหรงที่นั่งอยู่อีกฝั่งถึงกับเลิกคิ้ว นางมองจานอาหารที่ถูกเลื่อนผ่านหน้าตนไป ก่อนจะมองกลับไปยังเด็กหญิงที่กำลังคีบปลากินอย่างอารมณ์ดี

แล้วจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจนัก

“พี่รอง ท่านลำเอียงจริงๆ ข้าก็จะกิน…เช่นกัน”

น้ำเสียงลากยาวเล็กน้อย เต็มไปด้วยความแง่งอนแบบไม่ปิดบัง

เพราะจานนั้น…แม้จะวางตรงหน้าเหยาอวี้ แต่ก็ยังเยื้องไปทางเจียงมู่ไป๋มากกว่าอยู่ดี

ต่อให้นางเอื้อม ก็ยังถือว่าเกินระยะไปนิดหนึ่ง

เจียงมู่ไป๋เหลือบมองนาง สายตานั้นนิ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรำคาญอย่างไม่ปิดบัง ราวกับคำว่า ‘เรื่องมาก’ ถูกเขียนไว้ในแววตาโดยตรง

เขาไม่ได้ขยับจาน ไม่ได้พูดอะไร เพียงหันหน้าไปทางอาไฉอย่างเฉยชา

“…”

ไม่ต้องเอ่ยคำใด อาไฉก็เข้าใจทันที

ชายวัยกลางคนก้าวออกไปครึ่งก้าว เสียงเรียกเสี่ยวเอ้อร์ดังขึ้นเบาๆ แต่ชัดเจน

“เอาปลากระรอก มาอีกหนึ่งจาน”

เสี่ยวเอ้อร์รีบโค้งตัวรับคำทันที

“ขอรับ!”

แล้วก็เร่งฝีเท้าออกไปอย่างรวดเร็วตื่นเต้น เพราะมีไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีใครสั่งปลากระรอกราคาเกือบสิบตำลึงขึ้นโต๊ะพร้อมกันสองจาน เพียงเพราะขี้เกียจย้ายจาน

เจียงจื่อหรงมองภาพนั้น ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“พี่รอง…ท่านนี่นะ”

ไม่รู้จะขำดีหรือจะโกรธดี

ส่วนเหยาอวี้ที่กำลังคีบปลากิน กลับเงยหน้าขึ้นมามองทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยอย่างไร้เดียงสา

“สิ้นเปลือง สิ้นเปลือง”

พูดจบก็ก้มหน้ากินต่อเสียอย่างนั้น ไม่มีแม้แต่จะคิดแบ่ง

เติ้งจวินห่าวมองภาพพี่น้องสุขสันต์ตรงหน้า ก็มีแววตาอ้างว้างปนอิจฉาออกมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขอตัวทันที

“เช่นนั้นไม่รบกวนพวกท่านแล้ว”

เจียงเจ๋อหมินเป็นตัวแทนลุกขึ้นกล่าวอำลา “เดินดีๆ ขอรับ”

มองส่งซื่อจื่อผู้นั้นเข้าไปอีกฝั่งของฉากกั้น จากนั้นก็เหลือบมองเจียงมู่ไป๋เล็กน้อย เพราะอยากขอคำชี้แนะ ว่าเหตุใดเติ้งป๋อซื่อจื่อผู้นั้น ถึงได้ลดตัวมาทักทายพวกเรา ทั้งเหมือนจะมาแค่นั้นจริงๆ เพราะแค่ทักทายแล้วจากไป

แน่นอนว่าเรื่องที่เหยาอวี้ช่วยเติ้งป๋อไว้นั้น ก็นับว่าเป็นความสัมพันธ์อันดีของสองตระกูลได้

แต่ด้วยฐานะของเขา สามารถส่งบ่าวรับใช้มาเชิญไปให้ที่โต๊ะหลังฉากกั้นนี้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องลงทุนมาเยือนด้วยตนเอง

ทว่าเจียงมู่ไป๋นอกจะไม่นำพาแล้ว ทั้งสายตาก็มีเพียงเด็กหญิงข้างกาย มือเกียจคร้านนั้นถ้าไม่เท้าคางอิงหมอน ก็จะเลื่อนตะเกียบไปคืบอาหารที่เหยาอวี้สนใจอยากลิ้มลอง ทำตัวประหนึ่งว่าเป็นบ่าวข้างกายนางไปเสียแล้ว

สุดท้ายจึงเลิกคิดไป

เพราะการมาหอหลิวยานครั้งนี้ เป็นการมาโดยพลการ ลำพังเจียงมู่ไป๋ กับเหยาอวี้ที่อยู่อีกจวนคงไม่เป็นอะไร อีกทั้งเขายังเป็นถึงเจี้ยหยวน ต่อให้ท่านผู้รู้เรื่องก็คงไม่กล้ากล่าวกับเขาตรงๆ แต่ไม่รู้ว่าบิดามารดาของเขาจะกล่าวสิ่งใดหรือไม่ ทั้งยังพาน้องสามที่ไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่นมาอีกด้วย

นอกจากเจียงเจ๋อหมินที่ว้าวุ่นแล้ว เติ้งจวินห่าวที่เพิ่งกลับโต๊ะไปก็นั่งนิ่งไม่แพ้กัน

และเพราะเขามีสถานะสำคัญมากพอ คนร่วมโต๊ะจึงไม่กล้ารบกวนเขามาก

สิ่งที่เจียงเจ๋อหมินกำลังครุ่นคิดนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากจะปล่อยผ่านจริงๆ เพราะเขาเพิ่งจะคิดถึงจุดแข็งอีกอย่างหนึ่งของตระกูลเจียงได้

นั่นก็คือ…เงินตรา

เต้าหู้ราคาถูกที่ถูกขายจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน ต่อให้กำไรแค่กำไรจินละอีแปะ ก็ยังเป็นเงินไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว

และนี่เป็นแค่ในเจียงหนานที่เขาให้คนลองคำนวนรายได้ดู ยังไม่นับว่ามีพ่อค้าอีกมากมายแค่ไหน ที่ไปรีบซื้อที่ต้นทางเหออัน

นึกถึงอาหารทั้งโต๊ะของสี่พี่น้องเจียงแล้ว ยังมาก และแพงกว่าอาหารบนโต๊ะที่มีแต่สหายจากชนชั้นสูงของพวกเขาเสียอีก 






 

[1] ปลากระรอก เป็นอาหารจีนโบราณขึ้นชื่อจากมณฑลเจียงซู โดดเด่นด้วยการแล่และบั้งเนื้อปลาเป็นตารางถี่ๆ โดยไม่ให้ขาดจากกัน นำไปทอดจนเนื้อปลาบานฟูฟ่องและกรอบนอกนุ่มใน คล้ายกับหางของกระรอก แล้วราดด้วยซอสเปรี้ยวหวาน