LNCrawler

ตอนที่ 35

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 35

ตอนที่ 35


 

ยามนี้หลัวเหอรับรู้ได้ถึงสายตาของชาวบ้านที่คงจะรู้แล้วว่าพวกเขาแยกครัวกันแล้ว แต่ที่ยังไว้หน้ากันอยู่เพราะแต่เดิมก็เป็นสองแม่ลูกที่อยากแยกครัวเอง เขาจึงยังพอหาความชอบธรรมให้ตนเองได้อยู่

นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่กล้าที่จะแย่งชิงเนื้อหมูป่านี้แม้เพียงครึ่งจินอย่างโจ่งแจ้ง มิเช่นคงไร้ที่ยืนในใหมู่บ้านนี้แล้ว

หลัวอันที่ยืนอ้าปากมองตะกร้าเนื้ออย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อคืนยังนอนดมกลิ่นไข่เจียวจนท้องร้อง เช้านี้กลับมีเนื้อหมูป่ากองโตส่งถึงหน้าประตูเรือนเล็ก

แต่พวกเขา…ไม่มีแม้แต่สิทธิ์เอ่ยปากขอ

จางซื่อเดินออกมาช้าๆ สีหน้านิ่งสงบ “ขอบคุณนายพรานอู่เจ้าค่ะ”

อู่เฉินหัวเราะเบาๆ “คราวหน้าขึ้นเขาอีก ก็เรียกพวกข้าได้ แม้จะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นไปหน่อย แต่ก็เป็นโชคที่ดี” การขึ้นเขารอบนั้นไม่ใช่แค่เนื้อหมูป่า พวกเขายังได้เก้งมาอีก หากจะคิดว่ามีพวกจางซื่อเป็นดาวนำโชคก็ไม่แปลก

ชาวบ้านหลายคนถึงกับกระซิบกันว่า ตั้งแต่จางซื่อกับบุตรสาวร่วมขึ้นเขา ป่าก็เหมือนเปิดทางให้ จะเรียกว่าเป็นดาวนำโชคก็มิผิดนัก

เหยาอวี้ยิ้มบาง สีหน้าอิ่มสุข “อย่างไรก็ต้องรอไปพร้อมชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วยเจ้าค่ะ” นางกล่าวสุภาพ “อนาคตอาจต้องรบกวนท่านอาอีกหลายครั้ง”

คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้นายพรานอู่เฉินพยักหน้าอย่างพอใจ

ในใจเหยาอวี้คิดชัดเจน การขึ้นเขาจะกลายเป็นข้ออ้างสำคัญของสองแม่ลูก ทั้งเก็บของป่า ทั้งแลกเปลี่ยน ทั้งติดเกวียนเข้าตำบล และทั้งหมดนั้น จำเป็นต้องอาศัยความสัมพันกับนายพรานและชาวบ้านพวกนี้

ขณะเดียวกัน หลัวชิงยืนอยู่ใต้ชายคาเรือนใหญ่ พยายามรักษาท่าทีเย่อหยิ่งของคุณหนูบ้านหมอ แต่สายตากลับจับจ้องกองเนื้อหมูป่าในมือจางซื่อไม่วาง

เนื้อแดงสด ชั้นไขมันขาวบาง

นานเพียงใดแล้ว…ที่นางไม่ได้กินเนื้อชิ้นโตเช่นนี้

ส่วนหลัวอัน เด็กชายวัยแปดขวบที่ปากไวไม่รู้จักกาลเทศะ กลับไม่คิดจะปิดบังความอยาก เขาวิ่งเข้ามาใกล้ พลางยื่นมือหมายคว้าชิ้นเนื้อที่ห่อใบไม้

“พวกเจ้าสองคนก็กินไม่หมดหรอก! เอามาให้ข้าบ้างสิ!”

คำพูดนั้นทำให้ชาวบ้านที่ยังยืนดูอยู่ถึงกับหันมอง

ผู้ใหญ่ในเรือนใหญ่หลายคนทำเป็นไม่เห็น เพราะลึกๆ ก็หวังว่าเด็กชายอาจจะชิงได้สักชิ้น อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นแบ่งปันกันในครอบครัว

แต่เหยาอวี้กลับไม่สนใจเด็กชายเลย นางเงยหน้ามองหลัวเหอโดยตรง ดวงตาใสสะอาด ไม่แข็งกร้าว แต่ดังชัด “สิ่งที่น้องสี่กล่าว เป็นความต้องการของท่านปู่หรือเจ้าคะ?”

