LNCrawler

ตอนที่ 31

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 31

ตอนที่ 31


 

หลัวเหอหน้าดำคล้ำทันที

เขารู้ดีว่าเงินก้อนนั้นมากเหลือเฟือ สำหรับครอบครัวชาวบ้านทั่วไป ย่อมเพียงพออย่างที่เด็กนี่พูด

แต่บ้านหลัวมิได้คิดเพียงพออยู่แบบชาวบ้าน ทั้งยังต้องส่งหลัวเหวินเรียนหนังสือ ค่าอาจารย์ ไหนจะสี่สิ่งล้ำค่า[1] ล้วนไม่ใช่น้อย ไหนจะหลัวอันก็กำลังเติบใหญ่ เขาก็คาดหวังว่าหลานชายทั้งสองจะนำพาชื่อเสียงเกียรติยศกลับมาให้ตระกูล อีกทั้งหลัวชิงที่ต้องพูดคุยเรื่องออกเรือนแล้ว หากอยากออกเรือนกับครอบครัวที่ดี สินเดิมก็ไม่ควรน้อยหน้า

เงินย่อมไหลออกไม่หยุด แต่คำพูดของสะใภ้ใหญ่กลับเผยให้เห็นช่องโหว่ต่อหน้าทุกคน

“พูดจาไร้ความคิด!” หลัวเหอหันไปตำหนิหม่าซื่อ “แค่ข้าวสารไม่กี่มื้อก็เอามาเป็นเรื่องให้เสียหน้า”

หม่าซื่อชะงัก สีหน้าซีดลงทันที นางคิดจะบีบสองแม่ลูกให้ถอย แต่กลับถูกด่ากลางวง

เฉินซื่อเม้มปากเงียบ แม่เฒ่าหลัวก็ทำเพียงถอนหายใจ แม้นางจะไม่ชอบสองแม่ลูกนัก แต่ก็รู้ดีว่าสะใภ้ใหญ่คนนี้สายตาคับแคบและขี้เกียจเกินไป คิดเล็กคิดน้อยจนเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

เหยาอวี้มิได้กล่าวซ้ำ เพียงก้มหน้าตักข้าวคำเล็กๆ ต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน

แต่ทุกคนในโถงต่างรับรู้ได้ชัดเจน ตราบใดที่สามตำลึงสองร้อยอีแปะยังถูกพูดถึง คำว่ามาเบียดเบียน ก็ยากจะเอ่ยออกมาได้เต็มปาก เพราะครอบครัวลุงใหญ่ก็ไม่เคยหาเงินมาให้ครอบครัวได้เลย มีแต่ของครอบครัวรองที่นำมาให้

แม้บนโต๊ะอาหารจะเงียบลงแล้ว แต่ความคิดของเหยาอวี้กลับเดินไปไกลกว่านั้น การต้องนั่งกินข้าวกับคนเหล่านี้ทุกวัน มิใช่เพียงเรื่องอิ่มหรือไม่อิ่ม แต่ยังมีความรู้สึกชังขี้หน้าอยู่อีก

บนโต๊ะมีเพียงผักเหี่ยวที่ใกล้เน่า น้ำแกงใสจนเห็นก้นถ้วย เนื้อสัตว์แทบไม่มีให้เห็น ของดีถูกคัดแยกไปขายในตำบลหมด เหลือเพียงวิญญาณหมูลอยบางๆ ในน้ำซุปกระดูกหมู

หากจะอยู่เช่นนี้ไปอีกหลายเดือน ต่อให้ไม่ถูกใช้งานหนัก ก็เป็นการลดคุณค่าตนเองโดยไม่จำเป็น

เหยาอวี้จึงวางตะเกียบลงอย่างไม่เร่งรีบ

“เอาเถิดเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้าใจสถานการณ์ “ถึงอย่างไรพี่ใหญ่ก็ต้องใช้เงินไม่น้อย ถือว่าเงินนั้นไว้เป็นค่าเล่าเรียนของพี่ใหญ่ที่จะนำชื่อเสียงมาสู่ตระกูลเราก็แล้วกัน”

