LNCrawler

ตอนที่ 23

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 23

ตอนที่ 23


 

“แม่นางน้อย…เจ้านี่ช่างคิด”

เพราะเขามองเห็นถึงความคิดแฝงอันแยบยลนี้ได้ทันที จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เรื่องนี้มิใช่แค่การเรียกร้องของความเห็นใจ แต่เป็นการเล่นบทเหยื่อที่ชาญฉลาด และยังนำเผือกร้อนที่กลับไปให้ผู้สร้างเรื่องได้ในที่สุด อีกทั้งวิธีการจัดการผู้คนของนางก็ฉลาดนัก

จางซือมองสลับระหว่างเถ้าแก่จินกับบุตรสาว สีหน้ายังมีความกังวล แต่ก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย

จินต้าฉางลูบเคราตนเองพลางพยักหน้า “วิชาหมอของเจ้านั้นลึกล้ำเพียงใด ข้ามิอาจรู้ทั้งหมด” เขามองเหยาอวี้ตรงๆ “แต่จากที่เห็นวันนี้ ก็ต้องนับว่าไม่ด้อยแน่นอน”

น้ำเสียงเขาแฝงความจริงใจ

“แต่หัวการค้าของเจ้านี่…” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะอีกครั้ง “หากมิได้ลงทุนค้าขายกับเจ้าสักกิจการแล้วละก็ ข้าจะถือว่าเสียชาติเกิด!”

จินเซียงหลุดหัวเราะออกมา

จินจื่อหานเองก็ยิ้มกว้าง

บิดาของพวกเขา ชื่นชอบคนเก่งมาแต่ไหนแต่ไร

เหยาอวี้ยกยิ้มบาง ความจริงนางก็มีความคิดเช่นนี้อยู่บ้าง

จินต้าฉางยิ่งลิงโลด เด็กหญิงวัยเพียงแปดปี กลับคิดได้ไกลเกินวัย เถ้าแก่จินถอนหายใจยาว แต่คราวนี้เป็นลมหายใจที่ผ่อนคลายกว่าเดิม

“เอาเถิด เรื่องนี้พวกข้าจะจัดการเอง คนแน่นมาหลายวันแล้ว ก็ได้ผ่อนคลายกันเสียบ้าง”

เขาลุกขึ้นยืน “ช่วงนี้เจ้าก็พัก รอให้กระแสซาลงก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่”

เหยาอวี้พยักหน้า

“เจ้าค่ะ”

จินต้าฉางเดินไปถึงประตูแล้วหยุด หันกลับมามองเด็กหญิงอีกครั้ง “แต่จำไว้นะ หมออวี้น้อย” น้ำเสียงเขากึ่งหยอก กึ่งจริง “หากวันหนึ่งเจ้าเบื่อวิชาหมอเมื่อใด…โรงเตี๊ยมจินฟู่ของข้า ยินดีเปิดหุ้นให้เจ้าเสมอ”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นในห้อง

เมื่อทุกคนออกจากห้องแล้วจางซือจับมือบุตรสาวแน่นขึ้น “หากย้อนเวลาได้…เจ้าจะยังไปตรวจโรคให้นางหรือไม่”

เหยาอวี้ยิ้ม

“ข้ายังจะไป”

น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน แต่มั่นคง

“เพราะข้าเป็นหมอ”

คำพูดเรียบง่าย แต่สร้างทั้งความกังวล และภาคภูมิใจให้แต่จางซื่อในคราเดียวกัน


 

และก็เป็นไปอย่างที่จินต้าฉางคาดเดาถึงความคิดแฝงนี้ สิ่งที่เหยาอวี้คิด มิได้มีเพียงการพักตรวจโรคอย่างที่กล่าวออกไป

แท้จริงแล้ว

การแขวนป้ายงดตรวจโรคชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนดเช่นนี้ มิใช่เพียงเพื่อหลบลมพายุ แต่เป็นการปล่อยให้ลมพัดย้อนกลับไปอีกทิศหนึ่ง กระแสข่าวในตำบลชิงเฟิงกำลังร้อนแรง ผู้คนล้วนรู้แล้วว่าหมออวี้พิสูจน์ตนเองที่ศาลหย่าเหมิน รู้ว่าหมออาวุโสยังยอมรับ รู้ว่าคดีครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับโรงหมอใหญ่ตระกูลหยางอยู่

เมื่อป้ายงดตรวจโรคถูกแขวน ความไม่พอใจย่อมไม่พุ่งใส่โรงเตี๊ยมจินฟู่ เนื่องด้วยเหตุและผลรวมถึงข้อชดเชยที่จ่ายไปตามสมควร

