LNCrawler

ตอนที่ 25

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 25

ตอนที่ 25


 

สองแม่ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดที่สวมใส่ที่สวยงามนี้โดดเด่นเกินไป สุดท้ายจึงเลือกเสื้อฝ้ายสีหม่นตัวใหม่ที่เรียบที่สุด แม้มิได้เก่าโทรมเหมือนวันก่อน แต่ก็มิสะดุดตา แต่นางก็เก็บชุดที่หลัวจิ้นเห็นในไว้นี้เอาไว้ เผื่อใช้เป็นข้ออ้างว่าพวกนางใช้เงินไปกับเสื้อผ้าใหม่สวยงามนี้ด้วย

เหยาอวี้มองหีบเล็กใต้เตียง ตั๋วเงินหลายใบ เงินตำลึงที่สะสมได้จากการตรวจโรค และขายผ้าเช็ดหน้าของมารดา อีกทั้งในห้องยังเต็มไปด้วย สมุนไพร ขวดครีม ยาแห้ง ของทั้งหมดนี้มิอาจขนกลับไปพร้อมกันได้

นางนิ่งคิดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงไปเรียกจินเซียง เมื่ออธิบายทุกอย่างแล้ว จินเซียงรับปากทันที

“ข้าจะดูแลให้เองเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหนักแน่น

ยิ่งเมื่อรู้ว่าเหยาอวี้ฝากตั๋วเงินและของสำคัญไว้กับนาง ก็ยิ่งมั่นใจ สองแม่ลูกคู่นี้มิได้คิดหนีหาย ย่อมต้องกลับมาแน่นอน

ทั้งสามนั่งปรึกษาวิธีส่งข่าวกันละเอียด จะฝากจดหมายผ่านพ่อค้าข้าวที่วิ่งระหว่างหมู่บ้าน ใช้ชื่อปลอมอย่างไร ระบุสัญลักษณ์ใดแทนชื่อจริง

เมื่อทุกอย่างลงตัว จางซื่อกับเหยาอวี้จึงเก็บของจำเป็นที่ต้องใช้ในห้องรูหนูห้องนั้น และนับเงินมาสองร้อยอีแปะ ปิดหีบ จัดผมให้เรียบร้อย แล้วเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง

หลัวจิ้นยังยืนรออยู่ สีหน้ากังวลปนรำคาญ

เมื่อเห็นสองแม่ลูกในชุดเรียบง่ายพร้อมหอบหิ้วเครื่องนอนลงมา เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อย ภาพตรงหน้ายังเป็นหญิงม่ายกับเด็กหญิงจากหมู่บ้านหลัวซาน


 

เกวียนไม้โยกคลอนช้าๆ บนถนนดินแดงนอกตำบลชิงเฟิง ล้อบดผ่านก้อนกรวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

หลัวจิ้นนั่งฝั่งตรงข้ามสองแม่ลูก เขาต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าโดยสารแต่ก็มิอาจปฏิเสธได้

ตอนแรกเขานั่งเงียบ แต่สายตากลับมิได้สงบนิ่งตาม โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังจางซื่อ หญิงม่ายที่ในความทรงจำของเขาเคยผอมบาง ใบหน้าคล้ำแดด มีคราบเขม่าเกาะอยู่ตามไรผม เสื้อผ้าปะชุนจนแทบมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม

ยามนี้กลับต่างออกไป แม้สวมเสื้อฝ้ายสีหม่นเรียบง่าย แต่ผิวพรรณสะอาดเกลี้ยงเกลา เส้นผมเก็บเรียบร้อย ใบหน้าที่เคยหม่นหมองเย่อหยิ่ง บัดนี้ดูอ่อนละมุนและโดดเด่นจนยากละสายตา

สายตาของหลัวจิ้นเริ่มไล่สำรวจอย่างไม่ปิดบัง มีแววแทะโลมปะปนกับความคิดบางอย่างที่มิสุจริต

