LNCrawler

ตอนที่ 30

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 30

ตอนที่ 30


 

ฝนยังคงซัดกระหน่ำปากถ้ำไม่ขาดสาย แต่ภายในกลับเริ่มเป็นระเบียบอย่างน่าประหลาด ราวกับทุกคนมีวิธีรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว

นายพรานสองคนรีบช่วยกันก่อไฟบริเวณมุมถ้ำที่พื้นยกสูง ใช้ฟืนแห้งที่อยู่ในถ้ำมาก่อไฟ แม้จะมีฝน แต่คนขึ้นเขาย่อมรู้ดีว่าไฟคือชีวิต ส่วนใหญ่ก็จะมีการแวะเวียนมาเก็บฟื้น และหม้อไว้ในถ้ำหลายแห่ง เผื่อกรณีฉุกเฉิน หากต้องติดถ้ำ

ไม่นานควันสีขาวก็ลอยเอื่อยขึ้นสู่เพดานถ้ำ

จางซื่อช่วยรับหม้อเล็กจากชาวบ้านคนอื่น เหยาอวี้นำผ้าสะอาดมากางรองน้ำฝนก่อนลงสู่หม้อ น้ำใสเย็นหยดลงในหม้อทีละหยดจนเต็มพอประมาณ ก่อนยกไปตั้งเหนือเปลวไฟ

เสียงน้ำเริ่มอุ่นดังปุดเบาๆ เด็กๆ ที่เปียกฝนเมื่อครู่เริ่มนั่งใกล้กองไฟ มือเล็กยื่นออกไปรับไออุ่น แต่ไม่นาน เด็กชายคนหนึ่งที่ไออยู่ก่อนหน้า ก็เริ่มหน้าแดงจัดกว่าที่ควร

มารดาแตะหน้าผากแล้วสะดุ้ง “ตัวร้อนขึ้นแล้ว…”

เหยาอวี้ไม่รีรอ นางขยับเข้าไปใกล้ แตะข้อมือเล็กนั้นเบาๆ สัมผัสชีพจรใต้ปลายนิ้วอย่างสงบ ชีพจรลอยเล็กน้อย แล้วเร็วขึ้น นางเงยหน้ามองเด็ก ลมหายใจร้อนขึ้น เสียงไอเริ่มมีเสมหะมากกว่าเดิม

“เพียงโดนลมเย็นหลังร่างกาย” นางกล่าวเบาๆ “มิร้ายแรง” เพราะถึงอย่างไรภูมิต้านทานของเด็กก็น้อยกว่าผู้ใหญ่จึงมีโอกาสเกิดไข้หวัดได้ง่าย

จากนั้นนางค้นตะกร้าที่เก็บของป่ามา ภายในมิได้มีเพียงผักหรือผลไม้ป่า แต่ยังมีสมุนไพรที่เก็บได้ระหว่างทางจำนวนไม่น้อย

นางหยิบใบหญ้าแห้งชนิดหนึ่งออกมา กลิ่นหอมฉุนอ่อนๆ คล้ายสะระแหน่ป่า ตามด้วยรากเล็กๆ สีเหลืองอ่อนที่ขุดได้จากริมทาง เหยาอวี้ไม่ได้อธิบายมาก พูดเพียงว่า“ต้มรวมกัน ดื่มอุ่นๆ จะช่วยให้ลดไข้ และต้านหวัด ดื่มกันทุกคนก็ดีเจ้าค่ะ”

ชาวบ้านมองอย่างเชื่อถือ ถึงอย่างไร เหยาอวี้ก็คือหลานสาวของนายท่านหลัว หมอประจำหมู่บ้าน

แม้ว่านางจะยังเด็กก็ตาม อาจจะแสร้งทำตรวจโรคไปเหมือนผู้ใหญ่ แต่สมุนไพรนั้นก็มีจางซื่อเป็นคนเก็บแน่นอน พวกเขาจึงคิดว่าจางซื่อย่อมมีสมุนไพรต้านหวัดมาด้วย

มารดาของเด็กรีบรับสมุนไพรไปด้วยความขอบคุณ

“รบกวนแม่นางแล้ว…”

เหยาอวี้ส่ายหน้าเบาๆ พูดอย่างนิ่มนวล “เพียงต้มดื่มก่อน หากเหงื่อออกแล้วไข้ลดก็ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ”

น้ำฝนเดือดพอดี กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้งผสมกับกลิ่นไม้ไหม้ในถ้ำ

จางซื่อช่วยบุตรสาวบดรากสมุนไพรกับหินเรียบข้างถ้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนใส่ลงในหม้อน้ำเดือด เสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ กลิ่นหอมฉุนสดชื่นลอยขึ้นทันที คล้ายลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้หลังฝน

ไม่นาน น้ำต้มสมุนไพรก็ถูกยกลง

ชาวบ้านช่วยกันหาถ้วยไม้ ถ้วยดินเล็กๆ ที่พกติดตัวมา บางคนใช้ฝากระบอกน้ำแทนถ้วยอย่างไม่ถือสา

จางซื่อเป็นคนแรกที่ตักแบ่ง ใส่ถ้วยให้เด็กชายที่ตัวร้อนจัด มารดาของเด็กประคองลูกน้อยให้จิบช้าๆ ไออุ่นจากถ้วยลอยขึ้นแตะใบหน้าเล็กที่แดงจัด

“ค่อยๆ ดื่ม” นางเอ่ยเบาๆ

จากนั้นหม้อก็ถูกส่งต่อ แจกจ่ายกันทีละคน แม้บางคนจะมิได้มีอาการชัดเจน แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นยาต้านหวัด หลายคนก็รับดื่มกันไว้ก่อน

เสียงจิบเบาๆ ดังสลับกับเสียงฝนด้านนอก

ไออุ่นลอยคลุ้งทั่วถ้ำ

เหยาอวี้มิได้กล่าวอธิบายสรรพคุณยืดยาว นางเพียงนั่งอยู่ใกล้กองไฟ ดวงตานิ่งสงบ

เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องใหญ่อันใด สำหรับคนที่พอมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร สมุนไพรต้านหวัด ต้านไข้เบื้องต้น มิใช่เรื่องล้ำลึกอันใด หากคนในเรือนหมอประจำหมู่บ้านยังไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ นั่นต่างหากจึงจะน่าแปลกใจ

เพราะในสายตาชาวบ้าน นางกับมารดาก็เป็นสะใภ้และหลานสาวของนายท่านหลัว ผู้เติบโตมาในเรือนหมอ ย่อมพอรู้จักยาหรือสมุนไพรพื้นฐานอยู่แล้ว หากแต่ว่าตัวสมุนไพรที่บดลงไปเพิ่มนั้นช่วยเสริมหนุนให้ประสิทธิภาพที่กว่าปกติทั่วไป นั่นคือเหตุผลที่นางไม่คิดจะอธิบายเกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้เพิ่มเติม

แต่เพียงเท่านั้นก็มาากพอแล้ว เด็กชายที่ดื่มไปได้ครึ่งถ้วยเริ่มมีเหงื่อซึมบางๆ ที่ไรผม

มารดาเงยหน้ามองเหยาอวี้และจางซื่อด้วยแววตาซาบซึ้ง แม้แต่ตัวนางเองก็ยังรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นไม่มีความรู้สึกหนาวสั่นเลย

แต่เหยาอวี้เพียงยกยิ้มบาง ราวกับบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด แต่ก็ล้วนเป็นสิ่งที่สวรรค์ประทาน มนุษย์ด้านล่างทำได้เพียงตั้งรับ และปรับตัว

หยดน้ำกระแทกพื้นหินด้านนอกถ้ำเป็นจังหวะหนักแน่น กลิ่นดินชื้นเข้มขึ้นเรื่อยๆ

ชาวบ้านบางคนเริ่มผ่อนคลาย คิดเพียงว่าฝนเช่นนี้ สัตว์ป่าย่อมหลบอยู่ในโพรงของมันเอง ไม่มีเหตุให้ต้องกังวล

แต่เหยาอวี้กลับขมวดคิ้ว หัวใจนางเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย เป็นความรู้สึกเตือนภัย ฝนตกหนัก ดินอ่อนตัว หลุมดักสัตว์ที่ขุดไว้ย่อมพังง่าย สัตว์เล็กจะออกเคลื่อนไหว…

แล้วสัตว์ใหญ่เล่า?