ประโยคเดียว ทำให้หลัวเหอชะงักเผยหน้าตาน่าเกลียด

เขารู้ดีว่าชาวบ้านกำลังมองอยู่ คราแรกก็ตั้งใจจะทำเป็นเรื่องเล็กแค่เด็กแย่งของกัน แต่ถ้าหากถูกตั้งคำถามเช่นนี้ เขาย่อมตั้งแสดงท่าที มิเช่นนั้นชื่อเสียงที่เพิ่งประคับประคองไว้จะพังทันที

เสียงตวาดดังลั่น

“หม่าซื่อ!”

ทุกคนสะดุ้ง

“เจ้าสั่งสอนบุตรเช่นไร! มีอย่างที่ไหนมาแย่งชิงของผู้อื่นต่อหน้าคนมากมาย!” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว สีหน้าเคร่งขรึม ประหนึ่งผู้รักความยุติธรรม

“บ้านรองเขากตัญญูรู้คุณ มอบเงินให้ครอบครัวแล้วยังขอแยกครัวเอง ไม่รบกวนเรานอกจากเรื่องฟืน นี่ก็ช่างประเสริฐยิ่งนัก!” คำพูดนั้นดังชัดเจนพอให้ชาวบ้านได้ยิน เพื่อย้ำชัดอีกครั้งว่าไม่ใช่เขาที่อยากแยกครัว แต่เป็นความต้องการของสองแม่ลูกนี้เองต่างหาก

“เจ้ายังปล่อยให้ลูกชายไร้มารยาทเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวัง!”

หม่าซื่อหน้าซีด ความไม่พอใจปะทุขึ้นในอก แต่ต่อหน้าคนมากมาย นางไม่อาจโต้แย้ง ทั้งที่ในใจนางกรีดร้อง

ก่อนหน้านี้ทุกคนก็อยากได้เนื้อหมูป่ากันทั้งนั้น เหตุใดพอเรื่องดีอยากร่วม แต่พอเรื่องเสียหน้า กลับโยนให้นางผู้เดียว

นางก้มหน้าลง กลืนคำด่าทอทั้งหลายกลับลงคอ “ข้าผิดแล้วเจ้าค่ะ…” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน

แล้วนางรีบยื่นมือไปปิดปากหลัวอันที่ยังยืนดิ้นอยู่ข้างตัว

แต่เด็กชายมิได้สำนึก แม้ถูกมือแม่อุดปาก เขาก็ยังพยายามสะบัดตัวออก ดวงตาแดงก่ำด้วยความโมโหและอยากได้

“นังพวกไร้ประโยชน์ กินอยู่บ้านเราก็ไม่ยอมทำงาน พวกขี้ข้า” เขาพูดลอดมือแม่เสียงอู้อี้อย่างไม่พอใจ เพราะหม่าซื่อชอบบ่นเช่นนี้ เขาที่ได้รับฟังมาตลอดจึงพูดเช่นนั้น “ของบ้านนี้ต้องเป็นของข้า”

ถ้อยคำหยาบกระด้างนั้นทำให้สีหน้าผู้ใหญ่หลายคนเปลี่ยนไปทันที ไม่คิดว่าเด็กตัวเล็กแค่นี้จะกล่าวถึงญาติตนได้น่ารังเกียจนัก

ชาวบ้านที่ยืนอยู่ใกล้ถึงกับขมวดคิ้ว พวกนายพรานอู่ปรายตามองหลัวเหออย่างตำหนิ

รู้สึกว่าบ้านหลัวนั้นสั่งสอนหลานชายผู้นี้ไม่ดีเลย ต่างจากหลัวเหวินที่เป็นถงซื่อในตำบล

หม่าซื่อยิ่งหน้าร้อนวูบ นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้บุตรชายพูดต่อไปอีกเพียงประโยคเดียว หลัวเหอจะยิ่งไม่พอใจ และความโกรธที่อัดแน่นอยู่ก่อนแล้วก็ระเบิดออก

เพี๊ยะ!

เสียงฟาดดังชัด

มือของนางตีก้นหลัวอันเต็มแรงไม่หยุด

“หุบปาก!” นางกัดฟัน “เจ้าจะทำให้บ้านเราอับอายไปถึงไหน!”

หลัวอันร้องไห้เสียงดัง คราวนี้ไม่ใช่เพราะอยากได้เนื้อ แต่เพราะความเจ็บและความตกใจ ทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าทำสิ่งใดผิด แต่ก่อนของดีทั้งหมดของบ้านก็ต้องให้เขา เหตุใดครั้งนี้จึงไม่ได้กัน?

