ตอนที่ 28
ตอนที่ 28
ตอนที่ 28
หากไม่มีสายตาคอยจับจ้อง ไม่มีคำเหน็บแนมแทรกอยู่ในทุกวาจาที่เจอ การได้อยู่เงียบๆ ปลูกผัก ตากผ้า ปักผ้าไปวันๆ ก็มิใช่เรื่องเลวร้าย
เพียงแต่เรือนนี้ มิใช่ที่ที่คนจะอยู่โดยไร้แรงกดดัน ช่วงสามสี่วันนี้ ทุกคนยังระมัดระวังอยู่ เพราะเงินสองร้อยอีแปะยังอุ่นอยู่ในอกผู้เฒ่าหลัว เพราะคำสัญญาหนึ่งปียังเพิ่งประกาศออกมา
ยังไม่มีใครกล้าหาเรื่องตรงๆ แต่ความสงบเช่นนี้ มิใช่ความเมตตา เป็นเพียงการรอเวลา
เหยาอวี้มองลานดินด้านนอกผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ อย่างครุ่นคิด เงินทั้งหมดที่นางนำติดตัวกลับมานั้น ก็ยกให้ไปหมดแล้วทั้งสองร้อยอีแปะ คือเงินทั้งหมดที่กล้านำกลับมาเพื่อให้แต่แรก มิใช่เพราะโง่เขลาและไม่คิดเผื่อ แต่เพราะรู้ดีว่า หากนำมามากกว่านั้น มีแต่จะถูกค้น ถูกรีดไถ ถูกตั้งคำถามไม่รู้จบ
เงินที่เหลืออยู่จริงๆ ถูกฝากไว้กับจินเซียงเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่ยกให้ผู้เฒ่าหลัว เป็นเพียงค่าซื้อเวลา
ซื้อความเงียบ
ซื้อคำว่ากตัญญู
ซื้อพื้นที่หายใจหนึ่งปี…ไม่สินับแล้วก็แค่ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีนี้เท่านั้น
แต่มนุษย์นั้น…เมื่อได้แล้วก็มักอยากได้เพิ่ม สองสามวันนี้ ทุกอย่างยังราบเรียบเงียบสงบ แต่เหยาอวี้รู้ดีว่าสกุลหลัวมิใช่พวกชอบอยู่สงบๆ
วันนี้อาจเป็นเรื่อง “กินข้าวไม่อิ่ม”
วันหน้าอาจเป็น “ข้าวสารลดเร็วผิดปกติ”
หรือ “ฟืนหมดเร็วเกินไป”
เพราะถึงอย่างไร พวกนางก็ยังต้องกิน ต้องใช้ ยังต้องพึ่งพาครัวเดียวกัน ยังนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน ความอดทนของคนในเรือนใหญ่มิได้ยาวนัก
หม่าซื่อหงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องออกไปดูแลสัตว์เลี้ยงให้อาหาร และแปลงผักทั้งหมด ไหนจะผ้าทั้งเรือนใหญ่ที่ต้องมากองเป็นความรับผิดชอบของนาง
หลัวหนิวยิ่งแล้วใหญ่ แต่เดิมก็ขี้เกียจไม่ต่างจากมารดา กลับต้องมาขนน้ำเข้าเรือน และช่วยมารดาทำกับข้าวอีก ยิ่งเห็นประตูห้องนอนของพวกเหยาอวี้ที่อยู่ในครัว ก็ไม่ต่างจากหนามยอกอก
เฉินซื่ออาจยิ้มหวานต่อหน้าผู้เฒ่า แต่สายตายามลับหลังนั้นมองพวกนางตอนแบ่งกับข้าวอย่างไม่พอใจ
กระทั่งหลัวชิงที่ควรจะสุขสบายที่สุด แต่กลับไม่สบายใจที่เห็นสองแม่ลูกในบ้านนี้อยู่ดีมีสุข
แต่ความอึดอัดพวกนั้นแม้เหยาอวี้จะรับรู้แต่ก็ไม่สนใจสักนิด ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน[1] เพราะถึงอย่างไรเรื่องใหญ่สุดที่จะถูกกดขี่ใช้งานได้ถูกแก้ไขไปแล้ว หากคนพวกนั้นไม่ยื่นมือมาระราน นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องลงมือเช่นกัน
เหยาอวี้ยกนิ้วเล็กๆ ขึ้นนับเงียบๆ ในห้อง ปลายเดือนสามแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเข้าเดือนสี่ ฝนยังตกประปรายไม่แน่นอน ลมเย็นปะทะไออุ่นปลายฤดูหนาว
นางเดินไปที่หน้าต่าง มองท้องฟ้าที่ดูสดใสผิดกับเมื่อคืน แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจทำตามกำหนดเดิม
“ท่านแม่ ไปขึ้นเขากันเถิดเจ้าค่ะ”
จางซื่อเงยหน้าจากผ้าปัก “วันนี้หรือ?”