คำพูดนั้นทำให้หลัวเหวินที่เพิ่งกลับมาวันนี้ ที่นั่งเงียบอยู่มุมหนึ่งชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกอยากพูดสิ่งใดสักหน่อยแต่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้ เพราะเหมือนว่าค่าเล่าเรียนของเขาจะมีส่วนของครอบครัวรองอยู่จริงๆ

หม่าซื่อกลับหน้าบึ้งทันทีเพราะรู้สึกถูกจี้ใจดำ “เจ้าพูดถึงลูกข้าทำไม!” นางแว้ดขึ้นอย่างไม่พอใจ “เอ่ยชื่อเขาไปทั่ว…”

“หุบปาก!”

หลัวเหอเอ่ยเสียงแข็งก่อนที่นางจะพูดจบ เขามองหลานสาวคนที่สามด้วยสายตาประเมิน

“หลานสามของข้าช่างเข้าใจเรื่องราวยิ่งนัก” เขาพูดช้าๆ “รู้จักคิดถึงชื่อเสียงตระกูล”

คำชมลอยๆ นั้นมิได้ทำให้เหยาอวี้กระดิกคิ้วแม้แต่น้อย

นางเพียงกล่าวต่อทันที  “ต่อไปพวกข้าจะขอไปอยู่เรือนเล็กด้านหลังที่ว่างได้หรือไม่เจ้าคะ” ที่บ้านสกุลหลัวประกอบด้วยเรือนใหญ่ที่เป็นเรือนหลัก เชื่อมด้วยห้องสำคัญอย่างห้องตำราคา มีครัวใหญ่ที่มีห้องเล็กๆ ของพวกนาง รวมถึงโถงที่ใช้ตรวจโรคคนไข้ และเป็นที่พักอาศัยของเจ้าบ้าน อย่างนายท่านหลัวกับฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเฉินซื่อ ทั้งมีเรือนแยกฝั่งตะวันตกของหลัวชิง

นอกจากเรือนแยกของหลัวชิงก็ยังมีเรือนฝั่งตะวันออกของพวกลุงใหญ่ ซึ่งหากพูดกับตามลำดับแล้วเรือนแยกฝังตะวันตกของหลัวชิงควรจะเป็นของบุตรชายคนรองที่ตายไป แต่เหยาอวี้รู้ดีกว่าหากต้องไปแย่งชิงกับคนอย่างหลัวชิง ช่วงเวลาที่อยู่ในบ้านหลัวคงหาความสงบสุขไม่ได้ยิ่งกว่านี้

ดังนั้นนางจึงเล็งเรือนเล็กที่หลังท้ายเรือนใหญ่ทางฝั่งเหนือนั้นยังดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องอุดอู้อยู่ที่ห้องแคบๆ นี้ด้วย

ทุกคนชะงัก เรือนเล็กหลังบ้านเป็นเรือนที่ว่างมานาน เพราะตั้งแต่หลัวชิงปักปิ่น ที่เลือกที่จะไปอยู่เรือนฝั่งตะวันตกที่ใหญ่กว่า

“ส่วนข้าวสารอาหารแห้งใดๆ เดี๋ยวพวกข้าจะจัดหุงหากินกันเองสองคน ไม่ต้องมาเบียดเบียนพวกท่าน มีเพียงขอฟืนจากครัวที่เรือนใหญ่เท่านั้นเจ้าค่ะ” ถึงอย่างไรนางก็ไม่อยากให้มารดาต้องมาผ่าฟืนเอง

คำว่าไม่ต้องเบียดเบียน เหมือนตบหน้าเบาๆ อีกครั้ง หม่าซื่อถึงกับหน้าแดงคล้ำ

แม่เฒ่าหลัวเฉินซื่อเบิกตากว้าง “พวกเจ้าจะเอาของพวกนั้นมาจากที่ใด” นางถามทันที “หรือยังมีเงินซ่อนไว้อีก”

คำถามนั้นทำให้หลายสายตาหันมามองสองแม่ลูกอย่างระแวง ดวงตาละโมบ

หลัวเหอหรี่ตาเล็กน้อย ในใจพลันคำนวณว่า หรือเด็กนี่จะเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้จริงๆ

