ตอนที่ 29
ตอนที่ 29
ตอนที่ 29
จางซื่อพอจะเข้าใจวิธีขุดจึงลงมือทำแทนบุตรสาว เมื่อขุดลึกลงไปเกือบหนึ่งศอก รากหลักสีเหลืองเข้มจึงค่อยๆ เผยออกมา มันหนา แข็ง และแตกแขนงเป็นเส้นเล็กๆ คล้ายกรงเล็บ
จางซื่อกลั้นหายใจ “ของเช่นนี้…หายากหรือ”
เหยาอวี้ยิ้มบาง “หายากมากเจ้าค่ะ บางแห่งทั้งเขาลูกหนึ่งยังหาไม่พบต้นเดียว”
นางห่อมันด้วยผ้าบางแล้วใส่ตะกร้าอย่างทะนุถนอม ขณะมองหัวสมุนไพรในมือ ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
เจ้าหนุ่มหน้าหวาน ดวงตาคมลึกคู่นั้น กับร่างอันผอมซีด ลมหายใจแผ่ว
เพียงแวบเดียว ภาพก็เลือนหาย
ถึงอย่างไร นางก็ให้เทียบยาประคองชีวิตเขาไว้ช่วงหนึ่งแล้ว ชีวิตของเขาจะเป็นเช่นไรต่อ มิใช่สิ่งที่นางควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก
สายลมเย็นพัดผ่านซอกหิน กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมา
เหยาอวี้เหลือบมองพื้นที่โล่งรอบต้นที่ถูกขุดออก ดินที่แห้งแล้งเพราะถูกแย่งสารอาหาร
พืชบางชนิด เติบโตได้ ก็เพราะมันแข็งแรงพอจะยืนอยู่เพียงลำพัง
นางลุกขึ้น ปัดมือเบาๆ “ไปกันต่อเถอะเจ้าค่ะ”
จางซื่อพยักหน้า แม้จะไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนี้ทั้งหมด แต่เพียงเห็นท่าทางของบุตรสาวก็คิดว่าคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากแน่นอน
วันนี้พวกนางได้ของป่ามาไม่น้อยจริงๆ ทั้งผักป่ารสขมที่ช่วยขับชื้น เห็ดเนื้อแน่นที่ขึ้นหลังฝน สมุนไพรลำต้นเรียวยาวที่ใช้ต้มแก้ไอ และสมุนไพรต้านหวัดจำนวนไม่น้อย
จางซื่อถึงกับเอ่ยแซว “เจ้ามองเห็นก่อนข้าทุกครั้งเลยนะ”
เหยาอวี้เพียงยิ้มบาง ความรู้สึกของนางในช่วงนี้แหลมคมกว่าเดิมมาก คล้ายเรด้าที่คอยสะท้อนสิ่งมีประโยชน์ในระยะใกล้
ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องค้นหา เพียงเดินผ่าน ก็รับรู้ได้รางๆ ว่าใต้พุ่มไม้ไหนซ่อนเห็ด ก้อนหินใดมีสมุนไพร บริเวณใดดินชื้นเกินไปไม่ควรเหยียบ
มันมิใช่เพียงประสบการณ์ แต่เป็นสัมผัสที่ละเอียดกว่านั้น
ไม่นานนัก เหยาอวี้ก็เบี่ยงตัวออกจากกลุ่มชาวบ้านอีกครั้ง จางซื่อเข้าใจโดยไม่ต้องถาม ทั้งสองเดินลัดไปยังทางเดินเล็กๆ ที่ทอดลงจากเนินเขา เป็นจุดที่แทบไม่มีใครสนใจ เพราะไม่มีของป่าเด่นชัด
ตรงปลายทาง มีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนรออยู่ เสื้อผ้าเรียบง่าย ท่าทางเต็มไปด้วยความเคารพ ในมือมีซองกระดาษพับอย่างประณีต เขามิได้เอ่ยคำใดมากความ เพียงยื่นจดหมายให้
นี่คือจุดนัดส่งข่าวระหว่างพวกนางกับพวกเถ้าแก่จิน
เหยาอวี้รับมาอย่างสงบ ก่อนเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว เนื้อหาในจดหมายชัดเจน กระชับ และเขียนด้วยลายมือที่นางคุ้นเคยของจินจื่อหาน
สถานการณ์ในตำบลเริ่มตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม โรงหมอใหญ่ของตระกูลหยางกำลังถูกตั้งคำถามตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่
