LNCrawler

ตอนที่ 33

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 33

ตอนที่ 33


 

จินต้าฉางถอนลมหายใจยาว ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น “เชื่อใจก็เป็นเรื่องดี แต่สัญญา…ก็เป็นเรื่องที่ควรต้องมี”

น้ำเสียงเขากลับมาเป็นการเป็นงานทันที “เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในภายหน้า”

ไม่ต้องให้บิดาสั่ง จินจื่อหานรีบวางพู่กันที่ใช้จดสูตรลง แล้วหยิบกระดาษใหม่ขึ้นมา

จินต้าฉางเอ่ยต่อ “ข้าจะร่างสัญญา ระบุชัดเจนว่า สูตรเป็นของเจ้า โรงเตี้ยมจินฟู่มีสิทธิ์ผลิตและจำหน่าย โดยแบ่งผลกำไรตามสัดส่วนที่ตกลง”

เขามองเหยาอวี้ “เจ้าต้องการกี่ส่วน” เขาพูดอย่างไม่คิดมาก แรกเริ่มเดิมทีก็เพราะมีนางเขาจึงยังยืนอยู่ได้ทุกวันนี้

จางซื่อมองบุตรสาวด้วยสายตาลึกล้ำ

นานมากแล้วที่นางรู้สึกเหมือนไม่รู้จักเด็กคนนี้ นางมองบุตรสาวของตนไม่ออกจริงๆ ว่าแท้จริงแล้วยังมีความสามารถใดอีกบ้าง มิรู้ว่าท่านเซียนสั่งสอนบุตรของนางเช่นไร

เด็กหญิงกลับตอบเรียบๆ “หนึ่งในสิบส่วนก็พอเจ้าค่ะ”

ทั้งห้องเงียบไปชั่วครู่

“หนึ่งส่วนสิบ?” จินจื่อหานเงยหน้าขึ้นทันที

“น้อยเกินไปหรือไม่” จินเซียงเอ่ยตาม

เหยาอวี้ส่ายหน้า “สูตรแม้สำคัญ แต่หากไร้โรงเตี้ยม ไร้คนผลิต ไร้ทุน ไร้ช่องทางจำหน่าย ก็เป็นเพียงความคิดในหัวเท่านั้นเจ้าค่ะ ข้าเพียงให้แนวทาง พวกท่านต่างหากที่ต้องลงทุนและรับความเสี่ยง”

จินต้าฉางมองนางนิ่งอีกครั้ง

เด็กหญิงผู้นี้มิได้โลภ

แต่มิได้โง่

รู้จักประเมินน้ำหนักคุณค่าของตนอย่างแม่นยำ

เขาพยักหน้าอย่างช้าๆ “ดี!!...เช่นนั้นหนึ่งส่วนสิบตามที่เจ้าเอ่ย”

“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ยิ้ม อย่างน้อยระหว่างอยู่นิ่งๆ ที่หมู่บ้านหลัวซาน นางก็มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย

เมื่อทั้งคู่ทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว จินต้าฉางก็นัดแนะว่าทุกสัปดาห์ก็นำฝากบัญชีร้านไปพร้อมคนขนข้าวตามสถานที่เดิมให้นางได้ตรวจสอบ

เด็กหญิงจึงวางพู่กันลงนามอย่างสงบ รู้สึกรังเกียจลายมือของตนเล็กน้อย แต่ยังหาวิธีฝึกปรือมิได้ “เช่นนั้น ข้าคงต้องขอตัวแล้วเจ้าค่ะ”

ด้านนอก คนรับใช้ยืนรอพร้อมของที่ซื้อมา ทั้งยังนำใส่เกวียนเทียมวัวที่จ้างมาโดยเฉพาะ เมื่อมองท้องฟ้าสักเล็กน้อย ยังต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงหมู่บ้าน ก็ได้แต่ต้องกล่าวอำลาแล้ว