จางซื่อรับรู้ได้ นางเงยหน้ามองกลับตรงๆ มิเกรงกลัว แววตารังเกียจเดียดฉันท์อย่างที่เขาเคยเห็นในอดีต

สายตานั้นทำให้หลัวจิ้นกระดากขึ้นมาวูบหนึ่ง เหมือนถูกจับได้กลางคัน เขากระแอมเบาๆ หันหน้าออกนอกเกวียนไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดได้ว่าในที่นี้ไม่มีคุณหนูจิน ไม่มีสายตาคนของโรงเตี๊ยม ความกล้าก็เริ่มหวนกลับมา

เขาหันกลับมาอีกครั้ง “ที่โรงเตี้ยม…ดูแลพวกเจ้าดีมากสินะ”

น้ำเสียงเหมือนถามธรรมดา แต่แววตาเริ่มละโมบอย่างเห็นได้ชัด แม่ลูกคู่นี่…คงมีเงินไม่น้อยแล้วกระมัง

เหยาอวี้ที่นั่งเงียบมาตลอด รับรู้ทุกอย่างตั้งแต่สายตาแรกที่เขามองมารดา ความกังวลผุดขึ้นในใจ การกลับบ้านสกุลหลัวครั้งนี้ คงไม่ง่ายเหมือนเก่า

นางก้มหน้าลงเล็กน้อย แสร้งจัดชายเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “ถ้ามีเยอะก็คงกลับหมู่บ้านแล้วเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้หลัวจิ้นชะงักเล็กน้อย

เหยาอวี้กล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “เถ้าแก่จินดูแลพวกเราดี เรื่องที่พักกับเสื้อผ้าเจ้าค่ะ”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “แต่ส่วนใหญ่ก็มีเพียงเท่านั้น” แววตานางนิ่ง ไร้พิรุธ ราวกับเด็กหญิงที่ไม่เข้าใจความหมายแฝงใดๆ และนางก็ไม่มีวันพูดความจริงทั้งหมดกับคนอย่างหลัวจิ้นอยู่แล้ว

หลัวจิ้นหรี่ตาลงเล็กน้อย ดูเหมือนยังไม่ปักใจเชื่อ แต่เมื่อมองเสื้อผ้าของสองแม่ลูกอีกครั้ง ก็เห็นว่าแม้สะอาดเรียบร้อย แต่ก็เป็นเพียงผ้าฝ้ายธรรมดา มิใช่แพรไหมหรูหรา แต่เมื่อคิดถึงชุดแรกในตอนที่พบเหยาอวี้ ก็คิดว่านั่นคงเป็นเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของแม่นางน้อยผู้นี้แล้ว

ดีนัก นังหลานสาวคงเอาเงินที่หามาไปซื้อชุดนั้นนั่นแหละ คงอยู่ในห่อผ้านี้

ความละโมบในสายตาจึงแปรเปลี่ยนเป็นการคำนวณใหม่

จางซื่อนั่งนิ่ง สองมือวางทับกันบนตัก แต่ภายในกลับตึงเครียด

เหยาอวี้เหลือบมองมารดาเพียงเสี้ยววินาที แล้วหันกลับไปมองถนนเบื้องหน้า ในใจเริ่มวางแผนอย่างเงียบเชียบ หากพวกเขาคิดใช้ประโยชน์จากนาง ก็ต้องทำให้พวกเขาเชื่อว่าไม่มีประโยชน์พอจะใช้

หากคิดกักตัว ก็ต้องหาทางให้การกักนั้นไร้ค่า

ล้อเกวียนยังคงหมุนต่อไป ถนนกลับสู่หมู่บ้านหลัวซานทอดยาวอยู่เบื้องหน้า และเหยาอวี้รู้ดี ว่านับจากก้าวแรกที่กลับเข้าไป นางจะต้องระมัดระวังยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า


 