สัตว์บางชนิดกลับชอบฝน

เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาเหนือเสียงฝน “ครืด …ครืด …”

เหมือนบางสิ่งกำลังตะกุยดิน นายพรานทั้งสามลุกพรวด หยิบมีด และธนูขึ้นทันที ไม่ทันที่ใครจะตั้งตัว เสียงแผดร้องก้องป่าก็ดังสนั่น

หมูป่า!!

หมูป่าตัวใหญ่ ขนดำเปียกน้ำ โคลนเกาะเต็มลำตัว มันคงออกมาเล่นปลักโคลนตามธรรมชาติของมัน แต่พื้นดินอ่อนจากฝนทำให้ขอบหลุมดักทรุด

มันตกลงไป ท่อนเหล็กแหลมที่ปักไว้ด้านล่างแทงเข้าที่สีข้าง แต่ไม่ลึกพอจะคร่าชีวิต เพียงพอจะทำให้มันบาดเจ็บ และคลุ้มคลั่ง

เสียงดินถล่มดังครืน หมูป่ากระโจนออกจากหลุมที่พังครึ่งหนึ่ง เลือดผสมโคลนไหลตามลำตัว ดวงตาแดงก่ำ

มันพุ่งตรงมาทางถ้ำ

เด็กๆ และสตรี กรีดร้อง วิ่งหนี

นายพรานสองคนยืนหน้าแถว ยกมีดเตรียมรับ

“อย่าแตกตื่น!” คนหนึ่งตะโกน

หมูป่าพุ่งเข้าชนกองไฟจนฟืนกระเด็น ไฟแตกกระจายเป็นประกายแดง สัตว์ที่บาดเจ็บร้ายแรงยิ่งดุร้าย มันหันหัวหมายพุ่งเข้าหาฝูงคนที่หลบอยู่ด้านใน

จางซื่อดึงเหยาอวี้เข้าหาตัว แต่เหยาอวี้มิได้กรีดร้อง ดวงตานางวาววับ นางกวาดสายตารวดเร็ว

เด็กหญิงไม่อาจออกแรงสู้ แต่นางคิดได้เร็ว “ใช้ไฟกับเถ้า!” นางตะโกนขึ้น เสียงเล็ก แต่ชัด

นายพรานคนหนึ่งหันมามอง “ผลักฟืนใส่มัน! ให้เถ้าถ่านเข้าตา!”

คำสั่งนั้นทำให้ชายผู้นั้นชะงักเพียงเสี้ยววินาที จากนั้นจึงเข้าใจ

หมูป่ากำลังหันหัวกลับมาเตรียมพุ่งอีกครั้ง

เหยาอวี้คว้าหม้อเล็กที่ต้มน้ำสมุนไพรเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง เทใส่ผ้าผืนใหญ่จนชุ่ม แล้วโยนผ้านั้นใส่กองเถ้าถ่าน จางซื่อเข้าใจทันที ช่วยใช้ไม้เขี่ยให้เถ้าร้อนๆ เกาะผ้า

นายพรานอีกคนคว้าฟืนที่ยังติดไฟอยู่ โยนใส่หน้าหมูป่า เปลวไฟลุกวาบ พร้อมกับผ้าเถ้าถ่านถูกเหวี่ยงใส่

หมูป่าร้องลั่น

เถ้าร้อนและควันฉุนเข้าตา สัตว์ที่อาศัยสายตาและกลิ่นเป็นหลักถูกแทรกแซงทันที มันสะบัดหัวอย่างบ้าคลั่ง หันชนผิดทิศเจ้ากับกำแพงถ้ำ จนเจ็บหัวไปหมด

นายพรานฉวยจังหวะนั้น พุ่งเข้าประชิด แทงมีดลึกเข้าใต้คอ

อีกคนซ้ำเข้าที่สีข้างเดิม  ทั้งสามช่วยกันรุมสกัมจนหมูป่าหมดลม เสียงคำรามต่ำสั่นสะเทือน จากนั้นร่างใหญ่ก็ทรุดลงกับพื้นถ้ำ

