ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
รัชศกฟู่หยวน ในรัชกาลฉีหมิง ปีที่เก้า ปลายเดือนสอง
ในหมู่บ้านหลัวซาน ณ เชิงเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอเหออัน อากาศเย็นชื้นตลอดทั้งปี หมอกขาวลอยต่ำคลุมไหล่เขาตั้งแต่ยามเช้า ป่าเก่าทึบแน่นปิดบังแสงแดดจนเหลือเพียงเงารำไร บ้านดินหลังคาหญ้าคาเรียงตัวลดหลั่นตามความลาดชัน
ยามนี้ยังไม่ถึงฤดูเพาะปลูก ชาวบ้านต่างก้มหน้าก้มตาจัดแจงเครื่องมือเก่า ๆ เตรียมรับหน้าฝนที่กำลังจะมา หวายถูกผ่าเป็นเส้น สมุนไพรตากแห้งแขวนอยู่ใต้ชายคา กลิ่นดิน กลิ่นไม้ และกลิ่นยาขมปะปนในอากาศ พร้อมเสียงคร่ำครวญที่เงียบไป ก่อนถูกทับด้วยเสียงแหลมสูงเข้ามา
“คร่ำครวญอันใดนักหนา ล้วนแต่ทำตัวเอง อย่ามาเป็นลมตายแถวนี้นะ เอานังตัวซวยนี่ออกไปให้พ้น!!!” เสียงของหญิงสูงวัยผู้หนึ่ง แฝงความไม่พอใจและรำคาญอย่างไม่ปิดบัง
คำพูดนั้นทำให้ชายกับหญิงคู่หนึ่ง ผู้เป็นลูกชายและสะใภ้ รีบก้าวเข้ามาพยุงร่างสตรีที่ทรุดล้มอยู่ขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน ทั้งสองเองก็ไม่พอใจเช่นกันจึงเร่งพาสตรีนางนั้นออกไปจากบริเวณนั้นโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เสียงคร่ำครวญและภาพน่าขัดตา ต้องไปกระทบอารมณ์ของมารดาผู้สูงวัยอีกต่อไป
“ซวยจริงๆ ต้องมาเลี้ยงดูตัวล้างผลาญทุกวันไม่พอ ยังต้องมาเปลืองสมุนไพรกับยัยเด็กโง่นั่นอีก” สะใภ้ใหญ่แซ่จางของบ้านหลัวบ่นหงุดหงิดกับสามีของตนที่ต้องมารองรับอารมณ์ของแม่สามีกับเรื่องที่ไม่ได้ก่อ
“แย่ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะจะได้ลดภาษีที่ดินชั่วคราว ข้าจะยุให้ท่านแม่แยกบ้านไปเสีย” ลูกชายคนโตของบ้านถอนหายใจ ขณะช่วยกันลากร่างที่ไม่ได้สติของหญิงหม้าย หรือก็คือน้องสะใภ้ของเขาไว้บนฟูกนอนเก่าถูกปูทิ้งไว้ตรงมุมห้อง ผ้าหุ้มขาดเป็นริ้ว เผยให้เห็นใยฟางด้านในที่ชื้นและดำคล้ำ
ซึ่งบนฟูกยังมีเด็กหญิงวัยแปดขวบที่เหมือนห้าขวบเพราะขาดสารอาหารอย่างนัก ร่างเล็กนอนนิ่งอยู่บนฟูกเดียวกัน ศีรษะถูกพันด้วยผ้าผืนเก่าที่เคยขาวแต่บัดนี้เหลืองหม่น คราบเลือดแห้งจับตัวแข็งปนกับคราบยา ผ้านั้นส่งกลิ่นอับเหม็นคล้ายสมุนไพรบูดผสมกลิ่นคาวจางๆ
แขนขาเล็กๆ ของเด็กเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำเก่าใหม่ซ้อนกัน แผลถลอกบางแห่งยังไม่ทันตกสะเก็ด ถูกทาด้วยยาสีคล้ำข้นที่ส่งกลิ่นฉุนจนอบอวลไปทั่วห้อง ยามหายใจขึ้นลง หน้าอกกระเพื่อมแผ่วเบา ราวกับทุกลมหายใจต้องฝืนดึงมาจากความมืดมน
ในห้องนั้นไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ มีเพียงความชื้น ความสกปรก และกลิ่นยาขมเหม็นที่ปกคลุมทุกมุม ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่ที่พักฟื้นของผู้บาดเจ็บ หากเป็นเพียงที่ซุกซ่อนภาระซึ่งไม่มีใครเต็มใจจะดูแลอีกต่อไป
