LNCrawler

ตอนที่ 27

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 27

ตอนที่ 27


 

ท้ายที่สุด หลัวเหอก็ต้องยอมถอย มิใช่เพราะความสงสาร มิใช่เพราะสำนึกผิด แต่เพราะเงินสองร้อยอีแปะในถุงผ้านั่น ทำให้เขาพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์

สายตาของเขามองถุงเงินอยู่ครู่หนึ่ง ความโลภกับความกลัวเสียหน้าต่อชาวบ้านที่ยังมุงดูอยู่นอกรั้วกำลังต่อสู้กันเงียบๆ

หากปฏิเสธเงิน ก็เท่ากับเสียประโยชน์

หากรับเงินแต่ยังบีบบังคับ เสียงนินทาจะยิ่งแรงกว่าเดิม

หลัวเหอจึงกระแอมเสียง ยืดหลังให้ดูสง่า “เอาเถิด…” เขากล่าวช้าๆ “ในเมื่อพวกเจ้ามีความกตัญญูเช่นนี้ ข้าก็มิใช่คนใจดำ”

คำว่า ใจดำ หลุดออกมาราวกับตั้งใจให้ชาวบ้านได้ยิน

“ปีนี้พวกเจ้าจะอยู่พักสบายๆ ก็อยู่ไปเถิด หนึ่งปีนี้ ข้าจะไม่ให้ใครรบกวน”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัดฟัน เก็บงำความคิดทันที ถึงอย่างไรห็ไม่อาจให้สามีเสียหน้า

หม่าซื่อหน้าเขียวคล้ำ รู้สึกว่าทุกวันที่เป่าหูหลัวจิ้นเรื่องให้ไปตามหาสองแม่ลูกโดยอ้างเรื่องภาษีที่ดินนั้น ไม่ต่างกับการยกหินทับเท้าของตน

หลัวจิ้นเบ้ปากอย่างไม่พอใจ รู้งี้เขาควรรีดไถเงินกับพวกนางเสียก่อนถึงมือบิดา

แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้าน เพราะเงินรายได้หลักของบ้าน ยังอยู่ในมือหลัวเหอ ทั้งค่ารักษาเล็กๆ น้อยๆ จากชาวบ้าน ทั้งที่ดินที่เป็นชื่อเขา

ไม่มีใครกล้าท้าทายเขาต่อหน้าผู้คน

หลัวเหอจึงเอื้อมมือรับถุงเงินสองร้อยอีแปะมาไว้กับตนอย่างไม่ลังเล เสียงเหรียญกระทบกันเบาๆ แววตาเขาฉายความพึงพอใจวาบหนึ่ง ในใจคิดคำนวณทันที

หนึ่งปีนี้จะปล่อยให้อยู่ไปก่อน พอพ้นฤดูเก็บเกี่ยว พอสิทธิ์งดเว้นภาษีหมดลง ถึงตอนนั้น จะทำงานหรือไม่ทำงาน เขาก็จะหาทางไล่ออกไปอยู่ดี

เหยาอวี้เห็นสายตานั้นชัดเจน นางรู้ดีว่าการพักสบายหนึ่งปี เป็นเพียงเส้นบางๆ ระหว่างการอยู่รอดกับการถูกผลักไส ในใจก็คำนวนฤดูเก็บเกี่ยวไว้แล้ว ความจริงคงไม่ถึงหนึ่งปี พวกตาเฒ่านี่คงมีบทสรุปของพวกนางไว้แล้ว เพราะถึงอย่างไรนี้ก็ปลายเดือนสาม และอีกไม่กี่เดือนก็เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว

แต่ก็ดีแล้ว นางมิคิดจะอยู่ที่นี่ตลอดไปแน่นอน

และในเวลานี้ ชัยชนะเล็กๆ ก็ตกอยู่ในมือพวกนางแล้ว

จางซื่อก้มศีรษะลงอย่างอ่อนน้อม “ขอบพระคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนางสุภาพ และสบตาบุตรสาวกับด้วยความเข้าใจ

เหยาอวี้ก้มศีรษะตาม “ท่านปู่เมตตายิ่งนักเจ้าค่ะ”

คำพูดเรียบร้อย ท่าทางอ่อนน้อม แต่ในใจนางกำลังคิดคำนวณไกลออกไปกว่านั้นแล้ว เพราะหากพวกเขาจะไล่นางออก พวกนางย่อมไม่บ่นสักคำ และจะเป็นฝ่ายเลือกเดินออกไปโดยไม่ต้องเหลียวกลับมามองอีกเลย


 