เป็นไปตามที่เหยาอวี้คาดไว้ไม่มีผิด ทันทีที่เกวียนแล่นเข้าสู่ลานหน้าบ้านสกุลหลัว โถงกลางก็เปิดประตูรออยู่แล้ว

แม้หลัวเหวินยังอยู่สำนักศึกษาในตำบล มิได้กลับมา แต่คนที่เหลือกลับพร้อมหน้าอย่างประหลาด ราวกับรอชมการแสดง

นายท่านหลัว หรือหลัวเหอ ผู้ที่ชอบให้คนเรียกเช่นนี้เพื่อยกยอตนเองเหมือนตระกูลใหญ่ นั่งอยู่หัวโต๊ะไม้ยาว สีหน้าเคร่งขรึม มือไพล่หลังไว้ แสดงท่าทางนายท่านเต็มที่

ข้างกายคือเฉินซื่อ ฮูหยินผู้เฒ่า นั่งเชิดคางสูง สายตาเฉียบคมกวาดมองสองแม่ลูกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

หลัวจิ้นเดินนำเข้ามาอย่างคนทำคุณความดีใหญ่โต “ท่านพ่อ ข้าพาพวกนางกลับมาแล้ว” เสียงเขาดังเหมือนประกาศชัยชนะ

ด้านหลัง หม่าซื่อยืนกอดอก สีหน้าบึ้งตึงแต่แฝงความโล่งใจที่อย่างน้อยแรงงานฟรีกลับมาแล้ว  หลัวหนิวกับหลัวอันแอบชะโงกหน้ามองจากด้านข้าง ส่วนหลัวชิงนั่งเอนกายบนเก้าอี้เล็กๆ ทำท่ารังเกียจราวกับกลัวฝุ่นจากเสื้อผ้าพวกนางจะลอยมาติดตัว

ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะก้าวเข้าประตูเต็มตัว เสียงเฉินซื่อก็ดังขึ้นก่อน “หนีออกจากบ้านไปเช่นนี้ ยังกล้ากลับมาอีกหรือ” น้ำเสียงมิได้ดังมาก แต่คมกริบ

ผู้เฒ่าหลัวกระแอมหนึ่งครั้ง เหมือนจะสำแดงอำนาจ

“จางซื่อ” เขาเรียกชื่อสะใภ้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจ้าคิดว่าบ้านนี้คือสถานที่ใด จะไปจะมาก็ได้ตามใจหรือ”

จางซื่อก้มศีรษะต่ำ “ลูกสะใภ้มิได้คิดหนีเจ้าค่ะ เพียง…”

“เพียงอะไร!” หม่าซื่อแทรกขึ้นทันที “เพียงทิ้งงานในบ้านให้คนอื่นทำหรือ”

หลัวหนิวหัวเราะคิกคัก “ข้าบอกแล้วว่านางอยากไปสบายในตำบล!”

หลัวอันรีบพูดตามโดยไม่คิด “ใช่ๆ พวกเขาไปกินของดีแน่ๆ ดูสิ ตัวอ้วนขึ้น!”

เหยาอวี้ยืนเงียบ สายตานางกวาดมองทุกคนอย่างรวดเร็ว

ผู้เฒ่าหลัวแม้ทำท่าดุดัน แต่ในแววตากลับมีความกังวล เขาห่วงชื่อเสียงมากกว่าอย่างอื่น การที่สะใภ้ม่ายกับหลานสาวหนีไป ทำให้หมู่บ้านซุบซิบว่าเขาควบคุมบ้านไม่ได้

เฉินซื่อแม้จะบริภาษอย่างสะใจ แต่สายตานางก็ชำเลืองมองเสื้อผ้าของสองแม่ลูกอย่างประเมิน

หม่าซื่อก็ร้สึกโล่งอก เพราะนางกลัวจริงๆ ว่าจะต้องทำงานหนัก เหมือนก่อนหน้า

หลัวจิ้นยืนเชิดหน้า คิดว่าตนเองเป็นผู้กอบกู้สถานการณ์

หลัวชิงปรายตามองจางซื่ออย่างดูถูก “ไปอยู่ตำบลไม่กี่วัน พี่สะใภ้รองก็ทำท่าราวกับคนเมือง”

เหยาอวี้ยกยิ้มบาง ไม่หยี่หระ เด็กหญิงวัยแปดปี หากนับตามลำดับญาติ นางก็คือลำดับสาม ปล่อยให้พวกเขาพูดเสียให้พอ เพราะต่อจากนี้ นางจะปิดปากพวกเขาให้สนิท

ผู้เฒ่าหลัวเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “พวกเจ้ารู้หรือไม่ ชาวบ้านพูดกันอย่างไร”

เฉินซื่อรีบเสริมอย่างรู้ใจสามี “ใช่ๆ เจ้ารู้หรือไม่ การที่พวกเจ้าหายไปทำนายท่านเป็นกังวลและเป็นห่วงเพียงใด กลัวว่าพวกเจ้าจะถูกคนนอกรังแก บุญคุณที่เลี้ยงดูมา แม้จะไม่จดใจ แต่ก็ควรระลึกถึงบ้าง มิใช่เนรคุณเช่นนี้”

หลัวเหอยืดหลังทันทีเมื่อได้ยินภรรยายกยอชื่อเสียงตน “ข้ามิยอมให้ชื่อเสียงตระกูลมัวหมอง!”

เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงนางใสสะอาด “ท่านปู่เจ้าคะ ข้ากับท่านแม่มิได้ไปทำสิ่งใดเสื่อมเสีย”

ทุกสายตาหันมามอง เด็กหญิงอายุเพียงแปดปี แต่พูดอย่างมั่นคง เหมือนเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้ยินเสียงนี้ เพราะแต่ก่อนเหยาอวี้ผู้นี้มีแต่แว้ดๆ โวยวายไม่ได้ดังใจเท่านั้น และมีแต่จะทำให้คนอื่นมองสองแม่ลูกว่ารู้จักแต่เนรคุณ สมควรแล้วที่ต้องถูกใช้งาน ไม่มีผู้ใดที่จะเคยเข้าข้าง หรือพูดแทนสองแม่ลูกนี้สักครั้ง

“พวกเราเพียงไปทำงานหาเงิน เพราะเกรงว่าจะเป็นภาระของบ้าน”

คำว่าภาระ ทำให้หม่าซื่อหน้ากระตุก

เฉินซื่อแค่นเสียง “ใครว่าเจ้าเป็นภาระ”

เหยาอวี้ก้มหน้าเล็กน้อย ตีหน้าเศร้าเสมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม “มิได้มีผู้ใดกล่าวตรงๆ เจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียด เพราะทุกคนรู้ดีว่า แม้มิพูดออกมา แต่การปฏิบัติในบ้านก็ไม่ต่างจากนั้น

หลัวจิ้นรีบแทรก “ท่านพ่อ อย่าได้ฟังเด็กมากนัก ดูเหมือนว่าพวกนางจะมีชีวิตที่ดีข้างนอกไม่น้อย คงไม่อยากกลับมา”

คำพูดนี้เหมือนจะฟ้องร้องบิดาให้เห็นด้วยกับตนแต่หลัวเหอกลับเผยสีหน้าไม่พอใจ เหตุใดเขาจึงได้มิลูกชายที่โง่เขลาเยี่ยงนี้

แต่ยังไม่ทันทีเขาจะพยายามหาคนพูดมาแก้ไข เหยาอวี้ที่เล็งจังหวะนี้อยู่แล้วจึงรีบพูดเสียงดังๆ ทันที “อยู่ข้างนอกมีชีวิตที่ดีจริงเจ้าค่ะ ข้าจึงไม่เข้าใจเลยว่าท่านลุงใหญ่ที่เห็นพวกหลายมีชีวิตที่ดี เหตุใดจึงได้บีบคั้นพวกเรากลับมา”