ล่าสุดมีกรณีชาวบ้านผู้หนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นร้อนในจากอาหารเผ็ดจัด ให้กินยาลดไฟในกระเพาะ แต่กินตามเทียบยาไปสามวัน อาการไม่เพียงไม่ดีขึ้น กลับหนักขึ้น
ครอบครัวของผู้นั้นจึงไปยืนโวยวายหน้าโรงหมอ กล่าวหาว่าหมอใหญ่เร่งวินิจฉัย มิได้ตรวจชีพจรละเอียด และจ่ายยาราคาแพงเกินจำเป็น
หรือไข้หวัดง่ายๆ ที่ไม่อาจหายภายในสามสี่วัน แต่แค่วันเดียวแล้วไม่ดีขึ้น คนก็ไม่อดทนที่จะไปหาเรื่อง หรือพูดต่อกันว่ารักษาไม่ดี ทั้งๆ ที่บางทีก็ไม่ใช่ความผิดของโรงหมอใหญ่ทั้งหมด แต่ทั้งหมดล้วนเกิดจากความไม่ศรัทธา และเชื่อใจของผู้คน
ผู้คนที่เคยลังเล เริ่มพูดกันมากขึ้น
บางคนถึงกับเอ่ยว่า “หมออวี้น้อยยังละเอียดกว่านี้”
แม้นางจะมิได้อยู่ที่นั่นแล้ว แต่ชื่อของนางกลับลอยวนอยู่ในกระแสข่าว
ส่วนเรื่องตระกูลเถียน จดหมายระบุว่า อนุซู่อิงได้รับการดูแลอย่างแน่นหนายิ่งกว่าเดิม นายท่านเถียนเรียกหมอตำแยผู้ชำนาญเรื่องครรภ์มาพำนักที่เรือน ควบคุมอาหารทุกมื้อ ตรวจชีพจรทุกสามวัน แม้แต่เครื่องเทศในครัวก็ถูกตรวจ บ่าวเข้าออกถูกจำกัด เตากำยานทั้งหมดถูกรื้อทิ้ง
สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ฮูหยินเถียนยากจะทำสิ่งใดได้โดยง่าย
เหยาอวี้อ่านถึงตรงนี้ก็พับจดหมายเก็บส่งคืน ใบหน้าไม่ได้มีความยินดียินร้ายแต่อย่างใด ก่อนถามเสียงนิ่งว่า “แล้วที่โรงเตี้ยมยังดีอยู่หรือไม่” เพราะตอนนี้ไม่มีนางแล้ว กิจการอาจจะเงียบลงหรือไม่
“ยังมีคนแวะเวียนมา เพียงแต่อาจจะไม่มากเท่าเดิม ส่วนใหญ่คือมักจะถามข่าวของท่านขอรับ” เขาตอบ
เหยาอวี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ ในใจเริ่มคิดหนทางเผื่อไว้ให้พวกเขา
ครั้งนี้ นางมิได้มีจดหมายส่งให้ เพราะจะหาทางเข้าไปยังห้องตำราเพื่อเขียนหรืออ่านตำรา ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะนางมิได้เป็นคนใช้ของบ้านนี้แล้ว
ตำราทางการแพทย์ของสกุลหลัวเองก็ถูกเก็บไว้ในห้องนั้น และผู้เฒ่าหลัวมิใช่คนที่จะยินดีแบ่งตำราให้สตรีในเรือนอ่านเล่น
การเคลื่อนไหวใดๆ มากเกินไป จะยิ่งสะดุดตา
เหยาอวี้จึงเอ่ยเพียงสั้นๆ กับชายผู้นั้น “ฝากบอกว่า พวกข้าสบายดี ครั้งหน้าเจ้านำกระดาษกับหมึกและพู่กันมาด้วย” ก่อนจะบอกถึงกำหนดการที่น่าจะแน่ชัดที่สุดคือ “ข้าจะต้องอยู่ที่นี่จนถึงฤดูเก็บเกี่ยว” ตอนนี้พวกจินต้าฉางรู้แล้วว่าพวกนางคือใคร ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้กังวลใจมากนัก
“หากต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม จะรีบแจ้ง แต่ตอนนี้ข้ายังทำอะไรได้ไม่มาก”
จากนั้นนางกำหนดวันนัดหมายครั้งถัดไป ชายผู้นั้นพยักหน้า รับคำ แล้วขอตัวลาทันที
จางซื่อมองบุตรสาวด้วยสายตาครุ่นคิด เพราะนางอ่านหนังสือไม่ออก จึงไม่เข้าใจ “สถานการณ์ดีขึ้นหรือเลวลง”
เหยาอวี้หันกลับมา “ดีขึ้นสำหรับเรา เลวลงสำหรับบางคน” นางยิ้มบาง แต่ก็มิได้คิดจะทำสิ่งใดต่อ ถึงอย่างไรก็คือว่าชดใช้กันไป
เหยาอวี้หันกลับสู่ทางเดินขึ้นเขาอีกครั้ง