ค่ำคืนนั้น อยู่ๆ ฝนก็เทลงมาหนักราวกับฟ้ารั่ว ทั้งที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว อากาศควรอุ่นขึ้น ท้องฟ้าควรโปร่งใส กลับมีฝนหลงฤดูซัดกระหน่ำทั้งคืน ลมเย็นพัดแทรกเข้าตามช่องไม้เรือนเก่า หลังคากระเบื้องส่งเสียงกระทบเม็ดฝนไม่หยุด

ชาวบ้านในหมู่บ้านหลัวซานหลายคนปิดประตูหน้าต่างแทบไม่ทัน เด็กเล็กที่วิ่งเล่นกลางวันยังเหงื่อซึม พอตกค่ำกลับหนาวสั่น คนแก่ที่ร่างกายอ่อนแอเริ่มไอ

เช้าวันถัดมา โถงหน้าบ้านสกุลหลัวจึงครึกครื้นผิดปกติ ชาวบ้านทยอยกันมาทีละคน สองคน

บางคนจูงลูกเล็ก

บางคนอุ้มเด็กทารก

บางคนไอแห้งๆ ตลอดทาง

“หมอหลัวอยู่หรือไม่!”

“ลูกข้าตัวร้อนทั้งคืน!”

“ข้าปวดหัว น้ำมูกไหลไม่หยุด!”

เสียงเรียกดังสลับกันไปมา

หลัวเหอที่เพิ่งนั่งลงยังไม่ทันได้ดื่มน้ำชา ก็ต้องรีบออกมานั่งประจำโต๊ะตรวจ ใบหน้าเคร่งขรึมตามแบบหมอประจำหมู่บ้าน

เฉินซื่อรีบจัดโต๊ะ เตรียมกระดาษ ฝนหมึก และเรียงถุงสมุนไพรอย่างคล่องมือ

หม่าซื่อบ่นพึมพำแต่ก็ต้องออกมาช่วยต้มน้ำ “ฝนแค่นี้ก็ป่วยกันทั้งหมู่บ้าน” นางพึมพำ แต่ก็รู้ดีว่าวันนี้มีรายได้เพิ่ม

ไม่นานนัก โถงบ้านก็แน่นขนัด เด็กเล็กหลายคนแก้มแดง ตัวร้อน ไอแห้ง น้ำมูกใส บางคนมีเสียงหายใจครืดคราด

ชาวบ้านต่างพูดกันว่าเป็น “ไข้ลมฝน”

หลัวเหอยกมือจับชีพจรคนแรก คิ้วขมวดเล็กน้อย “ลมเย็นเข้า ร่างกายปรับไม่ทัน” เขาพูดเสียงดังให้คนอื่นได้ยิน “ไม่หนัก เพียงดื่มยาขับลม ขับชื้น ก็พอ”

เสียงพยักหน้าเห็นด้วยดังเป็นระยะ

ในมุมหนึ่งของโถง เหยาอวี้ยืนมองเงียบๆ สายตานางกวาดผ่านเด็กเล็กสามสี่คนที่ยืนรอ

แก้มแดง

ตาแฉะ

บางคนมีเสียงไอแปลกกว่าปกติ

นางก้มมองพื้นเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองฟ้าด้วยดวงตาที่เฉียบคม สัมผัสที่มากกว่ามนุษย์ทั่วไปรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาของฝนหลงฤดูครั้งนี้ แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใด

เมื่อคืนฝนตกหนัก ลมพัดแรง อากาศเปลี่ยนฉับพลัน หากเพียงลมเย็นเข้าอย่างเดียว ก็คงไม่เป็นพร้อมกันมากถึงเพียงนี้

เหยาอวี้เดินเข้าไปใกล้เด็กชายคนหนึ่ง เด็กน้อยตัวสั่นนิดๆ แม้จะมีผ้าคลุม

“เจ้าปวดคอหรือไม่” นางถามเสียงเบา

เด็กพยักหน้า

มารดาของเด็กหันมามองอย่างแปลกใจ

“เมื่อคืนเขาบ่นเจ็บคอด้วย”

เหยาอวี้เอื้อมมือแตะหน้าผากเด็กเบาๆ

ความร้อนยังไม่สูงมาก แต่ลมหายใจร้อนจัด เสียงไอมีเสมหะ

นางเงยหน้ามองท้องฟ้านอกชายคาอีกครั้ง ยามนี้ฟ้าสดใสเสมือนเป็นฟ้าหลังฝนที่แตกต่างกับกลางคืนราวกับเป็นคนละเรื่อง

แต่นางยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นชื้นลอยอยู่ในอากาศ ฤดูเปลี่ยนฉับพลัน กับความชื้นสะสม ลมเย็นปะทะร่างกายที่ยังมีไออุ่นของปลายฤดูหนาว

ไม่แปลกที่หมู่บ้านจะป่วยพร้อมกัน แต่แค่รับยา และสมุนไพรต้านหวัดก็เพียงพอแล้ว

เหยาอวี้ก้าวถอยออกมาช้าๆ สีหน้านิ่งสงบ ก่อนกลับไปในห้องอย่างไรตัวตน


 

