ตอนที่ 26
ตอนที่ 26
ตอนที่ 26
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินถูกโยนลงกลางสระน้ำ คลื่นกระเพื่อมแผ่กว้างทันที
เฉินซื่อหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ หลัวเหอยิ่งหน้าซีด
ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่หน้าลานเริ่มกระซิบกระซาบกันอื้ออึง
“เอ๊ะ…จริงหรือ”
“ก็เห็นตามหากันให้วุ่น”
“ถ้าเขาอยู่ดีแล้ว จะลากกลับมาทำไม”
“ใครๆ ก็อยากออกไปใช้ชีวิตที่ดี”
เสียงซุบซิบเหล่านั้นเบาแต่ชัดเจนพอให้คนในโถงได้ยิน
หลัวเหอหน้าตึงขึ้นทันที เขารักชื่อเสียงยิ่งกว่าสิ่งใด คำพูดของหลานสาวเพียงประโยคเดียวทำให้สถานการณ์พลิกจากการตำหนิ กลายเป็นการตั้งคำถามต่อเขาแทน
หลัวจิ้นรีบตวาดกลบเกลื่อน “เด็กนี่พูดจาเหลวไหล! ข้าตามพวกเจ้าเพราะเป็นห่วง!”
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาใสสะอาดแต่แฝงประกายเจ้าเล่ห์เล็กๆ
แต่ยิ่งเขาเสียงดัง ชาวบ้านยิ่งมองด้วยสายตาสงสัย หลัวเหอได้ยินเสียงซุบซิบชัดเจน หัวใจเขากระตุกวูบ
เด็กคนนี้ ไม่อาจประมาทได้
เพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้ทิศทางคำพูดพลิกกลับ หากปล่อยให้พูดต่อหน้าคนนอกอีกแม้แต่คำเดียว ชื่อเสียงที่เขาหวงแหนอาจพังลงจริงๆ
ใบหน้าหลัวเหอเข้มขึ้นทันที เขาตวัดสายตามองหลัวจิ้นอย่างเย็นชา
“ไปปิดประตูเรือนเสีย”
หลัวจิ้นชะงักครู่หนึ่ง ก่อนรีบเดินไปผลักประตูไม้บานใหญ่ปิดลง เสียงบานประตูปะทะกันดัง “ปัง” กันชาวบ้านออกจากสายตา
ลานบ้านเงียบลงทันที แต่คนภายนอกยังคงมุงอยู่เพื่อรอชมเรื่องสนุก เพราะสำหรับชาวบ้านในชนบทห่างไกลเช่นนี้ มิได้มีสิ่งบันเทิงใดให้เสพย์เท่ากับเรื่องของชาวบ้านอีกแล้ว
“พวกเจ้าช่างเหลวไหล” หลัวเหอขึ้นเสียงกลบเกลื่อน ความจริงในใจเขากำลังปั่นป่วนอย่างหนัก คำพูดของหลานสาวเมื่อครู่ทำให้ทิศทางเรื่องราวเกือบหลุดมือ หากปล่อยให้เด็กคนนี้พูดต่อหน้าเพื่อนบ้านอีกแม้แต่คำเดียว ชื่อเสียงที่เขาประคองไว้ทั้งชีวิตอาจพังทลาย
เหยาอวี้เห็นสีหน้าผู้เฒ่าหลัวชัดเจน
นางรู้ดีว่าแตกหักตอนนี้มิใช่ทางเลือกที่ดี
หากทำให้ตาแก่ผู้นี้เสียหน้าเกินไป คนที่เดือดร้อนก่อนย่อมเป็นพวกนาง ยิ่งนึกถึงสายตาลามกของหลัวจิ้นระหว่างทางกลับ ยิ่งทำให้นางตระหนักว่า ต่อให้รังเกียจเพียงใด หลัวเหอก็ยังเป็นกำแพงที่จำเป็นต้องพึ่งพิง
เด็กหญิงจึงก้มหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนลง
“ความจริงพวกข้ามิได้อยากทำงาน หรืออยู่ตำบลหรอกเจ้าค่ะ”
หลัวเหอชะงัก เสียงที่เตรียมจะดุด่าหยุดกลางอากาศ
“หมายความว่าอย่างไร”
เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ ราวกับเด็กที่อัดอั้น
“โธ่ท่านปู่ ท่านก็ทราบว่าพวกข้ากับแม่ต้องนำของหมั้นไปคืนสกุลเหมา อีกทั้งก็นำเงินจำนวนหนึ่งไปจ่ายเป็นค่าเกวียน”
นางเงยหน้ามองตรงๆ อย่างไร้พิษภัย
“อย่าลืมว่าพวกท่านมิได้ให้เงินพวกข้าไว้แม้แต่อีแปะเดียว พวกข้าจึงต้องรับจ้างทำงานในตำบล เพราะไม่อยากลำบากท่านปู่เจ้าค่ะ”