‘อวี้เอ๋อร์ ต้องให้เจ้าพบกับความไม่เป็นธรรมแล้ว หากแต่มันคือชะตากรรม …’
ถ้อยคำที่จนใจปรากฎขึ้นในหัวพร้อมภาพหนึ่งก็แทรกซ้อนเข้ามาในห้วงสติ ราวกับม่านหมอกถูกฉีกเปิดออก ตำหนักเสวยงามปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ทั้งงามสง่า และศักดิ์สิทธิ์ เสาหยกขาวเรียงรายสะท้อนแสงอรุณ สระน้ำทิพย์นิ่งสงบจนมองเห็นเงาเมฆไหลเอื่อยบนผิวน้ำ ปะปนกับเสียงระฆังแผ่วต่ำที่ก้องกังวานอยู่ไกลๆ
ทว่าในพริบตาเดียว ความสงบนั้นก็แตกสลาย สีหน้าของเหล่าเทพเซียนในตำหนักแปรเปลี่ยน ความเย็นเยียบแผ่ซ่าน แสงเรืองรองกลับกลายเป็นแสงพิโรจ เสียงตำหนิและคำพิพากษาดังก้องประหนึ่งสายฟ้าฟาด ตำหนักทั้งหลังราวกับถูกครอบงำด้วยโทสะ
นางถูกนำมายืนท่ามกลางความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่หลงเหลือความเมตตา ความผิดที่ทราบที่มาถูกหยิบยกขึ้นเป็นโซ่ตรวน คำตัดสินตกลงโดยไร้ทางโต้แย้ง
‘จงสร้างกุศลเพื่อลบล้างความผิด’
ถ้อยคำนั้นหนักอึ้งดุจตราประทับจากสวรรค์ ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะสลายหายไป เหลือเพียงความเย็นชาและชะตากรรมที่ถูกผลักไสลงสู่โลกเบื้องล่าง โดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้ปฏิเสธแม้เพียงครึ่งคำ
ที่เจ็บปวดเหมือนส่งตรงมาไม่ใช่การลงทัณฑ์ดังกล่าว แต่เป็นความรู้สึกที่เริ่มรับรู้จากสังขารของตนเอง
“กุศลบ้าบออันใด…” ถ้อยคำสั้นๆ สั่นสะเทือนอยู่ในลำคอที่แห้งผาก ราวกับคำสาปที่ไร้พลังพอจะต่อต้านสวรรค์ แต่ก็ยังดื้อดึงพอจะไม่ยอมศิโรราบ แม้ร่างกายจะบาดเจ็บสาหัสจนแทบขยับไม่ได้ ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกฝังไว้ลึกในจิตกลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ
นางมาอยู่ในร่างเด็กแซ่หลัวนี่มาสามวันแล้ว
เหยาอวี้คิดอย่างเจ็บปวด ความรู้สึกจากร่างกายทำนางอยากตายไปให้รู้แล้วรู้รอด กอปรกับสติที่ยังไม่คงที่ทำให้นางอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นมาโดยตลอด จึงพอจะรู้สถานการณ์ของเจ้าของร่างคร่าวๆ
เด็กคนนี้มีแซ่ว่าหลัว และมีนามที่ไพเราะเกินกว่าจะมาอยู่ในหมู่บ้านอันห่างไกลนี้ว่า เหยาอวี้ แต่ก็เป็นนามที่คุ้นเคยกับนางทั้งสองชาติภพ
สตรีที่สลบอยู่ข้างๆ ของนางคือจางซือ[1] นางถูกห่ามกลับมาอีกครั้งเพราะต้องอดข้าวอดน้ำเพื่อขอสมุนไพรให้กับลูกสาวตนจากนายท่านของบ้าน และถูกฮูหยินผู้เฒ่าของบ้านไล่เหมือนหมูเหมือนหมาก็เป็นวันที่สี่แล้ว อาศัยการดื่มน้ำปะทังชีวิตกลับร่างกายที่ขาดสารอาหารมาเป็นปี จนมาถึงวันนี้ร่างกายของนางจึงรับไม่ไหว กระทั่งสลบลงที่หน้าเรือนหลักในที่สุด