เหยาอวี้เพียงยืนมองเงียบๆ มิได้กล่าวห้ามหรือประสมโรงใดใด แม้นางที่เพิ่งอยู่ในร่างของเหยาอวี้จะยังไม่ได้มีเหตุการณ์ปะทะอันใดกับหลัวอันมาก่อน เพราะใจนางมีแต่ความคิดจะออกไป แต่ก็พอรับรู้ได้ว่าเด็กชายผู้นี้มีนิสัยไม่น่าคบหา อีกทั้งนางที่เป็นหลานเช่นกัน แต่กลับผอมแห้งแรงน้อยต่างกับหลัวอันที่อ้วนท้วนสมบูณ์ เพียงเท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่าร่างเดิมเสียเปรียบมาไม่น้อยเลย

หลัวเหอยามนี้หน้าแดงจัด มิรู้ว่าเพราะโกรธหรือเพราะอับอาย

สายตาชาวบ้านยังจับจ้องอยู่ แม้บางคนจะเริ่มถอยออกไปแล้ว แต่คำพูดของหลัวอันเมื่อครู่ยังเหมือนลอยค้างในใจของผู้คน

เขากระแอมเสียงดัง ก่อนเอ่ยเสียงแข็ง “วันนี้หลัวอันอดข้าวทั้งวัน ให้สำนึกผิด!” เสียงนั้นเฉียบขาดจนเด็กชายหยุดร้องไห้ชั่วครู่ “และหากผู้ใดแอบส่งข้าวให้อีก” เขากวาดตามองลูกหลานในเรือนทีละคน “ผู้นั้นก็จะอดไปด้วย!”

คำประกาศนี้ทำให้ทั้งสกุลหลัวเงียบกริบ หลัวหนิวที่อยากช่วยน้องชายถึงกับสะอึกไม่กล้าทำอันใดอีก

หลัวอันเบะปาก น้ำตาไหลเงียบๆ แต่ไม่กล้าส่งเสียงอีก เพราะเขารู้ดีว่าบ้านนี้ท่านปู่ใหญ่ที่สุด

หม่าซื่อหน้าซีด ทว่าก็ต้องก้มหน้ารับคำ

เมื่อเห็นว่ากระแสสายตาเริ่มเบาบาง และเหตุการณ์มิได้เกี่ยวข้องกับพวกตนอีกต่อไป เหยาอวี้จึงเอ่ยเบาๆ

“ท่านปู่ หากไม่มีสิ่งใดแล้ว พวกข้าขอตัวกลับเรือนเล็กก่อนเจ้าค่ะ”

จางซื่อโค้งศีรษะตาม

หลัวเหอพยักหน้าอย่างเสียมิได้

แต่ขณะที่สองแม่ลูกกำลังจะหมุนตัว เขากลับเอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกได้

“เดี๋ยว”

ทั้งคู่หยุด

หลัวเหอไอเบาๆ พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ เสมือนผู้ใหญ่ใจดีที่แค่เป็นห่วง

“เนื้อตั้งมากมายเพียงนั้น…พวกเจ้าสองคนจะกินหมดหรือ”

จางซื่อตอบทันทีโดยมิลังเล “ขอบพระคุณที่นายท่านเป็นห่วงเจ้าค่ะ พวกข้าจะทำเนื้อตากแห้ง อากาศช่วงนี้ยังเย็นอยู่บ้าง ตากแดดสองสามวันก็เก็บไว้กินได้นาน ต่อไปพวกข้ายิ่งไม่อาจรบกวนเรือนใหญ่แล้ว จึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดเจ้าค่ะ”

ประโยคนั้นสุภาพ แต่เหมือนวางเส้นแบ่งให้ชัด ในใจจางซื่อนั้นเย้ยหยันท่านผู้เฒ่าหลัวยิ่งนัก

หลัวเหอชะงักเล็กน้อย

เนื้อตากแห้ง…

หากทำดี ก็เก็บไว้ได้นาน

ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเหมือนของดีหลุดลอยไปอีก แต่เขาเพิ่งประกาศต่อหน้าชาวบ้านว่าเรือนเล็กกตัญญู รู้จักจัดการครัวตนเอง จะย้อนคำก็เสียหน้า ของครัวหลักพวกเขาก็ไม่แบ่ง แต่จะมาแย่งชิงของครัวเล็กก็ไม่ได้

สุดท้ายจึงเพียงพยักหน้า

“ดี…รู้จักวางแผนก็ดีแล้ว”

เหยาอวี้มิได้กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนเดินกลับเรือนเล็กพร้อมมารดา

ด้านหลังยังมีเสียงหลัวอันสะอื้นเบาๆ

ส่วนเรือนเล็ก เมื่อประตูปิดลง โลกภายนอกก็เหมือนถูกกันออกไป