โถงบ้านเงียบลงทันที
สีหน้าหลัวเหอแข็งค้าง ความกระดากอายแล่นผ่านใบหน้า เพราะมันคือความจริง เขาไม่ได้ให้เงินสองแม่ลูกแม้แต่อีแปะเดียว
หากเรื่องนี้หลุดออกไป คำว่าเป็นห่วงที่เพิ่งกล่าวต่อหน้าชาวบ้านจะกลายเป็นเรื่องเสแสร้งทันที
เฉินซื่อขยับริมฝีปาก คล้ายจะพูดแก้ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะโต้ว่าอย่างไร
หม่าซื่อเม้มปากแน่น หลัวชิงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ หลัวหนิวกับหลัวอันมองสลับผู้ใหญ่ด้วยความงุนงง เพราะเริ่มตามเรื่องราวไม่ทัน เพราะคิดว่าการไม่ให้เงินสองแม่ลูกก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ แต่เหตุใดท่านปู่และคนอื่นๆ จึงแสดงสีหน้าเช่นนั้น
“นั่นสินะ” หลัวเหอถึงกับเผลอเห็นด้วย
เหยาอวี้ไม่เปิดโอกาสให้ใครตั้งหลัก
“ก็ต้องเช่นนั้นสิเจ้าค่ะ ขาไปก็ต้องไปหาเงินมาคืนให้ครบ ขากลับก็ต้องหาอีก โชคดีเหลือเกินที่เถ้าแก่ท่านนั้นเมตตา แม้ค่าจ้างไม่มาก แต่ก็มีที่พักกับเสื้อผ้าสะอาดให้”
คำว่าเสื้อผ้าสะอาด ทำให้เฉินซื่อเหลือบมองชุดของสองแม่ลูกโดยไม่รู้ตัว เนื้อผ้าแม้เรียบง่าย แต่สะอาด เรียบร้อย มิใช่ผ้าปะชุนเหมือนเมื่อก่อน
บรรยากาศอึดอัดยิ่งกว่าเดิม แต่ยังไม่ทันที่ใครจะกล่าวตัดบท เหยาอวี้ก็ทำท่าลูบแขนตัวเอง ราวกับเด็กอ่อนแรง
“ท่านปู่คิดดูเถิดเจ้าคะ เพราะขอแค่ทำงานให้หนักเถ้าแก่ก็จ่ายค่าแรงอย่างดี จึงนึกถึงท่านที่ต้องทำงานหนักเพื่อครอบครัว พวกข้าจึงตั้งใจจะทำงานต่ออีกสักระยะ ก็คงพอหาเงินมากตัญญูต่อท่านได้เพิ่ม เพื่อแบ่งเบาภาระท่านปู่”
นางเว้นจังหวะ
“แต่ท่านลุงใหญ่มิฟังสิ่งใด กดดันให้ข้ากับท่านแม่รีบลาออก จนคุณหนูผู้นั้นไม่พอใจ ต่อไปหากพวกข้าจะไปขอทำงานอีกก็คงยากแล้วเจ้าค่ะ”
ประโยคสุดท้ายแทงเข้าใจหลัวเหอเต็มๆ
หลัวจิ้นหน้าถอดสี เขาเพิ่งเข้าใจว่าความโง่ของตนทำให้ผลประโยชน์หลุดมือ
หลัวเหอเหลือบมองบุตรชายด้วยสายตารังเกียจ
โง่เขลา…ตื้นเขิน…
จากที่อาจใช้สองแม่ลูกเป็นแรงงานและเก็บเงินกลับบ้านได้เรื่อยๆ กลับกลายเป็นตัดทางตัวเองเสีย
น้ำเสียงหลัวเหออ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “เอาเถิด…กลับมาก็ดีแล้ว” เขากล่าวกับจางซื่อและเหยาอวี้ด้วยท่าทีต่างจากก่อนหน้า
เหยาอวี้ฉวยโอกาสทันที “ช่วงที่ทำงาน พวกข้าหาเงินได้ เหลือแค่สองร้อยอีแปะเจ้าค่ะ” นางล้วงถุงผ้าเล็กๆ ออกมา เสียงเหรียญกระทบกันดังชัด “เพราะเอาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดแล้ว”
หลัวเหอเผลอเหลือบมองถุงเงิน แววตาเผยความละโมบวูบหนึ่ง แม้จะไม่พอใจที่พวกนางเอาเงินไปใช้ส่วนตัว แต่ก็มิอาจทำสิ่งใดได้แล้ว
เด็กหญิงจึงรีบพูดต่อ “นี่คือเงินที่พวกข้ามาอย่างยากลำบากแล้วเจ้าค่ะ”
ใช่ สองร้อยอีแปะในเวลาไม่ถึงเดือน ปกติชาวบ้านทั่วไปก็ทำเช่นนี้ไม่ได้
นี่ถือว่าเยอะมาก
หม่าซื่อกับจิ้นหลัวแลกสายตากัน ความไม่พอใจปนอยากได้ฉายชัด