ยากจนสู่สบายมิยาก แต่สุขสบายกลับสู่ลำบากนั้นยากที่จะปรับตัว

เหยาอวี้ผลักประตูห้องเล็กที่อยู่ในครัวอีกทีเข้าไป สามสี่วันแล้วที่พวกนางกลับมาอาศัยที่นี่ ก็คือห้องเดิมที่พวกนางเคยอยู่ก่อนหน้านี้ ห้องที่ผนังไม้มีรอยแตก พื้นดินแข็งเย็น กลิ่นควันไฟจากครัวซึมติดผนังตลอดเวลา แสงแดดยามสายลอดเข้ามาเพียงเสี้ยวบาง

ไม่เหมือนห้องเล็กสะอาดในโรงเตี้ยมจินฟู่

ไม่มีกลิ่นดอกเหมย

ไม่มีกลิ่นไป๋จื่อ

ไม่มีถ้วยครีมเรียงรายบนโต๊ะ

ดีที่พวกนางขนเครื่องนอนกลับมาด้วย มิเช่นนั้นคงต้องทนนอนฟูกเก่าผ้าห่มเน่าเช่นเคย คืนแรกที่เข้านอนทั้งคู่ก็ทำการฆ่าเชื้อขนานใหญ่ ของในห้องถูกขนไปทิ้งจนโล่ง น้ำส้มสายชูที่ขนมาถูกผสมน้ำเช็ดขัดทุกซอกทุกมุม ก่อนราดด้วยน้ำร้อนต้มเดือดอย่างพิถีพิถัน รอจนแห่งสะอาดแล้วค่อยย้ายเครื่องนอนเข้ามา โดยที่แม้เรือนใหญ่อยากจะเข้ามาแย่งชิง แต่ก็ไร้ซึ่งข้ออ้าง อีกทั้งนายท่านของบ้านก็กำชับชัดเจนแล้วว่าห้ามมายุ่งวุ่นวายกับพวกนางอีก

ปิดฉากการใช้ชีวิตสกปรกซกหมกในช่วงแรกที่เพิ่งมาอยู่โลกนี้อย่างถาวร เพราะแต่เดิมอย่างไรนางก็คือหมอ ย่อมไม่พอใจความสกปรกอยู่แล้ว

จางซื่อนั่งอยู่บนเสื่อริมผนัง มือทั้งสองวางซ้อนกันบนตัก และนำผ้าเช็ดหน้ามาปักฆ่าเวลาแทน แต่ก็ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่จะให้ทนอยู่ในห้องเฉยๆ จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็อีกตั้ง 6-7 เดือน ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก

ห้องเล็กด้านหลังครัวยังคงอับชื้นจากฝนเมื่อคืน กลิ่นควันไฟผสมกลิ่นไม้เก่า ต่างจากห้องสะอาดในโรงเตี้ยมจินฟู่ราวฟ้ากับดิน

นางถอนหายใจเบาๆ การได้อยู่เฉยๆ ในบ้านนี้

น่าเบื่อกว่าที่คิด

เพิ่งจะคืนแรกนางก็คิดถึงโรงเตี้ยมจินฟู่แล้ว จากการกวนครีม ทดลองสัดส่วนสมุนไพร ปั้นสบู่ให้ก้อนแน่น หรือหมักน้ำยาสระผมจนกลิ่นติดผมได้นาน

นางมีความสุขยิ่ง มีสิ่งให้เรียนรู้ มีความรู้ใหม่ๆ ที่บุตรสาวเล่าให้ฟังทุกวัน มือที่เคยหยาบจากการซักผ้า ตัดฟืน กลับเริ่มชำนาญการกวนเนื้อครีมจนเนียนละเอียด

แต่ที่นี่

จะให้นางหยิบหม้อเล็กมากวนอะไรอีกก็คงมิได้ ยิ่งมิอาจเปิดเผยความรู้เช่นนี้ออกไป

นางหัวเราะเบาๆ อย่างขมขื่น “คนเราหนอ…” นางพึมพำ “เพิ่งได้ลืมตาตื่น ก็ต้องกลับมาหลับตาลงอีกแล้ว”

เหยาอวี้ที่ยืนอยู่ใกล้หน้าต่างเล็กหันมามองมารดา รู้สึกทั้งขันทั้งฉิว “ท่านแม่คิดว่าการอยู่เฉยๆ คือความลำบากหรือเจ้าคะ”

จางซื่อเงยหน้ามอง  แล้วหัวเราะเบาๆ ความจริงนางชอบชีวิตสบายๆ เช่นนี้มาก แต่ในแววตากลับมีทั้งความเข้าใจและความอึดอัดปะปนกัน