แต่จะไหลไปยังต้นเหตุโดยธรรมชาติ เพราะในสายตาชาวบ้าน หากมิใช่โรงหมอใหญ่ตระกูลหยางวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมร้อนในกระเพาะ

หมออวี้ก็คงยังตรวจโรคตามปกติ

คนที่เดือดร้อน ….จึงมิใช่เพียงข่งเจียหมิง

แต่คือชาวบ้านที่ต้องอดตรวจโรค และเมื่อของแถมที่พวกเขาเคยได้รับหายไป ความหงุดหงิดย่อมต้องมีที่ระบาย

“รังแกกันเกินไปจริงๆ”

เสียงบ่นเช่นนี้คงเริ่มดังในตลาด การเจอหมอดีมีความสามารถสูงสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย

“หมออวี้ยังเด็กอยู่แท้ๆ มีพรสวรรค์เพียงนั้น”

“ตรวจโรคก็ไม่คิดเงิน”

“กลับถูกตระกูลใหญ่เล่นงาน”

“กระทั่งในศาลนางยังกล่าวปกป้องว่าโรงหมอนั้นไม่ผิด แต่เป็นเพราะพฤติกรรมของผู้ป่วย หมออวี้ช่างประเสริฐยิ่งนัก”

“ตระกูลหยางอาจจะสร้างเรื่องก็ได้ หากเขาเก่งจริงเหตุใดแยกแยะโรคมิได้”

“หรือไม่ก็ความสามารถไม่ถึง หมออวี้น้อยวินิจฉัยแม่นยำกว่าหมอในโรงใหญ่อีก ก็มิแปลกที่พวกเขาจะอิจฉาตาร้อน” ตอนนี้หลายคนก็เริ่มสงสัยความสามารถของโรงหมอใหญ่แล้ว

“ใช่ๆ คงอิจฉาเด็ก”

“ตัวเองเป็นถึงโรงหมอใหญ่ ในเวลาไม่ปกติหากพวกเราเป็นอะไรเร่งด่วนฉุกเฉินก็ต้องไปหาพวกเขาอยู่แล้ว”

“ใช่ หมออวี้ก็แค่ช่วยตรวจร่างกายให้เราเท่านั้น ที่จริงไม่ควรที่จะกีดกันกันเลย”

“ถูกๆ ถ้าไม่ใช่เพราะหมออวี้จับชีพจรข้า ข้าก็ไม่รู้ว่าตนเองมีโรคตับร้อนให้รักษา อีกทั้งเมื่อข้ากินตามเทียบยาอารมณ์ที่ร้อนๆ ของข้าก็เบาลงมาก”

“นั่นน่ะสิ ปกติหากไม่เป็นอะไรมาก ใครจะไปหาหมอตรวจร่างกายเล่นๆ กัน ถ้ามิใช่เพราะมีแถมตรวจโรคให้เช่นนี้”

“แต่ตอนนี้พวกข้าตั้งใจแล้วว่าจะให้หมออวี้จับชีพจรให้สักปีละครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ แต่ดูพวกสกุลใหญ่ทำเข้าสิ ไม่คิดถึงชาวบ้านบ้างเลย”

“เห็นด้วย ข้าก็คิดเช่นกัน ถือว่านานๆ ที่กินข้าวมื้อใหญ่ปีละครั้ง และได้ตรวจเช็คร่างกาย เรื่องดีดีเช่นนี้ เสียหายกันหมด”

“ใช่ๆ ข้าก็คิดเช่นนั้น นางวินิจฉัยโรคต้องเก่งกว่าแน่นอน เพราะแม้แต่หมอที่โรงหมอใหญ่ยังพลาด แต่นางไม่พลาดด้วยซ้ำ”

“โถ่เอ้ย นางคงตกใจมากสินะ ดูแล้วเหมือนจะอายุน้อยกว่าลูกข้าอีก”

“ขวัญเอ้ยขวัญมา ช่างรังแกคนจริงๆ”

คำพูดเหล่านี้ ทำเอาทั้งจินเซียงและจินจื่อหานได้ฟังมาตลอดก็มิอาจบรรยายความรู้สึกแท้จริงของตนออกมาได้ ยิ่งนึกถึงตอนที่เหยาอวี้ยืนหยัดอยู่ในขั้นตอนฟ้องร้อง และแม้กระทั่งในตอนที่พูดเรื่องว่าจะงดตรวจ ก็ยังไม่มีสักกระผีกเดียวที่จะบ่งบอกถึงอาการตื่นตกใจ หรือเสียขวัญอันใด