ส่วนเด็กคนนี้กลับอยู่ได้แค่หนึ่งวันเท่านั้นก่อนจะถูกนางเข้ายึดร่าง นี่ก็เป็นวันที่สามของนางในโลกใหม่นี้แล้ว และดูเหมือนโชคชะตาจะอยากให้นางชดกรรมที่โลกใหม่ต่อไป แม้ในสภาพที่ขาดแคลนทุกอย่าง แต่ดูเหมือนร่างกายของนางจะฟื้นฟูเรื่อยๆ
ไม่รู้ว่าเพราะสมุนไพรเน่าที่ถูกติดแปะรอบตัวนี้ หรือเพราะจิตวิญญาณระดับเสี่ยวเซียนน้อยๆ ของนางจึงสามารถยื้อชีวิตอันอาภัพนี้มาได้ในที่สุด
ยามนี้เหยาอวี้ปวดหัวยิ่งนัก เพราะมารดาข้างๆ ได้สร้างความตกใจและหวาดกลัวไว้ คือต้องการขายเจ้าของร่างให้กับครอบครัวหนึ่งในตำบลเพื่อผูกดวงเสริมชะตาให้กับลูกชายของครอบครัวนั้น ประจวบเหมาะกับเจ้าของร่างที่ในวัยเพียงแปดขวบนั้นเมื่อรู้เรื่องนี้ จึงหวาดกลัวจนหนีออกจากบ้านไปที่เขาหลังหมู่บ้าน แล้วดันพลาดกลิ้งตกเขาจนต้องอาศัยระดมในหมู่บ้านไปค้นหาจนเจอในสภาพปางตาย
ในห้วงสะลึมสะลือเพราะเผลอหลับไปอีกครั้ง พลันรับรู้ถึงความเปียกอุ่นที่ริมฝีปาก กลิ่นจางๆ ของน้ำข้าวลอยแตะปลายจมูก หยดของเหลวค่อยๆ ซึมผ่านริมฝีปากที่แห้งแตกลงสู่ลำคอ ทำให้ร่างกายที่เย็นเฉียบรู้สึกอุ่นขึ้นเล็กน้อย
เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ แง้มเปิด ภาพตรงหน้าเลือนรางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ชัดขึ้นเป็นสตรีร่างซูบผอม นั่งคุกเข่าอยู่ข้างฟูก เสื้อผ้าบนร่างเต็มไปด้วยรอยปะซ้อนทับ เขม่าดำเปรอะเปื้อนบนใบหน้าและข้างแก้ม ราวกับไม่ได้ล้างหน้ามาหลายวัน ทว่าภายใต้ความทรุดโทรมนั้น ยังพอมองเห็นเค้าความงามที่หาได้ยากในชนบทอันห่างไกลนี้
นาง…มารดาของร่างนี้ฟื้นแล้ว
ดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาคลอ ขณะประคองถ้วยไม้ใบเล็ก ป้อนน้ำข้าวให้บุตรสาวอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย เสียงพึมพำหลุดออกมาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
“เหยาเหยา… แม่ขอโทษเจ้า…”
มือที่สั่นเทายังคงไม่หยุด นางก้มหน้าลงต่ำ เสียงขาดห้วง
“ข้าเพียง…เพียงไม่อยากให้เจ้าต้องมาทนทุกข์อยู่ที่นี่”
ถ้อยคำนั้นอ่อนแรงและเจ็บปวด ราวกับเป็นการสารภาพบาปที่ไม่อาจลบล้าง หลัวเหยาอวี้รับรู้ได้ถึงหยดน้ำอุ่นที่หยดลงบนหลังมือของตน ไม่รู้ว่าเป็นน้ำข้าวที่หก หรือเป็นน้ำตาของผู้เป็นมารดา
“ท่านแม่… กินเถอะ”
เสียงของหลัวเหยาอวี้แผ่วเบา นางขยับริมฝีปากเพียงเล็กน้อย หันหน้าออกจากถ้วยไม้พลางสูดกลิ่นเหม็นๆ ของสมุนไพรที่ติดตัวมาหลายวัน ในใจรู้สึกเหยียดหยามสกุลหลัวเล็กน้อย ครั้นนึกถึงรายนามสมุนไพรสามัญไม่กี่ตัวจึงจำต้องเอ่ยปากอีกครั้ง “ท่านไปเอาสมุนไพรให้ข้าเพิ่มดีกว่า”
จางซือชะงัก มือที่ถือถ้วยสั่นวูบ นางส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง
“สมุนไพร…ของนายท่าน คงไม่ได้แล้ว”
