ตอนที่ 2
ตอนที่ 2
ตอนที่ 2
“ถ้ารู้สึกตัวได้แล้วก็ลุกขึ้นมาทำงานบ้านสักที ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง”
เสียงแหลมเล็กนั้นดังขึ้นจากหน้าห้องในห้องครัวที่เมื่อก่อนเคยใช้เป็นห้องเก็บของของบ้าน ปัจจุบันคือที่พักของสองแม่ลูกกำพร้าหน้าหนาที่กว่าจะเรียกใช้งานได้ก็ยากเย็นแต่สุดท้ายพวกนางก็ต้องทำตามคำสั่งอยู่ดี เด็กหญิงยืนกอดอกมองเข้ามา สีหน้าฉายความเคยชินกับการออกคำสั่ง ราวกับการใช้งานผู้อื่นเป็นเรื่องปกติที่เห็นมาตั้งแต่จำความได้ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วสองแม่ลูกนี้เพิ่งมาอยู่กับครอบครัวนี้ได้เพียงสองปีเท่านั้น
ตามลำดับญาตินางก็คือ พี่รอง…หลัวหนิว บุตรคนที่สองของลุงใหญ่ พี่รองของหลัวเหยาอวี้ หลานสาวที่โปรดปานของท่านย่า ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นหลานสาวเช่นกันแต่บนตัวของหลัวหนิวสวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อแน่นสีชมพูอ่อนหม่นจากการย้อมพื้นบ้าน แขนเสื้อปักลายดอกเล็กๆ ชายเสื้อและชายกระโปรงยังสะอาด ไม่มีรอยปะให้เห็นชัดเจน ผมถูกรวบเป็นมวยเล็กด้านหลัง ใช้เชือกผ้าสีเดียวกับเสื้อผูกไว้เรียบร้อย
แม้จะไม่ถึงกับงดงามหรือหรูหรา หากเทียบกับเด็กชาวบ้านจนๆ แล้ว เสื้อผ้าของหลัวหนิวนับว่าดูดีและใหม่กว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นความต่างที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดก็รับรู้ได้ทันทีว่า เด็กหญิงผู้นี้อยู่ในตำแหน่งใดของบ้านหลังนี้
สายตาของหลัวหนิวกวาดมองฟูกเก่าในห้องอย่างดูแคลน ก่อนจะเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังรอให้ผู้ที่นอนอยู่ลุกขึ้นทำตามคำสั่ง โดยไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่าเด็กหญิงร่างซูบผอมบนฟูกนั้น เพิ่งรอดพ้นจากความตายมาอย่างหวุดหวิดเพียงไม่กี่วันก่อน
“หนิวเอ๋อร์ เหตุใดจึงส่งเสียงแหลมสูงเช่นนั้นเล่า ไม่งามเลยนะเจ้า”
น้ำเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลัง ฟังดูนุ่มนวลและสงบเสงี่ยม ราวกับผู้เอ่ยคำนั้นเป็นสตรีผู้เพียบพร้อมเหนือกว่าใครในเรือน หญิงสาววัยกำดัดก้าวเข้ามา นางเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นมาได้ไม่นาน ผมดำถูกเกล้ามวยอย่างเรียบร้อย ปักปิ่นเงิน เสื้อผ้าฝ้ายสีอ่อนสะอาดตาดูดี
นางคือ หลัวชิง บุตรสาวคนสุดท้อง ลูกหลงของท่านปู่และท่านย่า ผู้ถือกำเนิดหลังพี่น้องห่างกันถึงหลายปี ด้วยลำดับ นางจึงถูกเรียกว่า อาเล็ก ทั้งที่อายุเพิ่งเข้าปีที่สิบหก