จินต้าฉางมองนางอีกครั้ง

วันนี้เขาไม่ได้เพียงได้สูตรสินค้าใหม่

แต่ได้เห็นว่า เด็กหญิงผู้นี้ มิใช่เพียงหมอ มิใช่เพียงนักคิด หากแต่เป็นคนที่รู้จักวางรากฐานอนาคตอย่างสุขุม

และที่สำคัญ นางเลือกเชื่อใจพวกเขา ความเชื่อใจนั้น มีค่ากว่าสูตรใดๆ เสียอีก

“ได้ รักษาตัวด้วย” เถ้าแก่จินเอ่ยเสียงหนักแน่น พลางยกมือคำนับเล็กน้อยอย่างให้เกียรติ

จินจื่อหานและจินเซียงเองก็น้อมศีรษะส่งสองแม่ลูก ราวกับกำลังส่งแขกผู้มีพระคุณ มิใช่เพียงเด็กหญิงวัยแปดปีและหญิงม่ายจากหมู่บ้านห่างไกล

ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตู เหยาอวี้ชะงักเท้าเล็กน้อย แล้วหันกลับไป สายตานางหยุดที่จินเซียง “พี่สาวเซียงเอ๋อร์…”

จินเซียงที่กำลังยืนประคองสัญญาและสูตรต่างๆ อยู่ในมือเงยหน้าขึ้น

“...?”

“การทำเครื่องประทินผิว ยาสระผม หรือเครื่องอาบน้ำ มิได้ต่างจากการปรุงยาเท่าใดนัก” เหยาอวี้เอ่ยอย่างจริงจัง “การควบคุมไฟ การชั่งตวงสัดส่วน ความสะอาดของภาชนะ และการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเนื้อสัมผัส ล้วนเหมือนกัน”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “สักวันท่านจะเชี่ยวชาญขึ้นแน่นอนเจ้าค่ะ”

จินเซียงถึงกับชี้นิ้วมาที่ตนเอง

“ข้า?”

เสียงนั้นทั้งตกใจ ทั้งไม่มั่นใจ

“ใช่เจ้าค่ะ” เด็กหญิงยิ้มบาง “ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝีมือ”

จินต้าฉางหัวเราะเบาๆ “เจ้านี่รู้จักให้การบ้านแล้ว”

แล้วเขาก็มองบุตรสาวด้วยสายตาอ่อนลง มิใช่ว่าเขาไม่รู้ จินเซียงนั้นนับถือเด็กหญิงผู้นี้เป็นผู้สอนวิชาหมอในใจมานานแล้ว ตั้งแต่วันที่ได้เห็นการจับชีพจรอย่างแม่นยำ การอธิบายสรรพคุณสมุนไพรอย่างเป็นเหตุเป็นผล

วันนี้แม้ไม่ได้สอนตำราหมอโดยตรง

แต่กลับมอบสิ่งที่มากกว่านั้น

ความเชื่อมั่น

จินเซียงกำสัญญาและสูตรในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ในแววตาเริ่มมีประกายความมุ่งมั่น “ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง” นางพูดอย่างหนักแน่น

เหยาอวี้เพียงพยักหน้า เมื่อสองแม่ลูกก้าวลงบันได เสียงโถงด้านล่างยังคงมีแขกพูดคุยประปราย กลิ่นอาหารลอยอวล

โรงเตี้ยมจินฟู่ยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่วันนี้ ทุกอย่างได้เริ่มแตกหน่อไปเงียบๆ แล้ว


 

กว่าจะมาถึงหมู่บ้านหลัวซาน แสงสุดท้ายของวันก็ลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว ล้อเกวียนบดกับทางดินชื้น ส่งเสียงครืดคราดเบาๆ ก่อนหยุดลงหน้ารั้วไม้เก่า เสียงวัวสะบัดหางดังเพียงครู่เดียว แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความเงียบของยามเย็น

ภายในเรือนใหญ่และเรือนแยกอื่นๆ ตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้นทีละดวง คนในแต่ละเรือนต่างแยกย้ายเตรียมพักผ่อน แม้จะได้ยินเสียงเกวียนมาถึงหน้าบ้าน แต่ก็ไม่มีผู้ใดรีบร้อนออกมาดู

“คงเป็นพวกจางซื่อกลับมาแล้วกระมัง” ใครบางคนพึมพำ

หลัวเหอที่นั่งอยู่ในโถงเรือนใหญ่ทั้งวันด้วยความกังวล แม้ใบหน้าจะเรียบนิ่ง แต่ใจกลับร้อนรุ่มไม่น้อย เขากลัวสองแม่ลูกจะฉวยโอกาสหนีหายอีกครั้ง ยิ่งช่วงนี้ข่าวลือในหมู่บ้านยังไม่ทันซา หากพวกนางหายไปอีก ชื่อเสียงของเขาย่อมเสียหายยิ่งกว่าเดิม

ครั้นได้ยินเสียงเกวียน เขาจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก แต่กระนั้นก็ไม่คิดจะลุกออกไปต้อนรับ เขายืดหลังตรง ตั้งท่าเหมือนไม่ใส่ใจ ออกไปตอนนี้ก็เท่ากับยอมรับว่ารอคอยทั้งวัน เรื่องเสียหน้าเช่นนั้น เขาไม่ทำแน่

แม่เฒ่าหลัวนั่งพัดมืออยู่ในห้องเช่นกัน พลางเงี่ยหูฟัง แต่ก็ไม่ออกไป 

เรือนแยกฝั่งอื่นๆ ก็คิดไม่ต่างกัน

หลัวจิ้นเพียงแง้มหน้าต่างดูผ่านช่องไม้เล็กๆ ก่อนหันกลับ

“คงเอาของเล็กๆ น้อยๆ กลับมา” เขาว่า น้ำเสียงทั้งดูแคลน ทั้งอยากรู้

ส่วนหม่าซื่อ… นางอารมณ์ขุ่นมัวมาตั้งแต่เมื่อวาน เรื่องแรงงานที่หายไปยังคาใจ เรื่องเรือนเล็กก็ยิ่งขัดตา ตอนนี้ยังต้องมาทนเห็นสองแม่ลูกนี้เดินเข้าออกบ้านราวกับมิต้องเกรงใจใคร

เมื่อนางได้ยินเสียงเกวียน จึงเพียงแค่นั่งพับผ้าอยู่ในห้องตนเอง ไม่แม้แต่จะลุกไปแง้มดู

“จะมีอะไรนักหนา” นางพึมพำ “ของป่าขายได้สักกี่อีแปะเชียว”

ในใจยิ่งตอกย้ำ…

ไว้รอสมน้ำหน้าตอนของหมดเถิด พอถึงวันนั้น นางจะไม่แบ่งข้าวสักชาม ไม่แบ่งน้ำมันสักหยด ให้รู้เสียบ้างว่าการแยกตัวไปอยู่เรือนเล็กนั้นหมายความว่าอย่างไร

ด้านนอก

จางซื่อกับเหยาอวี้ช่วยกันยกตะกร้าลงจากเกวียนอย่างเงียบๆ ขนข้าวของถึงสองสามรอบจึงจะหมดลง

เป็นไปอย่างที่เหยาอวี้คิด คนในบ้านยังขุ่นเคืองจนไม่อยากออกมาดูพวกนาง และยิ่งนางเลือกที่กลับหลังพระอาทิตย์ตกดินเช่นนี้ พวกเขาย่อมอยู่ในเรือนของใครของมัน

ส่วนเรื่องเกวียน แรกเริ่มเดิมทีพวกนางก็มิได้อยากใช้เกวียนของชาวบ้านอยู่แล้ว ดังนั้นขาไปจึงเป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำให้หลัวเหอสบายใจ ส่วนขากลับก็จ้างเกวียนอื่นให้มาส่ง เพราะข้าวของที่แม้จะบอกว่าให้ซื้อมาพอประมาณ แต่ก็มากมายจนอาจจะเป็นที่ตั้งคำถามของชาวบ้านได้