ถ้อยคำนั้นหลุดออกมาพร้อมรอยยิ้มขมขื่น ตั้งแต่วันแรก นางอ้อนวอนขอให้นายท่านของบ้านนี้ ผู้เป็นปู่ตามศักดิ์ช่วยตรวจดูอาการให้บุตรสาว ทั้งยังได้สมุนไพรมาเพียงเล็กน้อย แลกกับการทำงานทุกอย่างหนักหนากว่าเดิม ทว่าผ่านไปเพียงวันเดียว ลูกของนางกลับดูราวกับจะสิ้นลม คนในเรือนจึงเริ่มคิดว่าเปลืองยา ถึงขั้นเอ่ยปากจะไล่เด็กออกไปตายข้างนอก นางจึงต้องคุกเข่าอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกเช้าเย็นอย่างกล้ำกลืน ตลอดสองปีนี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ขมขื่นที่สุดของนางแต่เพราะไม่มีทางเลือกแล้ว…
ไม่คาดคิดว่าในวันที่สี่นี้ เด็กหญิงจะฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์
นายท่านผู้นั้น เป็นหมอเท้าเปล่า[2]ประจำหมู่บ้านหลัวซาน ฐานะของครอบครัวนี้จึงดีกว่าชาวบ้านทั่วไปอยู่เล็กน้อย แต่เพราะมารดาของนางเป็นหม้ายเพราะบุตรชายคนที่สอง ผู้ซึ่งเป็นทหารและเสียชีวิตที่สนามรบทางเหนือของแคว้น ทั้งยังมีเพียงบุตรสาว พวกนางสองแม่ลูกจึงมีชีวิตไม่สู้ดีในครอบครัวนี้นัก
ความจริงนางพอรู้สึกตัวมาตั้งแต่วันแรกซึ่งก็คือวันที่สองที่ร่างนี้บาดเจ็บ เพียงแต่ความเจ็บแค้นและหวาดกลัวที่หลงเหลือจากเจ้าของร่างเดิม ประกอบกับความอ่อนแรง ทำให้นางได้แต่หลับตาเงียบมารดาอย่างเฉยชา และอีกอย่างเพราะนางไร้ซึ่งความทรงจำของเจ้าของร่างโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเพื่อเก็บข้อมูลและเพื่อการฟื้นตัวนางจึงเลือกที่จะนอนนิ่งๆ มาโดยตลอด ทว่าเมื่อได้ยินถ้อยคำเมื่อครู่ ความรู้สึกคั่งค้างในส่วนลึกกลับคลายลงอย่างประหลาด ราวกับเจ้าของร่างเดิมยอมปล่อยวาง นางจึงกดข่มความปวดร้าว เอ่ยความต้องการออกมาได้ในที่สุด
เมื่อถึงยามพลบค่ำ แสงสุดท้ายของวันลับหายหลังแนวเขา จางซือที่ไม่กล้ามาขอสมุนไพรจึงแอบออกจากห้องในส่วนของครัวท้ายเรือนใหญ่ เงาร่างซูบผอมลัดเลาะไปตามเงามืด ก่อนจะกลับมาพร้อมสมุนไพรหยิบมาอย่างละกำมือ ซุกซ่อนไว้ใต้ชายเสื้อ
เหยาอวี้มองกองสมุนไพรนั้นอย่างพึงพอใจ ไม่น่าเชื่อว่ามารดาของร่างนี้จะหยิบมาได้ถูกต้องทุกอย่าง โดยเฉพาะ ไป๋จี ที่ช่วยห้ามเลือกและสมานแผล…เพราะมันมีสมุนไพรอีกตัวที่คล้ายกัน นั่นคือไป๋จื่อรากสีขาวนวล หากมองเผินๆ แทบแยกไม่ออก ต่างกันเพียงกลิ่น ไป๋จื่อมีกลิ่นหอมฉุนเย็น ขณะที่ไป๋จีแทบไม่มีกลิ่น
ดูเหมือนมารดาของร่างนี้ จะไม่ได้ไร้ความรู้เรื่องสมุนไพร…คงเป็นเพราะเป็นสะใภ้ครอบครัวหมอกระมัง?
[1] ซือ ใช้ต่อกับแซ่ เพื่อบ่งบอกสถานะของสตรีที่ออกเรือนแล้ว
[2] หมอเท้าเปล่า (ภาษาจีน: 赤脚医生; พินอิน: chìjiǎo yīshēng - ชื้อเจี่ยวอีเซิง) เป็นคำที่ใช้เรียกเกษตรกรที่ได้รับการฝึกฝนการแพทย์และสาธารณสุขพื้นฐาน เพื่อดูแลสุขภาพคนในหมู่บ้านที่ห่างไกล