“อยู่แต่ในห้องก็อึดอัด ถึงอย่างไรเราจะอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ มิได้” คำพูดนั้นตรงใจยิ่งนัก จางซื่อเองก็เริ่มเบื่อกลิ่นควันไฟและสายตาคนในเรือนใหญ่แล้ว
ทั้งสองจัดตะกร้าอย่างเรียบง่าย เหยาอวี้หยิบมีดเล็กกับเชือกเส้นหนึ่ง ก่อนจะชะงัก แล้วฉวยร่มไม้ไผ่เก่าในครัวใส่ลงไปด้วย
จางซื่อมองท้องฟ้า “วันนี้อากาศดีมาก เอาไปก็หนักเปล่าๆ”
เหยาอวี้อึกอักเล็กน้อย นางเองก็ไม่อาจอธิบายได้ชัด จึงพูดอย่างคลุมเครือว่า “เผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาดเจ้าค่ะ”
จางซื่อเห็นสีหน้าจริงจังของบุตรสาว ก็ไม่ซักไซ้ต่อ
สองแม่ลูกเดินออกจากเรือน ผ่านสายตาหลายคู่ที่มองตาม แต่ไม่มีใครพูดอะไร
ทางขึ้นเขาหลังหมู่บ้านยังชื้นจากฝนเมื่อคืน ดินนุ่ม เห็ดป่าบางชนิดผุดขึ้นใต้โคนไม้ ผักกูดอ่อนโผล่ตามร่องน้ำ เหยาอวี้หยุดก้มเก็บผักกูด เลือกเฉพาะยอดอ่อนสีเขียวอ่อน ใบยังม้วนแน่น “อย่าเก็บที่ใบเริ่มคลี่มากเกินไปนะเจ้าคะ แข็งและขม”
จางซื่อพยักหน้าอย่างชำนาญ
ถัดไปไม่ไกล มีต้นหวงฉีป่าขึ้นแทรกตามดินร่วน รากยังไม่ใหญ่พอใช้ยา นางจึงจำตำแหน่งไว้ในใจ ใต้ร่มไม้ใหญ่มีตีนตุ๊กแกเถาเล็กๆ เลื้อยเกาะ ลำต้นมีรอยขรุขระ เปลือกบางสีน้ำตาลเทาใช้ขับพิษและลดอาการอักเสบได้ดี
นางบรรยายให้มารดาฟังถึงลักษณะใบที่คล้ายหัวใจ ปลายเรียว ผิวใบมีขนละเอียดบางๆ เพื่อให้จำได้
เดินลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย เจอพุทราป่าออกผลแดงอมส้มเล็กๆ รสเปรี้ยวหวาน
ขณะเก็บผลไม้ป่า เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหน้า ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นเขามาเช่นกัน มีทั้งหญิงวัยกลางคน ชายฉกรรจ์ และเด็กโตสองสามคน
เมื่อเห็นสองแม่ลูก สีหน้าหลายคนเปลี่ยนเป็นเกรงใจ
“ออกมาเก็บผักหรือแม่หนู” หญิงคนหนึ่งเอ่ยอย่างอ่อนโยน ไม่ค่อยคุ้นเคยกับทั้งสองนัก ส่วนหนึ่งเพราะแต่ก่อนพวกจางซื่อมักจะทำแต่งานในบ้าน และเป็นคนต่างถิ่น พวกเขารู้เพียงว่านี้คือหญิงม่ายและบุตรสาวของบ้านรองสกุลหลัวที่เสียชีวิตในสนามรบเท่านั้น
“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ยิ้มเรียบ
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเบาๆ
ตั้งแต่เรื่องเงินสามตำลึงกับสองร้อยอีแปะถูกพูดถึงในวันนั้น ชาวบ้านหลายคนเพิ่งรู้ว่าจางซื่อกับบุตรสาวถูกยึดเงินไปหมด ทั้งยังใช้งานหนักมาตลอด สายตาที่เคยมองอย่างเฉยชา เริ่มแปรเป็นเห็นใจ
“พวกเจ้าอดทนมานานแล้ว” ชายคนหนึ่งพึมพำ
จางซื่อเพียงยิ้มบาง ไม่พูดมาก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องในครอบครัว ไม่ว่าชาวบ้านจะพูดอย่างไร เรื่องเหล่านี้ก็ไม่ควรออกจากปากสะใภ้เช่นนาง
ช่วงนี้คนในหมู่บ้านไม่ค่อยกล้าเข้าป่าลึกนักแล้ว หลังจากได้ยินข่าวว่ามีรอยตีนสัตว์ใหญ่แถวสันเขา หมีหรือเสือไม่แน่ชัด
แต่วันนี้มีนายพรานสามคนมาด้วย หนึ่งในนั้นคืออาเฉิน แซ่อู่ ชายร่างกำยำ ผิวคล้ำจากแดด ถือธนูไม้ไผ่ยาว พวกเขามาตรวจหลุมดักสัตว์ที่ขุดไว้ก่อนหน้า