หลัวชิงเหลือบตามองเข้าไปในห้อง เพียงครู่เดียวก็ฉายแววรังเกียจออกมาอย่างไม่อาจปิดบังได้ ทว่าเสียงที่ใช้กลับยังคงอ่อนโยนและสูงส่ง ราวกับกำลังฝึกบทบาทของตนเองให้คุ้นชิน
ไม่กี่วันก่อน มารดาของนาง เพิ่งเจรจากับแม่สื่อ ว่าจะหาครอบครัวบัณฑิตในเมืองให้นางออกเรือน เรื่องนี้ทำให้หลัวชิงเริ่มเชื่อโดยสนิทใจว่า ตนกำลังจะก้าวพ้นจากเรือนเก่าทรุดโทรมแห่งนี้ ท่าที คำพูด และการวางตัวของนาง จึงล้วนถอดแบบมาจากคุณหนูสูงศักดิ์ที่เคยพบเห็นในเมือง
หลัวเหยาอวี้นอนแน่นิ่งอยู่บนฟูกขาดนั้นเกือบตลอดสัปดาห์ กว่าร่างกายจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง ไข้ที่เผาไหม้สังขารในช่วงแรกจางหายลง เหลือเพียงความอ่อนแรงที่เกาะกุมทุกอิริยาบถ นางยังรับรู้ถึงเอ็นที่บวมเปล่งบริเวณข้อเท้า ทุกครั้งที่ขยับขา และอาการปวดศีรษะ ที่ยังคงตอกย้ำเป็นระยะ จากแรงกระแทกกับต้นไม้ในคราวตกเขา
อย่างน้อย นางก็พอ ลุกนั่งและยืนได้แล้ว แม้จะต้องพยุงตัวอยู่ครู่หนึ่งก็ตาม
เสียงพูดสองเสียงดังแว่วมาจากให้ห้องครัว หลัวเหยาอวี้เพียงแง้มเปลือกตาอันหนักอึ้งก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งอย่างไม่นำพา ไม่ใช่เพราะเหน็ดเหนื่อย หากเป็นเพราะยังไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกโยนมาให้เช่นนี้ อีกทั้งยังไร้ความทรงจำของร่างอีก หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าสตรีนางนั้นพยายามดูแล และนอนฟังจนแน่ชัดว่าสตรีนางนั้นคือมารดาจริงๆ ละก็ นางคงคิดว่าเป็นเพียงญาติใจดำเช่นคนอื่นๆ ไปแล้ว เพราะมีมารดาดีดีที่ไหนถึงกล้าขายลูกเช่นนี้
แม้ความทรงจำจากชาติแรกนับร้อยปีจะเลือนรางไปมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังชัดเจนคือ นาง ไม่เคยอยู่ในสถานะที่ต้องถูกดูถูกดูแคลนเช่นนี้มาก่อน แม้ในวันที่รับใช้ในตำหนักเหยาฉือมาช้านาน นางเหมือนทำงานแลกข้าว(พวกยาเซียน) หาใช่ผู้ต่ำต้อยไร้ค่าในสายตาใครไม่
หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ลูกท้อในสวนท้ออมตะหายไป ในช่วงเวลาที่นางเข้าไปดูแลสวนท้ออมตะนั้น นางคงไม่ถูกผลักลงมารับชะตากรรมเช่นนี้ และไม่ต้องผ่านด่านเคราะห์อันแสนอัปยศ ในหมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้เป็นแน่
สองอาหลานเห็นว่าพูดจนสะใจแล้ว หากอีกฝ่ายยังคงนอนนิ่งไร้ปฏิกิริยาเช่นเดิม แตกต่างจากนิสัยก่อนตกเขาของหลัวเหยาอวี้อย่างชัดเจน ก็ได้แต่ฮึดฮัดในลำคอ หลัวหนิวเชิดคางขึ้นเล็กน้อย สะบัดแขนเสื้อฝ้ายสีชมพูของตนให้เกิดเสียง ก่อนทิ้งคำประชดไว้เพื่อยั่วยุ แล้วหันหลังเดินจากไปพร้อมอาเล็ก เพราะไม่อยากเสียเวลาเถียงกับกำแพงที่ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมอง
ลานตากสมุนไพรด้านนอกเรือน หม่าซือกำลัง ก้มหน้าแยกใบไม้แห้ง วางเรียงบนตะแกรงไม้ มือหนึ่งเขย่าสมุนไพรให้กระจาย อีกมือปัดเศษดินออกอย่างหงุดหงิด
“นางยังไม่ยอมลุกขึ้นมาอีกหรือ” นางถามโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงแข็งกระด้าง เพราะการขาดหลัวเหยาอวี้ไปก็เท่ากับขาดแรงงานอีกหนึ่งคน แม้เด็กน้อยผู้นั้นจะหัวดื้อมาตลอดก็ตาม
หลัวหนิววางถังไม้ลงดังกึก เช็ดมือกับชายเสื้ออย่างไม่พอใจ
“ยังเจ้าค่ะ แต่ข้าแอบเห็นว่านางลุกขึ้นมากินข้าวต้มที่อาสะใภ้นำไปให้แล้ว” นางเม้มปากแน่น “กินเสร็จก็นอนต่อ ไม่ยอมลุกมาทำงานบ้านเลย”
คำพูดนั้นตามมาด้วยการสลัดมือที่แดงจากน้ำเย็นหลายวันติดกัน แม้อาสะใภ้ของนางจะทำงานหนักขึ้นเพราะต้องคอยขอร้องยาและการรักษาจากท่านปู่ แต่งานเล็กๆ น้อยๆ กลับไหลมาถึงนางแทบทั้งหมด ส่วนอาเล็กก็แทบจะอยู่บนหอคอยไม่ยอมทำอะไร เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมานี้นางที่ได้รับการถูกรับใช้นั้นทำให้เกือบลืมวิถีชีวิตก่อนหน้าไปแล้ว
ค่ำวันนั้น ในเรือนหลัก บุตรชายคนโตของบ้าน นั่งยองๆ ขัดมีด เสียงเหล็กเสียดกับหินดังเป็นจังหวะ เขาเหลือบมองภรรยาที่กำลังพับผ้าอยู่ข้างๆ ก่อนก้มเสียงลงกระซิบ
“ไว้หลังจบฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ ข้าคุยกับท่านแม่แล้ว ให้แยกบ้านกับพวกนางไป ช่วงนี้ก็ทนไปก่อน ดีกว่าให้นางมานอนตายที่เรือนเรา” หลัวจิ้นเป่าฝุ่นออกจากคมมีดเพราะรับรู้ว่าจางซือมาเอาสมุนไพรไปบ้าง “ถึงอย่างไร สมุนไพรที่ให้นางไปก็ของเก่าเก็บทั้งนั้น”
หม่าซือชะงักมือ ผ้าพับค้าง อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น กระพริบตานับตัวเลขในใจ
“ปีนี้…ก็จะครบสามปีแล้วหรือเจ้าคะ”
เมื่อสองปีก่อน สองแม่ลูกอยู่ๆ ก็ปรากฏตัวหลังเจ้าหน้าที่ที่มาแจ้งข่าวการเสียชีวิตของน้องชายสามี ที่เป็นทหารชายแดนทางเหนือ เพื่อการงดเว้นภาษีที่ดินชั่วคราวถึง 3 ปี และเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิตอีกหนึ่งตำลึงเงิน ซึ่งคงเพราะผ่านมาหลายมือแต่อย่างน้อยก็มาตกถึงครอบครัวรองหนึ่งตำลึงเงิน และไหนจะเพราะก้อนเงินอีกสองตำลึงเงิน[1] จากจางซือ ที่อ้างว่าเป็นเงินเก็บของครอบครัวนาง ทำให้นายท่านของบ้านยอมรับสองแม่ลูกเข้าทะเบียนครัวเรือน แม้ว่าจะต้องเสียค่าดำเนินการไปเกือบยี่สิบอีแปะ เพราะสองแม่ลูกเดินทางมาไกลจึงทำป้ายชื่อตัวเองหายอีก จึงต้องไปขอจากหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อทำใหม่
หม่าซือ เม้มริมฝีปาก นึกติดใจอยู่บ้างว่าครอบครัวของพลทหารจะมีเงินเก็บได้ถึงสองตำลึงเงิน แต่สุดท้าย เงินก้อนนั้นก็ไหลไปอยู่ในมือแม่สามีของนางอยู่ดี
หลัวจิ้น ตั้งมีดพาดตัก เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเย็น
“ใช่ ไม่ต้องรอให้ครบสามปี แค่พ้นช่วงเก็บภาษีรอบนี้ ท่านแม่ก็จะไล่พวกนาง…ไม่สิ แยกบ้านน้องรองออกไป”
“มันจะดีหรือเจ้าคะ” หม่าซือถามพลาง ดึงชายผ้าให้เรียบ ความกังวลฉายชัด “แล้วเราต้องแบ่งเงินหรือที่ดินให้พวกนางเท่าไร”
นางไม่ห่วงเพียงทรัพย์สิน หากยังคิดถึงแรงงานอีกสองคนที่หายไป หากไม่มีสองแม่ลูกนั้น คนที่ต้องลงมือแทนก็คงหนีไม่พ้นนาง
หลัวจิ้น ถลึงตา เสียงกระแทกแข็ง
“พวกนางกล้าหรือ! กินใช้ล้างผลาญอยู่บ้านเรามาตั้งสองปี จะเรียกใช้งานแต่ละทีก็ดังจุดธูปเรียกเทวดาฟ้าดิน ไหนจะปัญหาล่าสุดที่ก่อจนต้องใช้สมุนไพรของท่านพ่ออีก”
เขากำมีดแน่น ราวกับคำตัดสินนั้นได้ถูกลับคมไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นชะงักมือที่กำมีดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดดังเกินไป เขาสูดลมหายใจยาว ก่อนจะวางมีดลงข้างตั่ง เสียงเหล็กกระทบไม้ดังเบาๆ แล้วลุกขึ้นปัดฝุ่นจากชายกางเกงอย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ” เขากล่าว น้ำเสียงลดความแข็งกร้าวลง กลายเป็นเรียบเย็น “เจ้าไม่ต้องคิดอะไร แค่รู้ไว้ก็พอ”
หม่าซือเม้มริมฝีปาก เก็บถ้อยคำที่ยังค้างอยู่ในใจไว้เงียบๆ เพียงพยักหน้ารับตามมีตามเกิด
สิ่งที่พวกเรือนหลักคิด มีหรือที่สตรีในห้องเก็บของที่อยู่ในครัวจะคิดไม่ได้ เพราะแบบนั้นแม้จะต้องกล้ำกลืน นางก็พยายามอดทนต่อการโขกสับของครอบครัวนี้ แต่ท้ายที่สุดนางจำต้องพยายามหาวิธีส่งออกลูกสาวของตนออกไป เพื่อไม่ต้องให้มาลำบากกับตนในอนาคต แม้ว่าจะต้องเป็นการแต่งงานเสริมดวงชะตาในวัยเพียง 8 ขวบก็ตาม
“เหยาเหยา…เจ้าช่างอาภัพนัก” จางซือพึมพำอย่างเจ็บปวด ขณะมองรอบห้องอย่างเจ็บแค้น หากไม่ใช่เพราะปัญหาส่วนตัวที่เกี่ยวพันถึงชีวิต นางไม่มีทางยอมรับความอยุติธรรมจากครอบครัวนี้อย่างเด็ดขาด
นางมองลูกสาวทั้งน้ำตา เพราะตั้งแต่ที่เด็กหญิงรู้สึกตัวก็แทบไม่พูดกับนางเลย นอกจากเรื่องขอสมุนไพร แม้จะน่าตกใจที่ลูกสาวรู้จักสมุนไพรหลายชนิด แต่ก็คิดว่าเป็นเพราะอยู่ในครอบครอบหมอมาหลายปี การจะรู้จักชื่อสมุนไพรบ้างก็ไม่แปลก เพียงแต่เวลาปกติลูกสาวมักจะชอบเล่นซน และดื้อรั้นมาก ไม่คิดเลยว่าในเวลาเป็นตายกลับดูสงบอย่างน่าประหลาดด
[1]ตำลึงเงิน คือระบบเงิน 1,000 อีแปะ = 1 ตำลึงเงิน, 10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง