LNCrawler

ตอนที่ 24

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 24

ตอนที่ 24


 

จินเซียงก้าวเข้ามาขวางทันที จ้องเขม็งไปยังชายวัยกลางคนที่นางไม่รู้จัก “ท่านผู้นี้ โปรดอย่าทำรุนแรง”

น้ำเสียงของบุตรสาวเถ้าแก่จินแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่พอใจ

หลัวจิ้นชะงักเมื่อเห็นการแต่งกายและท่าทางของจินเซียง มองดูก็รู้ว่านี่คงเป็นบุตรสาวผู้มั่งคั่ง เมื่อนึกได้เช่นนั้นเขามองก็สำรวจเหยาอวี้อีกครั้ง

จากเด็กผอมแห้ง เสื้อผ้าปะชุน คราบดำเต็มตัว บัดนี้กลับสวมชุดใหม่สะอาดสะอ้าน แก้มมีสีเลือด ดูก็รู้ว่าชีวิตดีขึ้น

แววตาของหลัวจิ้นเปลี่ยนไป แต่ยังไม่ทันได้ยิงคำถามต่อ

เหยาอวี้ก็รีบพูดขึ้นทันที สีหน้าใสซื่อเสมือนไม่รู้เรื่องรู้ราว เสมือนไม่เข้าใจว่าเขาจะโมโหทำไม “ลุงใหญ่ ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ”

จากนั้นก็รีบพูดต่อ “นี่คือคุณหนูของโรงเตี๊ยมจินฟู่เจ้าค่ะ ตอนนี้ข้ากับมารดากำลังทำงานแลกข้าวกับพวกเขา” พูดจบ นางแอบขยิบตาให้จินเซียง

จินเซียงชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะเข้าใจ “ใช่แล้ว พวกนางทำงานอยู่กับโรงเตี๊ยมของเรา” นางกล่าวอย่างสุขุม และไม่พอใจกับมือใหญ่ที่กำแขนเด็กหญิงไม่ปล่อยนั่น

หลัวจิ้นมึนงง เมื่อถูกมองอย่างเข้มข้นเช่นนี้ เขาจึงค่อยๆ คลายมืออย่างเกรงใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรเขาก็มิใช่คนกล้าหาญอันใด เก่งแต่เพียงในมุ้งบ้านเท่านั้น

“ทำงานแลกข้าว?”

เหยาอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง “ตอนคืนของหมั้นแล้ว พวกข้าไม่มีเงินกลับเจ้าค่ะ อีกทั้งเดินไม่ไหว จึงคิดจะรับจ้างหาเงินก่อนแล้วค่อยหลับ” นางพูดรวบรัดแบบคลุมเครือไว้ โดยไม่อธิบายอันใด

พูดโกหกโดยไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย

จินเซียงมองเด็กหญิงข้างตนด้วยสายตาชื่นชมอย่างเปิดเผย หลายวันมานี้นางเห็นความสามารถทางแพทย์ เห็นความคิดการค้า แต่ไม่คิดว่าจะเห็นความสามารถด้าน…นี้ด้วย

นับถือๆ

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อยเมื่อสบตากับสายตานั้น ไอ้ความภูมิใจในสายตานั่นมันคืออะไร… อีกอย่างนางมิได้โกหกทั้งหมด แม้ว่าสกุลจินจะมิได้มองนางเช่นนั้น แต่ก็ถือว่าพวกนางสองแม่ลูกทำงานให้พวกเขาจริงๆ

นางกระแอมเบาๆ “เอาล่ะ ในเมื่อท่านก็มาถึงก็ดีแล้ว เช่นนั้นข้าไปเรียกท่านแม่ที่โรงเตี๊ยมก่อนเถิด”

จากนั้นนางหันไปทางจินเซียง ทำทีเอ่ยอย่างนอบน้อม “คุณหนูเจ้าค่ะ ดูเหมือนว่าญาติจะมาตามหาพวกข้าแล้ว พวกข้าคงต้องกลับแล้วเจ้าค่ะ”

จินเซียงคิดสับสนชั่วครู่ แต่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทักท้วงอันใด และปกติหมออวี้ของนางก็มีขอบเขตอยู่เสมอ นางจึงพยักหน้ารับบท

“พวกเจ้าจะลาออกหรือ”

ไม่รอให้เหยาอวี้ตอบ หลัวจิ้นก็แทรกทันที “ใช่ พวกนางต้องลาออก ถึงอย่างไรข้าก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกนาง แม่นางท่านนี้คงไม่ก้าวก่ายใช่ไหมขอรับ” เขาต้องรีบพูด แม้จะเกรงกลัวก็ตาม แต่หากมีคนขัดขวาง เงินค่าภาษีที่ดินรอบนี้ก็ยากที่จะรั้งคืนแล้ว

จินเซียงเห็นเหยาอวี้ลอบพยักหน้าให้ นางจึงทำเป็นไม่พอใจ และว่ากล่าวเพราะต้องขาดคนงาน ก่อนจะพูดว่า “ได้งั้นก็กลับ” ว่าแล้วนางสองคนก็กำลังจะหันหลังกลับ

หลัวจิ้นยืนอึ้งที่ถูกบ่นตั้งนาน แต่ไม่นานก็รีบร้อนแทรกอย่างไม่เห็นด้วยทันที “ข้าจะไปด้วย” เพราะเขากลัวสองคนนี้หนีอีก ยิ่งเห็นเสื้อผ้าบนตัวเหยาอวี้ก็ยิ่งรู้สึกละโมบ คิดคำนวนว่าโรงเตี้ยมจินฟู่ต้องจ่ายค่าแรง และดูแลลูกน้องดีมากแน่ มิเช่นนั้นอาศัยอันใด ยัยเด็กเหลือขอนี่ถึงได้มีชุดดีดีใส่กัน

แต่ถึงแม้เขาจะมีบุตรชายสอบถงซื่อได้ แม้จะมีนิสัยชอบเอาเปรียบ แต่เขาก็เป็นเพียงชาวบ้านผู้หนึ่ง มิใช่คนเจ้าเล่ห์ชั้นสูง ยิ่งต้องเกรงใจคุณหนูจากโรงเตี๊ยมใหญ่ ยิ่งไม่กล้าทำเรื่องอื้อฉาวกลางตลาด ความคิดจะรีบจับหลานกลับบ้านยังค้างอยู่ในหัว แต่เท้ากลับต้องเดินตามเหยาอวี้ไปโดยอัตโนมัติ เพราะในสถานการณ์นี้ เขามิอาจก่อปัญหาต่อหน้าคนของโรงเตี๊ยมจินฟู่ได้


 

เมื่อเดินมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมจินฟู่ หลัวจิ้นเงยหน้ามองอาคารสามชั้นตรงหน้าอย่างไม่ปิดบังความตกตะลึง ตัวอาคารไม้ทาสีเข้มสะอาดสะอ้าน ป้ายชื่อแกะสลักอย่างประณีต ประตูบานใหญ่เปิดรับแขกไม่ขาดสาย ภายในโถงแม้ตกแต่งเรียบง่าย แต่เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนทำจากไม้เนื้อดี โต๊ะเก้าอี้ขัดเงา ผ้าม่านสะอาดเรียบร้อย โคมไฟแขวนอย่างมีระยะพอเหมาะ

คนที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงในหมู่บ้านหลัวซานอันห่างไกลเช่นเขา ย่อมรู้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่สามัญ เขาย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงโรงเตี้ยมขนาดกลางแห่งนี้ ที่ไม่ด้อยไปกว่าโรงเตี้ยมใหญ่ของตำบล แต่ด้วยผู้มีชีวิตเช่นเขา ต่อให้เป็นโรงเตี้ยมขนาดเล็กก็ไม่คิดฝันที่จะมาเยือนหรือใช้บริการ

หลัวจิ้นรีบก้าวตามขึ้นบันไดไปได้เพียงสองขั้น

จินเซียงก็หันกลับมา เพียงแค่สายตาเดียว มิได้เอ่ยคำใด แต่แววตานั้นเย็นและเด็ดขาดพอจะทำให้คนหยุดก้าว

“ผู้ที่ขึ้นไปได้ มีเพียงพนักงานและแขกเท่านั้น” นางกล่าวเสียงเรียบ

หลัวจิ้นชะงัก เท้าที่ก้าวค้างอยู่กลางบันไดค่อยๆ ถอนกลับลงมา

เหยาอวี้รีบตีหน้าใสซื่อเสริมทันที “เดี๋ยวข้าไปตามท่านแม่ให้เจ้าค่ะ ท่านลุงใหญ่รอที่นี่เถิด” นางก้มศีรษะเล็กน้อย “หากท่านเผลอทำสิ่งใดเสียหาย พวกข้าไม่มีปัญญาชดใช้เจ้าค่ะ”

คำพูดนั้นฟังดูอ่อนน้อม แต่แฝงความหมายชัดเจน

หลัวจิ้นมองไปรอบโถงอีกครั้ง แจกันกระเบื้องลายครามตั้งอยู่มุมห้อง ภาพแขวนผนังวาดด้วยหมึกชั้นดี พื้นไม้เรียบสะอาดไม่มีรอยบิ่น

เขากลืนน้ำลาย หากเผลอทำของชิ้นใดตกแตกขึ้นมา ต่อให้ขายที่นาในหมู่บ้านหลัวซานก็คงไม่พอชดใช้ ความมั่นใจเมื่อครู่ค่อยๆ จางหาย แม้จะยังรู้สึกแปลกๆ ที่เจ้านายอย่างคุณหนูผู้นั้นดูจะใส่ใจหลานสาวของเขามิน้อย แม้ว่าจะแสดงท่าทีไม่พอใจก็ตาม แต่ก็มิกล้าคิดอื่นใด เหลือเพียงความกังวล สุดท้ายเขาจึงยืนรออยู่ด้านล่างแต่โดยดี มือไขว้หลัง มองดูผู้คนเข้าออกด้วยความประหม่า

ส่วนเหยาอวี้ เมื่อเห็นว่าเขาไม่กล้าตามขึ้นมา จึงหมุนตัวก้าวขึ้นบันไดอย่างสงบ ใบหน้าที่ใสซื่อเมื่อครู่ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความครุ่นคิดเงียบงัน

เรื่องนี้ ดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่นางคาดไว้แต่แรก


 

ทันทีที่ประตูห้องปิดลง เหยาอวี้ก็หมุนตัวกลับไปหามารดาโดยไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย

“ท่านแม่” นางเอ่ยเสียงต่ำ “ลุงใหญ่พบข้าในตลาดเจ้าค่ะ”

จางซื่อที่กำลังพับผ้าอยู่ชะงักมือทันที ผ้าฝ้ายสีอ่อนในมือร่วงลงเล็กน้อย

“ว่าอย่างไรนะ”

“เขาบอกว่าตามหาพวกเรามาหลายสัปดาห์ เสียเงินเวียนกันมาหาในตำบลก็มี” เหยาอวี้ขมวดคิ้ว “ไหนท่านบอกว่าพวกนั้นอยากไล่พวกเราออกจากบ้านมิใช่หรือ เหตุใดยังมาตามหาเจ้าคะ” คำถามนั้นมิได้มีโทสะ แต่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

ตอนแรกที่สองแม่ลูกตัดสินใจไม่กลับหมู่บ้านหลัวซาน นางคำนวณไว้แล้วอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งโอกาสในการตั้งหลักที่ตำบลชิงเฟิง และมารดาก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย จึงมิได้คิดว่าบ้านหลัวจะมีปัญหาใดอีก

จางซื่อเผยสีหน้าตื่นตะลึงเพียงครู่เดียว มิคิดว่าคนพวกนั้นจะมาตามหาตลอด แต่เมื่อคิดอีกอย่างได้จึงเริ่มเข้าใจ จากนั้นความสำนึกบางอย่างก็ผุดขึ้นในแววตา รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

นาง…คิดตื้นเขินเกินไป

จินเซียงที่ยืนอยู่ข้างประตูมองสลับระหว่างสองแม่ลูก นางพอจะเข้าใจว่านี่คือเรื่องภายในครอบครัว จึงโค้งศีรษะเบาๆ

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”

จางซื่อผงกศีรษะขอบคุณ

เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง ห้องจึงเหลือเพียงสองแม่ลูก

จางซื่อถอนหายใจยาว “เขาคนนั้น…” นางเริ่มจะกล่าว แต่ชะงัก แล้วเปลี่ยนคำพูดใหม่อย่างระมัดระวัง “บิดาของเจ้า เป็นทหารที่เสียชีวิตในแดนเหนือ” น้ำเสียงนางนิ่งลงเพราะเรื่องนี้บุตรสาวคงรู้อยู่แล้ว ก่อนจะกล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า “นอกจากเงินสงเคราะห์หนึ่งตำลึงแล้ว ยังมีการงดเว้นภาษีที่ดินสามปี”

เหยาอวี้นิ่งฟังเมื่อได้ยินข้อมูลที่มากกว่าเดิม

“และปีนี้…” จางซื่อเม้มริมฝีปาก “เป็นปีสุดท้ายที่จะงดเว้น”

ความเข้าใจฉายวาบขึ้นในดวงตาเด็กหญิง

“พวกเขากังวลว่า หากเราหายไปก่อนฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้…” จางซื่อกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “ที่ดินจะต้องเสียภาษีเต็มจำนวน”

เหยาอวี้หัวเราะในลำคอเบาๆ แต่แววตานั้นเย็นเฉียบ เหยียดหยามไม่ปิดบัง

“อ่อ มิใช่ว่าเป็นห่วง แต่กลัวเสียผลประโยชน์นี่เอง” นางเอียงศีรษะเล็กน้อย “หมายความว่า หากพ้นฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ไป พวกเราก็จะโดนไล่ออกแน่นอนสินะเจ้าคะ”

จางซื่อมิอาจตอบได้อย่างมั่นใจ นางเพียงพยักหน้าเบาๆ แต่ในใจนางยังมีอีกความกังวล ความสามารถทางการแพทย์ของเหยาอวี้ หากบ้านหลัวรู้ พวกเขาอาจมิได้ไล่ แต่อาจกักขัง ใช้นางเป็นต้นไม้เขย่าเงินแทน

เหยาอวี้มองสีหน้ามารดาแล้วก็เข้าใจ “ท่านแม่กังวลว่าพวกเขาจะใช้ข้าใช่หรือไม่”

จางซื่อไม่ตอบ แต่มือที่กำชายเสื้อแน่นขึ้นเป็นคำตอบแล้ว

เหยาอวี้จึงกล่าวอย่างสุขุม “ข้าได้กำชับพี่สาวเซียงเอ๋อร์แล้ว มิให้คนพูดเรื่องของเรามาก คนในโรงเตี้ยมก็ถูกเถ้าแก่จินกำชับแต่ต้น พวกเขามิพูดมากดอกเจ้าค่ะ”

นางหยุดเล็กน้อย “ส่วนคนที่รู้ว่าข้าคือหมออวี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่บ้านหลัวสนิทสนมมิได้”

คำพูดนั้นทำให้จางซื่อผ่อนลมหายใจลงบ้าง

“ถึงอย่างไร…” เหยาอวี้กล่าวต่อ “ช่วงนี้มิอยู่ในตำบลก็ดีเช่นกัน แต่อาจจะต้องให้ท่านแม่กลับไปอึดอัดใจไม่น้อย”

จางซื่อเงยหน้าขึ้นอย่างเข้าใจ แล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร ข้าทนได้”  นางเข้าใจดีว่าหากยังต้องถูกพวกแซ่หลัวตามรังควาน ไหนจะเรื่องของตระกูลเถียนที่ยังไม่แน่นอน ศึกนอกศึกในเช่นนี้ การกลับไปหมู่บ้านหลัวซานดูเหมือนจะดีเสียกว่า

เหยาอวี้ยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย มองใบหน้าผุดผ่องที่สวยวันสวยคืนของมารดาอย่างไม่สบายใจนัก “เช่นนั้นเปลี่ยนชุดเถิดเจ้าค่ะ”