ขณะเหยาอวี้เดินกลับไปรวมกับชาวบ้าน สีหน้าของนางเรียบเฉยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ตะกร้าของทั้งคู่หนักขึ้นจากของป่า ร่มยังคงถูกสอดไว้ด้านข้างดังเดิม
ฟ้ายามสายที่ก่อนหน้านี้โปร่งใส กลับเริ่มมืดครึ้มอย่างรวดเร็ว ลมเย็นพัดวูบผ่านสันเขา กลิ่นดินชื้นลอยแรงขึ้นผิดปกติ
เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย
มาเร็วเกินไป…
ยังไม่ทันที่ใครจะตั้งตัว เสียงฟ้าร้องก็ดังครืน และสายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีสัญญาณล่วงหน้า
“รีบเข้าไปหลบ!” นายพรานคนหนึ่งตะโกน
กลุ่มชาวบ้านแตกฮือ รีบวิ่งไปยังถ้ำเล็กที่อยู่ไม่ไกล
ถ้ำแห่งนี้เป็นโพรงหินตื้นๆ ไม่ลึกมาก แต่ปากถ้ำกว้างพอให้คนสิบกว่าคนเบียดกันเข้าไปได้ ฝนสาดลงพื้นดินเสียงดังเปาะแปะก่อนกลายเป็นม่านน้ำทึบ
จางซื่อคว้ามือบุตรสาวแน่น “ดีที่เจ้าเอาร่มมา”
ร่มที่ว่าหนัก
กลับกลายเป็นของมีค่าในชั่วพริบตา
เหยาอวี้เพียงยิ้มบาง แต่ฝนตกหนักขนาดนี้ ก็ไม่เหมาะที่จะฝ่าออกไปพร้อมร่มคันเดียว
ภายในถ้ำอากาศอับชื้น กลิ่นหินเปียกและดินโชยขึ้นจมูก เด็กเล็กเริ่มร้องไห้ สตรีบางคนบ่นพึมพำว่าฝนหลงฤดูปีนี้ประหลาดนัก
นายพรานสองคนยืนเฝ้าปากถ้ำ สายตากวาดมองป่าฝนอย่างระแวดระวัง เพราะทุกคนต้องมาติดอยู่ในเขาด้วยกันแล้ว
“ฝนแบบนี้ ไม่รู้จะหยุดตอนไหน” หนึ่งในนั้นเอ่ยเบาๆ ช่วงนี้คนเป็นไข้หวัดเยอะมาก เพราะฝนที่ัมักตกไม่รู้เวล่ำเวลาเช่นนี้
คำพูดนั้นทำให้หลายคนเงียบลงทันที
เหยาอวี้ขยับเข้าไปใกล้ผนังถ้ำ สายตาไล่สำรวจพื้นหินอย่างไม่ตั้งใจ รอยน้ำไหลซึมตามแนวผนัง มอสสีเขียวบางๆ และคราบดินแดงที่ถูกชะล้างลงมา
ฝนตกหนักเช่นนี้ อีกไม่นานทางเดินดินด้านล่างจะลื่น หลุมดักสัตว์ของนายพรานอาจอ่อนตัวและพัง แล้วสัตว์เล็กที่ซ่อนตัวอาจจะออกมาเคลื่อนไหว
นางหลับตาครู่หนึ่ง สัมผัสบางอย่างในอกสั่นไหวเบาๆ
ฝน…มิได้มาเพียงเพื่อทำให้ป่าชุ่มชื้น แต่กำลังพัดพาสิ่งใดบางอย่างให้เคลื่อนตัว
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นอีกครั้ง แสงวาบสะท้อนเข้ามาในถ้ำ
จางซื่อขยับเข้าใกล้บุตรสาวมากขึ้น พลางมองม่านฝนด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ฝนตกแบบนี้ ปีนี้คงปลูกข้าวง่ายขึ้นหรือไม่”
สตรีอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว ปีที่แล้วต้องทดน้ำเข้านาเหนื่อยแทบตาย ปีนี้หากฝนมาดีแต่ต้นฤดู ก็คงไม่ต้องลำบากนัก”
ชายวัยกลางคนอีกคนหัวเราะเบาๆ “ดินชุ่มตั้งแต่ปลายเดือนสาม ต้นกล้าคงงามเร็ว”
บรรยากาศในถ้ำจึงไม่ได้หม่นหมอง ตรงกันข้าม หลายคนกลับมองฝนด้วยสายตาแห่งความคาดหวัง
เหยาอวี้ลืมตาขึ้นช้าๆ
ใช่…สำหรับชาวนา ฝนต้นฤดูคือพรจากฟ้า
หากตกพอเหมาะ
หากไม่เกินควร
นางไม่พูดสิ่งใด เพียงยกมือแตะผนังหินเย็นเฉียบข้างกาย
บางครั้ง สิ่งเดียวกันก็มีได้สองด้านเสมอ
แต่ในยามนี้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะคุยกันเรื่องฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะถึง