LNCrawler

ตอนที่ 34

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 34

ตอนที่ 34


 

เหยาอวี้ยิ้มบาง “หากยังต้องกินข้าวกับเรือนใหญ่ทุกวัน คงไม่ต่างจากรอให้เขาหาเรื่องเจ้าค่ะ” นางมองไปรอบห้องอีกครั้ง ห้องหนึ่งเป็นห้องนอน และห้องนี้… จะเป็นทั้งครัว และโถงกินข้าว

จางซื่อเห็นด้วย แล้วเริ่มปูเสื่อใหม่ที่ซื้อมาผืนหนึ่งกลางห้อง “ตรงนี้เป็นที่กินข้าว” นางเอ่ยเบาๆ

เหยาอวี้พยักหน้า

จางซื่อพูดต่ออย่างร่าเริง “ตรงนั้นไว้หั่นผัก ตรงนี้เก็บฟืน” การจัดวางเล็กๆ ทำให้ห้องไม้เก่าแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ใหม่โดยสมบูรณ์

เตาอั้งโล่ถูกจุดไฟทดสอบในคืนนั้น เปลวไฟลุกอ่อนๆ สีส้ม ควันลอยขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนกระจายออก

จางซื่อหัวเราะเบาๆ พูดอย่างคนเพ้อเจ้อว่า “กลิ่นไฟของเราเอง”

เหยาอวี้ขำขันมารดาทันที นางนั่งลงข้างเตา มองเปลวไฟนิ่ง นึกถึงถั่วเหลืองที่ซื้อมาจำนวนไม่น้อย

ตำบลชิงเฟิงนั้นขึ้นตรงต่ออำเภอเหออัน ที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลของมณฑลเจียงหนานตอนใต้

เพราะติดทะเล จึงมีการค้าขายค่อนข้างคึกคัก เรือสินค้าจากต่างถิ่นแวะเข้ามาเสมอ ทั้งเกลือทะเล ปลาแห้ง สาหร่าย เครื่องเทศบางชนิด และผ้าจากหัวเมืองไกล จากคำเล่าของเถ้าแก่จินทำให้เหยาอวี้ก็อยากไปเยือนตัวอำเภอเหออันสักครั้ง แต่ระยะทางที่ยาวนานเป็นวันๆ จึงทำให้นางลังเล และต้องหยุดความคิดนี้ไว้ เพราะยามนี้ไม่ค่อยสะดวกนัก

ดินในแถบนี้เป็นดินร่วนปนทรายจากตะกอนแม่น้ำที่ไหลลงทะเล ระบายน้ำดี แต่อุ้มน้ำไม่มาก ปลูกข้าวได้ แต่ต้องพึ่งฝนและการทดน้ำ ดังนั้นจึงมิแปลกที่ชาวบ้านแม้จะเจอฝนหลงฤดูที่แม้จะตกหนักดังฟ้ารั่วแบบวันเว้นวันเช่นนี้ก็ยังดีใจ

นอกจากนี้ยังปลูกผักใบได้ดีในฤดูสั้นๆ ปลูกอ้อยได้บ้าง และที่สำคัญ ปลูกถั่วได้ดีมาก โดยเฉพาะถั่วเหลือง

เพราะรากของมันสามารถตรึงสารอาหารอย่างไนโตรเจนในดินได้เอง ยิ่งปลูก ยิ่งช่วยบำรุงดิน ไม่เปลืองแรงเท่าข้าว ไม่ต้องแช่น้ำทั้งแปลง เกษตรกรที่นี่จำนวนไม่น้อยจึงปลูกถั่วเหลืองสลับกับพืชอื่น

แต่…

ในสายตาชาวบ้าน ถั่วเหลืองเป็นเพียงของราคาถูก เมล็ดหนึ่งถุงใหญ่ ขายได้ไม่กี่อีแปะ ส่วนใหญ่เอาไปทำน้ำเต้าหู้ขายตอนเช้า กากที่เหลือก็เอาไปเลี้ยงหมู บางบ้านทิ้งเสียด้วยซ้ำ แทบไม่มีผู้ใดคิดต่อยอดมันมากกว่านั้น