หลัวจิ้นเองก็เริ่มคิดไปไกล

หม่าซื่อยิ่งได้ใจ คิดอยากขูดรีดทันที “เงินอยู่ที่ใด”

จางซื่อที่นั่งเงียบมาตลอดจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “วันนี้ไปขึ้นเขาแล้วได้เห็ดกับผักป่ามาจำนวนไม่น้อยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนางราบเรียบไม่เอ่ยถึงสมุนไพรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ “เลยคิดจะเข้าไปขายในตำบล แล้วซื้อของกลับมา พวกข้านัดกับนายพรานสกุลอู่และชาวบ้าน จะขอติดเกวียนพวกเขาไป”

คำว่าเข้าตำบล ทำให้หลัวเหอขมวดคิ้วทันที เรื่องที่สองแม่ลูกหายไปหลายสัปดาห์ยังติดอยู่ในใจ

“แล้วจะกลับเมื่อใด” เขาถามเสียงเข้ม ในใจกำลังคิดว่าจะให้หลัวจิ้นติดตาม แต่ก็ไม่อยากจ่ายค่าเกวียนอีก เพราะเดี๋ยวก็ต้องให้ค่าเดินทางหลัวเหวินเข้าตำบล เงินทองใหลออกจนเขาเริ่มกังวลแม้แต่เงินไม่กี่อีแปะ ดีที่ช่วงดีคนเป็นหวัดบ่อย จึงพอมีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ

“ขากลับก็กลับพร้อมกันเจ้าค่ะ” จางซื่อตอบ

หลัวจิ้นยังไม่วางใจ “ชาวบ้านพวกนั้นใจดีเกินไปหรือไม่ ให้ขึ้นเกวียนไม่คิดเงิน?”

จางซื่อมิได้ลังเล “ตอนขึ้นเขาด้วยกันแล้วติดฝน พวกข้าหาสมุนไพรต้านหวัดแถวนั้นได้พอดี แล้วแจกจ่ายทุกคน พวกเขาเลยยอมช่วยเหลือเจ้าค่ะ”

คำอธิบายนั้นปิดปากทุกข้อสงสัยได้พอดี แม้จะไม่เคยรู้ว่าจางซื่อรู้จักสมุนไพรด้วย เพราะแม้แต่งานในโถงอย่างช่วยหลัวเหอดูแลคนไข้ จางซื่อก็ไม่เคยปรากฎตัว เนื่องจากนายท่านหลัวผู้นี้ ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมให้สตรีในเรือนเปิดเผยหน้าตาอยู่แล้ว

แต่เพราะกังวลแค่เรื่องเข้าตำบลของสองแม่ลูก เรื่องพวกนี้พวกเขาจึงยังคิดไม่ทัน

หลัวเหอคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว หากสองแม่ลูกหาเลี้ยงตัวเองจากการหาของป่าได้จริง ก็เท่ากับลดภาระในบ้าน เพราะถึงอย่างไรของในป่านั้นก็ไม่ใช่ของพวกเขาอยู่แล้ว

ไม่ต้องหุงข้าวเพิ่ม ไม่ต้องฟังสะใภ้ใหญ่บ่นทุกมื้อ อย่างน้อยก็ถือว่าเขาได้เปรียบ

เขาพยักหน้าช้าๆ

“ไปก็ไป แต่อย่าให้รู้นะว่าพวกเจ้าจะคิดหนี”

“โธ่ท่านปู่ ข้าก็บอกแล้วว่าเรื่องก่อนหน้านี้เข้าใจผิด ครั้งนี้ไม่เสียเงินทั้งขาไปและขากลับ ย่อมต้องกลับมาเจ้าค่ะ พวกข้าเป็นเพียงสตรีสองคนจะไปที่ไหนได้เจ้าคะ” หลังจากที่เหยาอวี้กล่าวเช่นนั้น หลัวเหอก็ได้แต่พยักหน้าเท่านั้น

หม่าซื่อฮึดฮัดอยู่ในลำคอ

ทุกอย่างผิดแผนอีกแล้ว

เดิมทีตั้งใจจะบีบให้สองแม่ลูกอ่อนข้อ กลับกลายเป็นว่าพวกนางจะแยกครัว ไปอยู่เรือนเล็ก หาเลี้ยงตัวเอง

ในใจนางดูถูกไม่เลิก

เด็กกับสตรีสองคน จะหาเงินได้สักเท่าไหร่เชียว

คงขายเห็ดได้ไม่กี่อีแปะ สุดท้ายก็ต้องกลับมาพึ่งครัวเรือนใหญ่อยู่ดี ถึงตอนนั้นนางจะให้อดข้าวให้เข็ด ทำอวดดีไปเถอะ

แม่เฒ่าหลัวเองก็ได้แต่พยักหน้าตามน้ำ ตอนนี้สองแม่ลูกเจียมตัวแล้ว เงินก็เอามาให้ ขนาดข้าวยังไม่เรียกร้อง หากยังหาเรื่องต่อไป ชาวบ้านภายนอกย่อมครหา แค่เพียงแยกครัวกันก็ไม่รู้ว่าจะถูกว่าใจดำหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะพวกนางโง่ ขอแยกครัวกันเอง

หลัวเหวินนั่งนิ่งไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกประหลาด น้องสามคนนี้ มิใช่เด็กโวยวายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ทั้งยังฉายแววมีคมไม่น้อย

ส่วนหลัวชิง และเด็กๆ ในบ้าน เมื่อเห็นว่าหลัวเหอยอมรับปาก พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอันใดเช่นกัน เพราะไม่ต้องเจอหน้าสองแม่ลูกนี้ก็ดี 


 

จางซื่อกับเหยาอวี้ออกจากเรือนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือทุ่งนา ตะกร้าใบใหญ่ในมือมีเพียงผ้าคลุมปิดไว้แน่นหนา ดูภายนอกเหมือนเตรียมของป่าไปขาย ทว่าภายในกลับว่างเปล่า

ไม่มีเหตุผลใดที่พวกนางต้องนำเห็ดหรือผักป่าที่หามาได้ไปขายแม้แต่น้อย ของเหล่านั้นคือเสบียงของพวกนางเอง

ตั้งแต่แยกย้ายกันช่วงอาหารวานเย็น สองแม่ลูกก็ทำการปัดกวาดเช็ดถูเรือนเล็กของทั้งคู่อย่างขมักเขม่น แม้ว่าจะเพิ่งทำความสะอาดห้องรูหนูนั้นได้ไม่นาน แต่ฮวงจุ้ยที่ไม่ดีเช่นนั้น พวกนางมิได้เสียดายสักนิด

เกวียนของชาวบ้านแล่นกระทบพื้นดินชื้นจากฝนเป็นระยะ เสียงล้อดังเอี๊ยดอ๊าดไปตลอดทาง ดีที่ไม่ที่หล่มโคลน สองแม่ลูกทักทายชาวบ้านและนายพรานแซ่อู่อย่างเป็นกันเอง โดยพูดคุยเรื่องเนื้อหมูป่าที่ล่าได้เมื่อวาน ซึ่งเหล่านายพรานรับผิดชอบนำไปชำแหละ แล้วเดี๋ยวรอกลับจากตำบลก็จะนำไปให้พวกนางเย็นนี้ ซึ่งจางซื่อและเหยาอวี้ได้แต่กล่าวขอบคุณ แล้วบอกให้เอามาอีกวันดีกว่า เพราะวันนี้พวกนางอาจจะกลับค่ำและจะกลับกันเอง พวกชาวบ้านก็ไม่ได้ถามให้มากความ ส่วนนายพรานแซ่อู่ก็พยักหน้ารับรู้เท่านั้น

หากไม่นับเรื่องภายในบ้านหลัวแล้ว ชาวบ้านที่หลัวซานส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนดี




 

[1] สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือจีน ได้แก่ กระดาษ พู่กันจีน แท่งหมึก และที่ฝนหมึก