หลัวจิ้นกระแอมเสียง “ก็ในเมื่อมีเงินแล้ว ก็ควรนำมาคืนบ้าน…”
เหยาอวี้ยกถุงเงินขึ้นสองมือ “เงินนี้ตั้งใจนำกลับมาให้ท่านปู่อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
นางกล่าวเสียงดังชัด “หลายวันมานี้ทั้งข้ากับแม่ทำงานอย่างหนักเพื่อเงินนี้ ถือว่าให้ท่านเป็นการแสดงความกตัญญูจากพวกข้า”
คำว่ากตัญญู ทำให้หลัวเหอยืดอกอีกครั้ง
แต่ประโยคถัดมา ทำให้เขาชะงัก
“แต่หนึ่งปีนี้พวกข้าคงมิอาจทำงานหนักได้แล้ว ท่านปู่คิดว่าอย่างไรเจ้าคะ”
โถงบ้านเงียบงัน
หม่าซื่อเบิกตา นางคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ จะได้แรงงานสองคนกลับคืน แต่คำพูดนี้หมายความว่า…สองแม่ลูกจะพัก
เหยาอวี้สบตาผู้ใหญ่ทีละคน ก่อนกล่าวเรียบๆ
“แต่ถ้าหากพวกท่านไม่พอใจ ก็แยกบ้านเถิดเจ้าค่ะ”
คำว่าแยกบ้าน เหมือนฟ้าผ่าลงกลางโถง ความจริงเรื่องแยกบ้านนั้นถูกพวกเขากำหนดกันไว้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ช่วงเวลานี้ ไม่คิดว่านังเด็กเหลือขอนี่จะกล้าพูดออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
“หากเอาเงินนี้ไป พวกข้าจะไม่ทำงานในบ้านแล้ว” นางพูดต่ออย่างไม่หวั่นเกรง “มิเช่นนั้น ข้ากับแม่คงเลือกกลับไปหางานใหม่ในตำบลดีกว่าเจ้าค่ะ”
เสียงโวยวายดังขึ้นทันที
“พูดเหลวไหล!”
“เด็กอะไรคิดแยกบ้าน!”
“ก่อนหน้านี้ก็อยู่สุขสบาย ให้พวกเราเลี้ยงดู…”
จางซื่อที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ก็เผยสีหน้าไม่พอใจ เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาแดงเรื่อ แต่เสียงกลับมั่นคง
“จะบอกว่าพวกเรามาอยู่ให้พวกเจ้าเลี้ยงได้อย่างไร”
ทั้งโถงนิ่ง
“เงินค่าชดเชยของสามีข้าหนึ่งตำลึง พวกเจ้าก็เอาไป เงินเก็บข้าตั้งสองตำลึง พวกเจ้าก็เอาไปหมด และพวกข้าก็ทำงานหนักทุกวัน” เสียงนางสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ถอย อย่างอัดอั้น สองปีมานี้นางอดทนมากจริงๆ
“ชาวบ้านทั่วไปรายได้ทั้งปียังไม่ถึงหกร้อยอีแปะด้วยซ้ำ พวกข้าเพิ่งอยู่ได้สองปี ก็ยกเงินของครอบครัวให้ตั้งสามตำลึงแล้ว”
เสียงสูดลมหายใจดังมาจากนอกรั้ว ชาวบ้านที่ยังแอบฟังอยู่เริ่มกระซิบกันแรงขึ้น
“สามตำลึง?”
“เพียงสองปี…”
“เป็นเงินชดเชยของบ้านรองด้วย…”
“แต่บ้านหลักเอาไปหมด”
เหยาอวี้ยกยิ้มบางให้มารดา แล้วกล่าวเสริมทันที
“ใช่เจ้าค่ะ…เงินสองร้อยอีแปะในเวลาไม่ถึงเดือนที่พวกข้าหามาอย่างยากลำบาก ก็ตั้งใจจะยกให้ท่านปู่”
นางกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“พวกข้าเพียงอยากมีที่พึ่งพิงที่ยุติธรรมสักหน่อย ไว้พักฟื้นสักหนึ่งปี ก็มิใช่ว่าปีหน้าพวกข้าจะไม่คิดช่วยเหลือเลยสักนิด”
คำว่ายุติธรรม ลอยค้างอยู่ในอากาศ
หลัวเหอเม้มปากแน่น คำนี้อุดปากเขาอย่างได้ผลชะงัก หากเขารับเงินแล้วกดขี่ต่อ ชื่อเสียงที่พยายามปกป้องคงพังยับ
หากเขาปฏิเสธเงิน ก็เท่ากับเสียประโยชน์
สถานการณ์พลิกกลับโดยสมบูรณ์