เมื่อไปถึงหลุมหนึ่ง เสียงฮือฮาดังขึ้น ในหลุมมีเก้งป่าตัวเล็กติดอยู่ ขาหลังพันกับเชือกดักสัตว์ ดิ้นอ่อนแรง
เก้งเป็นสัตว์กินพืชตัวเล็ก เนื้อหวาน หนังใช้ทำรองเท้าได้
ชาวบ้านหลายคนมองอย่างอิจฉา
“บ้านใดมีนายพราน นับว่าโชคดีแท้” หญิงคนหนึ่งพูด
อาเฉินหัวเราะ “บางครั้งก็เสี่ยงชีวิตแลกมาก็มี”
เพราะมีนายพรานอยู่ด้วย คนจึงกล้าเดินลึกเข้าไปมากกว่าปกติ
จางซื่อกับเหยาอวี้เดินตามห่างๆ ไม่เข้าไปปะปนกลางกลุ่ม แต่ก็ไม่แยกเดี่ยวจนเกินไป ครู่หนึ่ง เมื่อกลุ่มใหญ่มัวสนใจอีกหลุมหนึ่ง สองแม่ลูกจึงค่อยๆ เบี่ยงออกด้านข้างอย่างแนบเนียน
เหยาอวี้เชื่อสัมผัสของตนเองมากกว่า ประสบการณ์ของนายพราน ไม่ใช่ว่าพวกเขาเลือกเส้นทางไม่ดี แต่หากเดินตามๆ กันไป ของดีๆ ก็คงเหลือไม่ถึงพวกนางแล้ว และหากต้องพบของดีบ่อยๆ ก็ไม่วายตามมาด้วยความอิจฉาไม่รู้จบ
นางเลือกทางที่พื้นมีรอยใบไม้ทับซ้อนน้อยกว่า เดินอย่างระวัง
ไม่นานก็พบผักป่าชนิดหนึ่งที่ใบเรียวยาว ขอบหยักเล็กน้อย ลำต้นสีม่วงจาง ผักชีป่าภูเขา มีกลิ่นหอมเฉพาะ
เหยาอวี้กำลังจะลุกขึ้นตามมารดา แต่สายตากลับสะดุดบางอย่างที่ซอกหินด้านล่างหน้าผาเตี้ยๆ บริเวณนั้นแปลกตาอย่างยิ่ง รอบข้างแทบไม่มีต้นหญ้าขึ้นเลย ดินแข็งกระด้าง สีออกเทาอมขาว ราวกับถูกดูดสารอาหารจนแห้งเหือด แต่ในซอกหินแคบๆ กลับมีพืชต้นหนึ่งฝังรากอยู่
ต้นไม่สูงนัก ลำต้นสีเขียวคล้ำปนม่วง ใบหนาเป็นมัน ขอบใบเรียบแต่เส้นใบลึกชัดผิดธรรมดา ตรงโคนลำต้นมีรอยแตกของหินเล็กๆ แสดงให้เห็นว่ารากมันคงแทรกลงไปลึกมาก
เหยาอวี้ชะงักทันที รู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าเจอโสมป่า
“ท่านแม่…อย่าเพิ่งเหยียบตรงนั้นเจ้าค่ะ”
จางซื่อหยุดตามคำบอก
เด็กหญิงค่อยๆ ก้มลงสำรวจ ดวงตาเป็นประกาย พืชชนิดนี้ นางเคยเห็นเพียงในตำราสมุนไพรระดับสูงในชาติแรก แต่ไม่คิดว่าจะพบในป่าธรรมดาเช่นนี้
มันมีชื่อว่า หลงกู่ชิง ชื่อที่ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้จัก ไม่แน่ว่าหมอทั่วไปก็ไม่เคยรู้
พืชชนิดนี้ขึ้นได้เฉพาะพื้นที่ดินบางและหินแข็ง รากของมันแข็งแรงอย่างยิ่ง สามารถชอนไชแทรกเข้าไปในรอยหิน แล้วดูดซึมแร่ธาตุทั้งหมดรอบบริเวณ
เพราะเหตุนี้เอง พื้นที่รอบต้นจึงแทบไม่มีพืชอื่นเกิด มันแย่งสารอาหารจนดินรอบข้างเสื่อมสภาพ ทั้งตะกละตะกรามจนหากทิ้งไว้นานไปทั่วบริเวณอาจจะกลายเป็นดินแห้งแล้งได้
“รากมันลึกมากเจ้าค่ะ หากขุดผิดวิธี หัวด้านล่างจะขาดทันที” นางบอกขณะใช้มีดเล็กค่อยๆ แซะดินรอบๆ อย่างระมัดระวัง
มือเล็กแม้จะแรงน้อยแต่ก็งัดลงไปอย่างมั่นคง
หลงกู่ชิงมิใช่เพียงบำรุงอวัยวะภายใน แต่ช่วยฟื้นฟูพลังภายในของผู้ที่ร่างกายอ่อนแรงจากพิษสะสมเรื้อรัง
ใช้ถูก… อาจพลิกชีวิตคนได้
แต่ถ้า ใช้ผิด… กลับทำให้เลือดลมพลุ่งพล่านเกินควบคุม
[1] ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน เปรียบถึงไม่ว่าจะมาวิธีไหนก็สามารถรับมือได้ตามสถานการณ์