และกระแสเช่นนี้ มิจำเป็นต้องมีใครชี้นำ เพียงปล่อยให้ความรู้สึกของผู้คนทำงานเอง และเหยาอวี้รู้ดี ว่าความคิดเห็นของชาวบ้าน แม้มิใช่อำนาจทางการ แต่ก็เป็นแรงกดดันที่มองไม่เห็น

โรงหมอใหญ่ตระกูลหยาง ย่อมไม่ต้องการภาพลักษณ์ว่าตนวินิจฉัยผิด หรือจงใจกลั่นแกล้งหมอเด็ก นางมิได้คิดจะเปิดศึก แต่นางก็ไม่ใช่ผู้ที่จะยอมให้ใครเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว

ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าหาเรื่อง ก็ต้องมีความสามารถพอจะลอยนวล

มิเช่นนั้น กระแสที่ถูกปล่อยกลับออกไป ย่อมย้อนกลับไปฉุดรั้งตัวผู้สร้างเอง

เด็กหญิงวัยแปดขวบนั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง สายตาเหม่อมองลมที่พัดผ้าม่านปลิวไหว ใบหน้าสงบ ราวกับไม่คิดสิ่งใด แต่ภายใต้ความสงบนั้น คือการวางหมากอย่างเงียบเชียบ

นางเป็นหมอ

ใช่…

แต่ก็หาใช่พระโพธิสัตว์

หากจะยืนหยัดในโลกหล้า

นอกจากวิชาแพทย์รักษาคน

ก็ต้องมีวิชารักษาตัวรอดด้วย 


 

ผ่านไปสองสามวันแล้ว ป้ายงดตรวจโรคชั่วคราวก็ยังแขวนอยู่เช่นเดิม กระแสในตำบลชิงเฟิงมิได้ซาลง กลับยิ่งทำให้โรงหมอใหญ่ตระกูลหยางอึดอัดมากขึ้นทุกที

ส่วนเหยาอวี้…เมื่อว่างงานจากการตรวจโรค ก็กลายเป็นเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งอย่างแท้จริง วันนี้นางเดินเล่นกับจินเซียงในตลาด แผงขนมเรียงรายส่งกลิ่นหวานหอม

ขนมถั่ว ขนมงา ขนมแป้งทอดโรยน้ำตาล

เหยาอวี้หยุดยืนมองอยู่นาน ในใจนางเป็นเซียนผ่านวัยมานับร้อยปี แต่ร่างนี้ยังเป็นเด็กแปดขวบ และดูเหมือนร่างกายนี้จะต้านทานของหวานได้ยากนัก

“ลองชิมดูดีหรือไม่เจ้าคะ” จินเซียงเอ่ยยิ้มๆ เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเด็กหญิงที่นางเคารพจากใจจริงทำตัวสมวัยสักครั้ง

เหยาอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า

ยังไม่ทันได้ยื่นมือรับขนม เสียงตะโกนก็ดังขึ้นกลางตลาด

“หลัว เหยา อวี้!”

เสียงนั้นคุ้นหูจนหัวใจนางสะดุด

หลัวจิ้น!

เขาวิ่งตรงเข้ามาแทบจะตะครุบตัวนางไว้ ราวกับกลัวว่านางจะหนี

“แม่เจ้าล่ะ! นังตัวดี หนีออกจากบ้านรึ!” เสียงเขาดังลั่น ผู้คนเริ่มหันมามอง

“พวกข้าต้องเสียเงินไม่น้อย เวียนกันมาหาพวกเจ้าในตำบล!”  หลัวจิ้นหอบพูดอย่างตื่นเต้น ที่บ้านก็มีหม่าซื่อที่บ่นข้างหมอนกับเขาเรื่องภาษีที่ดินในปีนี้อยู่ทุกวัน บิดาเองก็ร้อนใจ เขาต้องพลอยขอให้คนในหมู่บ้านที่แวะเข้ามาทำธุระในตัวเมืองช่วยสืบถามเรื่องของสองแม่ลูกนี้ แต่หลายวันที่ผ่านมาดูเหมือนจะหายไปเลย มิคิดว่าอยู่ๆ วันนี้ก็เจอด้วยตนเอง

คำพูดนั้นทำให้เหยาอวี้ตกใจจริงๆ นางเคยได้ยินจากมารดาว่า คนพวกนี้อยากไล่พวกนางออกไป แล้วเหตุใดวันนี้กลับมาตามหา

หรือมีเรื่องอันใดที่นางยังไม่เข้าใจ?

คำถามมากมายแล่นผ่านความคิด แต่นางมิได้เอ่ยออกมา