ไม่มีใครคิดหมัก ไม่มีใครคิดแปรรูป ไม่มีใครคิดว่ามันสามารถกลายเป็นเครื่องปรุงรสที่เก็บได้นาน หรือเป็นอาหารที่มีคุณค่าเลี้ยงคนได้ทั้งปี

เหยาอวี้มองถุงถั่วเหลืองนั้นอย่างครุ่นคิด ที่เหออันมีทะเล มีเกลือ มีอากาศชื้นเหมาะกับการหมัก แต่ผู้คนยังใช้ถั่วเหลืองเพียงต้มดื่ม

น่าเสียดายยิ่งนัก…ที่พวกนางยังต้องอยู่ภายใต้คนเช่นนี้ จึงมิอาจทำสิ่งใดให้สะดุดตาได้มากนัก

“เจ้าชอบน้ำเต้าหู้เพียงนี้เชียว” จางซื่อมองตามสายตาของบุตรสาวถึงเอ่ยถาม เพราะตั้งแต่ที่อยู่โรงเตี้ยมแล้ว นางต้องกินน้ำเต้าหู้ทุกเช้าเพราะบุตรสาวกำชับมา

“ท่านแม่ไม่ชอบหรือเจ้าคะ น้ำเต้าหู้นี้มีประโยชน์อย่างมาก” เหยาอวี้พยักหน้ายอมรับ โดยเฉพาะกับตอนที่พวกนางขาดสารอาหารอย่างหนัก น้ำเต้าหู้คือแหล่งโปรตีนที่สำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสามารถนำมาทำอาหารอย่างเต้าหู้ และเครื่องปรุงที่สำคัญอย่างซีอิ้ว ซึ่งคนที่นี่ยังไม่รู้จัก

เมื่อนึกถึงตรงนี้เหยาอวี้ก็กลืนน้ำลาย

ร้อยปีแล้วที่ไม่ได้สัมผัสถึงรสอาหาร การเป็นเซียนทำให้นางอิ่มทิพย์ อยู่ในตำหนักเหยาฉือก็มีภารกิจและการบำเพ็ญทุกวัน จนกิเลสด้านรสลิ้นค่อยๆ ด้านชาไปโดยไม่รู้ตัว

แต่เมื่อกลับมาเป็นมนุษย์ ความหิว ความอิ่ม ความหวาน ความเค็ม ความหอมของข้าวสุกใหม่ ล้วนเป็นสุนทรียะอย่างหนึ่งของชีวิต นางโหยหาช่วงเวลาในโรงเตี้ยมพอๆ กับมารดา แม้จะไม่มีเครื่องปรุงรสเลิศเหมือนชาติแรก แต่พ่อครัวก็มีฝีมือยิ่ง

และตอนนี้…คงได้แต่แก้ขัดไปก่อน

จางซื่อยิ้มบางเมื่อเห็นสายตาเป็นประกายของบุตรสาว

“ดูท่า เจ้าจะหิวแล้ว” นางว่าเบาๆ ก่อนลุกขึ้นจัดการของที่เตรียมไว้ ตั้งแต่ออกจากตำบล พวกนางก็ยังไม่ได้รับประทานอะไรเลย

เห็ดป่าที่เก็บมาถูกล้างสะอาด ผักป่าใบอ่อนหั่นพอคำ น้ำมันที่ซื้อมาใหม่ถูกเทลงกระทะเหล็กเล็ก เสียงฉ่าเบาๆ ดังขึ้นทันทีที่กระทะร้อนจัด กลิ่นน้ำมันอุ่นลอยขึ้นก่อน ตามด้วยกลิ่นเห็ดสดเมื่อถูกผัดจนสุก จางซื่อเติมเกลือลงไปอย่างไม่ตระหนี่ ปลายนิ้วหยิบผงน้ำตาลเล็กน้อยโรยตาม

รสเค็มตัดหวาน กลิ่นหอมของเห็ดป่าผสานกับผักสด ไอร้อนลอยคลุ้งเต็มเรือนเล็ก

ต่อมาจางซื่อตอกไข่ลงในถ้วยดิน ใส่เกลือปลายนิ้ว เติมน้ำเล็กน้อยแล้วตีจนขึ้นฟอง นางตั้งกระทะใหม่ เทน้ำมันลงไปมากกว่าที่เรือนใหญ่เคยใช้ในหนึ่งมื้อเสียอีก

เมื่อกระทะร้อนจัด ไข่เหลวสีเหลืองทองถูกเทลงไป เสียงฉ่าดังขึ้นทันที กลิ่นไข่เจียวหอมมันลอยขึ้นผสมกับกลิ่นเห็ดผัด กลิ่นนั้นเข้มข้น อบอวล และมีชีวิตชีวา ขอบไข่พองฟูเป็นสีทองกรอบ ตรงกลางนุ่ม จางซื่อกลับด้านอย่างชำนาญ ก่อนตักขึ้นใส่จานเล็ก เพียงจานเดียว

เหยาอวี้คีบชิมชิ้นหนึ่งเข้าปากโดยไม่รอ กรอบนอก นุ่มใน นางหัวเราะเบาๆ อย่างพอใจ รอข้าวที่หุงพอดีเม็ดไม่มีปนทราย ไม่แฉะ ไม่แข็ง กำลังถูกตักใส่ชามสองใบ

เพียงเท่านี้

ก็กลายเป็นมื้อเย็นเรียบง่าย แต่ชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก

เหยาอวี้รับชามข้าวมาถือไว้ กลิ่นเห็ดผัดลอยแตะจมูกจนหัวใจอุ่นวาบ นางยกตะเกียบขึ้น คีบเห็ดชิ้นหนึ่งเข้าปาก รสเค็มกำลังดี หวานอ่อนๆ ตามมา เนื้อเห็ดนุ่มฉ่ำ ตามด้วยไข่เจียวร้อนๆ

เพียงคำเดียว นางแทบจะหลับตาด้วยความพอใจ ยิ่งนึกว่าเดี๋ยวต่อไปหากหาวัตถุดิบอีกอย่างครบ นางจะทำซีอิ้วออกมาสักเล็กน้อย

กลิ่นหอมจากเรือนเล็กนี้ลอยออกไปตามลมค่ำ เรือนอื่นที่ควรจะดับไฟเข้านอนแล้ว กลับเริ่มมีเสียงขยับตัว

โดยเฉพาะเรือนของพวกหลัวจิ้น ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล แม้จะได้กลิ่นจางๆ ก็รับรู้ว่าเป็นมื้อที่ให้รสเข้มข้นไม่น้อย คงเทียบกับผ้าเหี่ยวๆ และน้ำแกงข้นหม้อ ของมื้อเย็นวันนี้ไม่ได้

หม่าซื่อก็ได้แต่หงุดหงิดในใจ สองแม่ลูกนั้นเพิ่งกลับมา ยังกล้าผัดน้ำมันใส่เกลือ ไหนจะกล้าเจียวไข่อย่างไม่รู้จักมัธยัสถ์ นางยิ่งปักธงในใจแล้วว่าหากพวกนางมาขอแบ่งสิ่งใดจะไม่มีวันแบ่งของในเรือนใหญ่ให้แน่นอน

หลัวอันที่ยังไม่นอนกระซิบถาม “แม่…พรุ่งนี้มีไข่หรือไม่”

หม่าซื่อหน้าบึ้ง “ไม่มี! นอนเสีย!”

แต่กลิ่นไข่เจียวทอดน้ำมันหอมฟุ้งนั้น สร้างความกระหายให้กับทั้งเรือนไม่น้อย

เรือนทั้งหลังจึงเงียบลงอย่างแปลกประหลาด ความหอมเล็กๆ จากเรือนเล็กด้านหลังครัว กลับทำให้หัวใจหลายคนกระเพื่อม


 

เช้าวันถัดมา เสียงเคาะประตูเรือนเล็กดัง กึก กึก กึก อย่างไม่เกรงใจ

จางซื่อที่กำลังจัดผ้าผืนเล็กอยู่ชะงัก

“ผู้ใดเจ้าคะ”

“ข้าเอง!” เสียงหลัวหนิวดังลอดเข้ามา น้ำเสียงแฝงความหงุดหงิด “ท่านปู่เรียก! มีคนมาหา!”

ทั้งคืนที่ผ่านมา เรือนใหญ่แทบไม่มีใครหลับสนิท กลิ่นเห็ดผัด ไข่เจียว และข้าวสวยหอมใหม่จากเรือนเล็ก ลอยแทรกผ่านลมค่ำคืนเข้าไปถึงหน้าต่างของทุกเรือน

และเช้าวันนี้ ยังมีสิ่งที่ทำให้พวกเขาตะลึงยิ่งกว่าเดิมกำลังยืนอยู่หน้าประตูรั้ว

หากจะกล่าวถึงเรื่องนี้ ก็ต้องท้าวความตั้งแต่วันที่ขึ้นเขา เพราะเหยาอวี้พกร่มไปด้วย นางกับจางซื่อจึงมิได้รอให้ฝนหยุดสนิทเหมือนคนอื่น พอฝนซาเพียงครู่ก็อาศัยจังหวะเดินลงเขาก่อน

ชาวบ้านบางคนที่เปียกฝนนาน เมื่อเห็นพวกนางเริ่มลง ก็ฮึดสู้ วิ่งฝ่าสายฝนตามมา ถึงอย่างไร กลางป่าในยามค่ำย่อมไม่น่าไว้ใจ โดยเฉพาะหลังหมูป่าตัวใหญ่ที่เพิ่งตายไป เลือดสดๆ ย่อมดึงดูดสัตว์ร้าย

ดังนั้นพอถึงตีนเขา ทุกคนจึงแยกย้ายกลับเรือนอย่างรวดเร็ว

ความจริงแล้ว นายพรานแซ่อู่ตั้งใจจะนำเนื้อหมูป่ามาให้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เมื่อทราบว่าจางซื่อกับเหยาอวี้ตอนนั่งเกวียนเข้าตำบล คงกลับดึกมาก จึงชะลอไว้

โชคดีที่อากาศยังเย็นจากหน้าหนาวและฝนหลงฤดู หมูป่าที่ชำแหละใหม่ๆ จึงยังสด ไม่มีกลิ่นคาวแรง

ยามนี้หน้ารั้วบ้านสกุลหลัว จึงมีนายพรานแซ่อู่ยืนอยู่พร้อมชายอีกสองคน บนเกวียนมีเนื้อหมูป่าชิ้นใหญ่ห่อใบไม้หนา หมูป่าตัวนั้น เป็นหมูเพศผู้วัยเต็มวัย ลำตัวหนา กล้ามแน่น น้ำหนักก่อนชำแหละราว หนึ่งร้อยยี่สิบจิน

หนึ่งจินประมาณครึ่งกิโลกรัม เท่ากับหมูตัวนั้นหนักราว หกสิบกิโลกรัม

หลังชำแหละ แยกกระดูก เลาะเครื่องใน เนื้อแดงที่ใช้กินได้เหลือประมาณ เจ็ดสิบจิน หรือราว สามสิบห้ากิโลกรัม

ตามธรรมเนียม นายพรานสามคนควรแบ่งกันคนละส่วน แต่ครั้งนี้ พวกเขาแบ่งออกเป็น สี่ส่วน

“ส่วนนี้ของพวกเจ้า” นายพรานอู่กล่าวเสียงเรียบ และเพราะรู้ว่าเรือนเล็กของพวกนางแยกครัวกันก็ตอนที่นั่งเกวียนไปด้วยกัน พวกเขาจึงต้องรอจนพวกนางออกมาก่อนจึงจะถือว่าส่งมอบแล้ว เพราะในใจทุกคนเริ่มเห็นใจสองแม่ลูกคู่นี้ที่ถูกแย่งเงินไปไม่พอ ยังต้องมาแยกครัวไม่อาจกินข้าวร่วมหม้ออีก หากมิใช่ว่านี่คือหมอในหมู่บ้าน พวกเขาคงประนามการกระทำของสกุลหลัวยิ่งกว่านี้

เนื้อกองนั้นหนักราว สิบเจ็ดจินกว่าๆ ประมาณแปดถึงเก้ากิโลกรัม

ไม่ใช่น้อยเลย

ชาวบ้านที่มุงดูต่างสูดลมหายใจ และยินดีกลับพวกจางซื่อ ตอนแรกเหยาอวี้ก็ไม่ได้ตระหนี่ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้ารับเพราะรู้ว่าไม่มีผลงาน แค่รอดชีวิตมาได้ก็ดีแล้ว นายพรานกลุ่มนี้จึงแบ่งเป็นสี่ส่วนให้พวกนางสองแม่ลูกด้วย