ไม่ว่าจะตะปูที่ยื่นออกมาจะถูกตอกให้จม[1] หรือไม้เด่นเกินไพรล้มพัดหักโค่น[2] ล้วนไม่ใช่สุภาษิตคำพังเพยที่มีไว้ให้ท่องเปล่าๆ

ดังนั้นแม้ว่ามารดาจะบอกกับหลัวเหอว่าจะกลับพร้อมพวกชาวบ้าน แต่วัตถุประสงค์จริงๆ ของหลัวเหอก็เพียงกลัวพวกนางจะไม่กลับ ดังนั้นเรื่องที่ไม่ว่าพวกนางจะกลับพร้อมใคร หลัวเหอไม่มีทางไปถามกับคนข้างนอกให้เสียหน้าแน่นอน

ตอนนี้ทั้งเรือนจึงมีเพียงความเงียบ

เมื่อประตูปิดลง บ้านสกุลหลัวกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง

คนสกุลหลัวต่างคิดว่า สองแม่ลูกคงกลับมาพร้อมของเพียงเล็กน้อย และไม่นานก็จะเริ่มขาดแคลนตามที่คาดไว้

แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ภายใต้ผ้าคลุมในตะกร้า และของในเรือนเล็กยามนี้ มิได้มีเพียงข้าวสารอาหารแห้ง แต่ยังมีไหหมักเล็กๆ อีกหลายไห มีถั่วเหลืองจำนวนมากที่มากกว่าข้าวสารเสียอีก มีโถน้ำตาลที่แม้แต่พวกเรือนหลักยังไม่อาจตัดใจใช้ เพราะที่เรือนเล็กไม่มีเตาครัว นางยังซื้อเตาอั้งโล่ และเตาเล็กๆ มาใช้ส่วนตัวอีกด้วย

ในเรือนเล็กของพวกนางมี ห้องหนึ่งเป็นห้องนอนเล็ก มีหน้าต่างเล็กบานเดียว  อีกห้องเป็นห้องว่างโล่ง ผนังไม้เก่า แต่กว้างกว่าห้องนอน แต่เดิมห้องนั้นใช้เก็บฟืนและของจิปาถะ 

เมื่อคืนก่อน เหยาอวี้กับจางซื่อช่วยกันย้ายฟืนออก จัดการปัดกวาดจนโล่ง คืนนี้เมื่อตะกร้าถูกยกเข้ามาพร้อมข้าวของอื่นๆ ทั้งสองก็ช่วยกันจัดวางของอย่างเงียบๆ เตาอั้งโล่ถูกตั้งไว้ชิดผนังด้านหนึ่ง ไหหมักเรียงชิดมุม ข้าวสารถูกเทใส่ถังไม้ใบเล็ก เครื่องปรุงวางบนแผ่นไม้ที่พาดทำเป็นชั้นอย่างง่าย โถน้ำตาลถูกเก็บไว้ลึกสุด ไข่ไก่ถูกจัดเรียงไว้เต็มไหใหญ่ แล้วคลุมด้วยผ้าอีกที

จางซื่อมองห้องว่างที่ค่อยๆ มีชีวิตขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย


 

[1] ตะปูที่ยื่นออกมาจะถูกตอกให้จม (出る杭は打たれる - Deru kugi wa utareru) เป็นคำพังเพยญี่ปุ่น หมายถึง คนที่ทำตัวโดดเด่น แตกต่าง หรือมีความสามารถเกินหน้าเกินตาผู้อื่น ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและถูกกดดัน อิจฉาริษยา หรือกลั่นแกล้งจากสังคมเพื่อให้กลับมากลมกลืนเหมือนคนอื่นๆ

[2] ไม้เด่นเกินไพรลมพัดหักโค่น คนหรือการกระทำอันโดดเด่น นำพาให้คนอิจฉาจนถูกเล่นงานได้