ยามนี้เหลือเพียงเสียงฝน เด็กบางคนเริ่มร้องไห้ สตรีหลายคนทรุดนั่ง นายพรานหอบหายใจหนัก

หนึ่งในนั้นหันมามองเหยาอวี้ สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เด็กหญิงอายุแปดปี ที่มิได้ถืออาวุธ แต่กลับมองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง

เหยาอวี้เพียงยืนอยู่ข้างจางซื่อ มือเล็กยังเปื้อนเถ้าถ่าน นางมิได้ยิ้ม เพียงถอนหายใจเบาๆ

ชาวบ้านเริ่มพึมพำ และเอ่ยชื่นชมไหวพริบ พวกนายพรานยิ่งรู้สึกว่าที่ผ่านมาได้ก็เป็นเพราะพวกนาง


 

เย็นวันนั้นทุกคนบ้านหลัวนั่งล้อมโต๊ะเตี้ยในโถงตามปกติ กับข้าวมีเพียงผักต้มถ้วยหนึ่ง ผัดผักดองจานเล็ก และน้ำแกงใสที่แทบมองไม่เห็นเศษอะไรลอยอยู่ ข้าวในหม้อก็ดูพร่องกว่าทุกวันอย่างเห็นได้ชัด

หลัวอัน เด็กชายวัยแปดขวบ ทำหน้าบูดตั้งแต่คำแรก

“ทำไมวันนี้น้อยจัง แบบข้าไม่อิ่ม” เขาบ่นเสียงดังตามนิสัย เอาแต่ใจตามแบบหลานชายคนเล็กที่ถูกขุนจนอ้วนฉุ

แม้แต่หลัวเหอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ชอบให้ลูกหลานบ่นเรื่องอาหารเช่นนี้ เพราะมันสะท้อนว่าบ้านบริหารไม่ดี แต่ก็รู้สึกไม่พอใจที่หม่าซื่อทำอาหารออกมาน้อยเช่นกัน

หม่าซื่อที่นั่งอยู่หมือนรอจังหวะอยู่แล้ว จึงถอนหายใจยาวอย่างจงใจ

“ถึงอย่างไรของก็ต้องกินต้องใช้ทุกวัน” นางเอ่ยขึ้น “น้ำมัน ข้าวสาร เกลือ ฟืนไฟ มิใช่จะงอกขึ้นมาเอง” เสียงนางดังพอให้ทุกคนได้ยิน “มีคนเพิ่มมาตั้งสองคน งานบ้านก็ไม่ช่วย ฟืนก็ใช้เพิ่ม ข้าวก็หุงเพิ่ม ของในครัวก็ร่อยหรอทุกวัน จะมิให้ข้าทำน้อยลงได้อย่างไรเจ้าคะ” นางพูดเหมือนได้รับความไม่เป็นธรรม และอัดอั้น

คำพูดนั้นไม่เอ่ยชื่อ แต่ทุกคนรู้แก่ใจดีว่าหมายถึงผู้ใด

สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังจางซื่อกับเหยาอวี้

จางซื่อก้มหน้าลงเล็กน้อย มือกำตะเกียบแน่น เหยาอวี้กลับวางช้อนลงอย่างสงบ “เงินก็ให้ไปแล้วนี่เจ้าคะ” นางกล่าวเรียบๆ

เสียงในโถงเงียบลงทันที อุดปากคนเริ่มได้ผลชะงัก

“รวมๆ แล้ว สามตำลึงกับสองร้อยอีแปะ” เด็กหญิงเอ่ยชัด “เงินจำนวนนี้ เลี้ยงครอบครัวชาวบ้านทั่วไปได้สามสี่ปีด้วยซ้ำ พวกข้าก็มีเพียงสองคน”

นางเงยหน้าขึ้น ดวงตานิ่งใส

“ถ้ากินข้าวแค่นี้ยังถือว่าเบียดเบียน คืนเงินเหล่านั้นมาก็ได้เจ้าค่ะ พวกข้าจะไปจัดการกินใช้กันเอง เชื่อว่าเหลือเฟือ”

คำพูดนั้นตกลงกลางโต๊ะเหมือนก้อนหินหนักตกกดทับจนอึดอัดไปหมด