ตอนที่ 36
ตอนที่ 36
ตอนที่ 36
จางซื่อวางห่อผ้าลงบนโต๊ะไม้เก่า ก่อนหันมามองบุตรสาว แววตานั้นมีทั้งโล่งใจและสะใจ
“วันนี้เจ้าทำให้นายท่านพูดไม่ออกอีกแล้ว” น้ำเสียงของนางแทบจะปิดไม่มิดความพึงพอใจ
เมื่อก่อนแม้นางเคยพยายามตอบโต้บ้าง แต่สุดท้ายเพราะกลัวถูกขับไล่จึงต้องกลืนคำกลับลงคอ ยอมรับความไม่ยุติธรรมอยู่เรื่อยมา
เหยาอวี้ยกยิ้ม “เราต้องแบ่งเส้นให้ชัดเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นเขาจะล้ำเข้ามาไม่เลิก”
จางซื่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
สองแม่ลูกมิได้พูดมากกว่านั้น ต่างคนต่างลงมือจัดการเนื้อหมูป่าที่ได้มา
หมูป่าคราวนี้เหยาอวี้ได้มาประมาณสิบเจ็ดจินกว่าๆ ประมาณแปดถึงเก้ากิโลกรัม ถือว่าไม่น้อยสำหรับสองชีวิต
จางซื่อใช้มีดเล่มคมที่เพิ่งซื้อมาใหม่แล่เนื้ออย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ แบ่งเป็นสามส่วนเจ้าค่ะ” เหยาอวี้บอก “ส่วนแรก เนื้อแดงติดมันเล็กน้อย หั่นเป็นเส้นยาวบาง ตากแห้ง”
จางซื่อทำตามอย่างคล่องแคล่ว
เหยาอวี้อธิบายไปด้วย “ต้องหั่นตามเส้น ไม่เช่นนั้นจะแข็งเกินไป ตากแดดสองถึงสามวัน พลิกกลับทุกวัน หากมีลมยิ่งดี จะได้แห้งทั่วถึง”
จางซื่อพยักหน้า นำเนื้อที่หั่นแล้วไปคลุกเกลือบางๆ
เหยาอวี้สังเกตหลายครั้งแล้วว่า แม้จางซื่อจะทำอาหารเป็น และพอรู้จักผักป่า แต่ก็ไม่ได้รู้มีความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา หรือเข้าใจวิธีปรุงอาหารจริงๆ เลยแม้แต่น้อย เสมือนว่าเพิ่งมาทำเป็นทีหลังมากกว่า ดูได้จากความกล้าในการใช้น้ำมัน หรือเกลือ และน้ำตาล ไม่เหมือนหญิงสาวชาวบ้านยากจนที่อยู่ในชนบทห่างไกลแม้แต่น้อย
แม้ในใจจะคิดกังขาหลายอย่างแต่ปากก็ยังคงบอกกล่าวต่อไป “เกลือช่วยกันเสีย และดึงความชื้นออก แต่อย่าใส่มากเกิน มิฉะนั้นจะเค็มจัด”
เนื้อชุดนั้นถูกเรียงบนตะแกรงไม้ไผ่ เตรียมยกขึ้นวางบนหลังคาเรือนเล็กที่แดดส่องถึง
ส่วนที่สอง เหยาอวี้แยกเนื้อส่วนหนากว่า มีมันแทรกพอสมควร “ส่วนนี้ทำแฮมเจ้าค่ะ”
จางซื่อเลิกคิ้วเล็กน้อย“แฮม?”
“หมักเกลือก่อนคลุกน้ำตาล แล้วค่อยตากและรมควัน” นางอธิบายอย่างใจเย็น
เหยาอวี้นำเกลือคลุกกับน้ำตาลเล็กน้อย ถูลงบนผิวเนื้อทุกด้าน “น้ำตาลช่วยปรับรส และช่วยให้เนื้อมีสีสวย” จากนั้นใช้มีดจิ้มบางจุดให้เครื่องหมักซึมเข้า
“ต้องหมักไว้สองสามวันในที่เย็น อากาศช่วงนี้ยังดีอยู่”
จางซื่อฟังอย่างตั้งใจ มือทำตามทุกขั้นตอน
“หลังจากนั้นค่อยแขวนเหนือเตาอั้งโล่ให้ควันรมช้าๆ”
ควันไฟจากฟืนแห้งจะค่อยๆ ซึมเข้าเนื้อ ช่วยถนอมและเพิ่มกลิ่นหอม
“สิ่งที่เรียกว่าแฮมนี้สามารถเก็บไว้ได้เป็นเดือนเจ้าค่ะ”
จางซื่อมองเนื้อหมูในมือด้วยความทึ่ง แล้วถามเสียงเบาเหมือนยุงบิน “เซียนในฝันเจ้าสอนเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ”
เหยาอวี้เพียงยิ้ม
ส่วนสุดท้ายเป็นเนื้อสดสำหรับวันนี้ ไม่มากนัก เพียงพอสำหรับสองสามมื้อ
จางซื่อหั่นเป็นชิ้นบาง ผัดกับเห็ดและผักป่าที่เหลือ เติมเกลือและน้ำตาลอย่างพอดี
เหยาอวี้ตอกไข่ลงกระทะอีกสองฟอง ทอดจนขอบกรอบเล็กน้อย กลิ่นหอมลอยฟุ้งอีกครั้ง
กลิ่นเนื้อผัดกับไข่ทอดจากเรือนเล็กลอยเอื่อยไปตามลมเช้า
ห้องโถงเรือนใหญ่ซึ่งกำลังจัดมื้อเช้าอย่างเรียบง่าย ข้าวต้มกับผักดองเกลือ และชุบกระดูกหมูที่ว่างเปล่า เริ่มมีสีหน้าผิดปกติ
หลัวหนิวสูดจมูกฟุดฟิดก่อนเอ่ยขึ้น “ท่านแม่…มีกลิ่นไข่อีกแล้ว”
หลัวชิงที่พยายามทำท่าทีสูงส่งอยู่เสมอก็วางตะเกียบลงช้าๆ รู้สึกไม่พอใจมากขึ้นทุกที ไหนว่าพวกพี่สะใภ้รองเพียงเอาของป่าไปขายแลกเงินไม่กี่อีแปะ กระทั่งอุปกรณ์ครัว เตา และไข่ก็ยังซื้อมา ดูท่าว่าบนเขาอาจจะมีของดีไม่น้อย นางคิด
หม่าซื่อที่กำลังตักข้าวต้มอยู่ชะงักมือ นางย่อมรู้ว่ากลิ่นนั้นมาจากที่ใด เมื่อคืนทั้งคืนก็นอนไม่สนิท เพราะกลิ่นหอมจากเรือนเล็กทำให้ท้องร้องโครกคราก ทั้งที่นางตั้งใจเพิ่มปริมาณอาหารเพราะอยากให้หลัวเหวินที่กลับได้กินดีสักหน่อย
หลัวเหอซึ่งนั่งหัวโต๊ะเงียบมานาน ในที่สุดก็เอ่ยเสียงขรึม “เอาไข่มาทำกับข้าวเสีย”
คำสั่งสั้นๆ นั้นทำให้หม่าซื่อหน้าเปลี่ยนสี ไข่ในบ้านมิใช่ของที่กินกันทุกวัน นางตั้งใจเก็บไว้ขายเพื่อแอบแลกของจำเป็นอื่น
แต่เมื่อหลัวเหอพูดแล้ว นางย่อมไม่กล้าขัด
“เจ้าค่ะ…”
น้ำเสียงตอบรับฝืนๆ
ไม่นานนัก นางก็กลับไปยังครัวหลังเรือน กระทะก็ถูกตั้งไฟในครัวเรือนใหญ่ ไข่ถูกตอกลงไป ฟองแล้วฟองเล่า กลิ่นไข่ทอดจางๆ เริ่มลอยขึ้นบ้าง แม้มิได้ใส่น้ำตาล มิได้ใส่เนื้อ มิได้ปรุงรสอันใดมากนัก อย่างน้อยก็ช่วยกลบความหงุดหงิดในอกผู้คนได้เล็กน้อย
แต่ยังมีผู้หนึ่งที่มิอาจได้ลิ้มรส
หลัวอันยังถูกขังอยู่ในห้องเล็กด้านข้างที่เคยเป็นห้องของแม่ลูกนั่น ตามคำสั่งเด็ดขาดของหลัวเหอ
เสียงเด็กชายร้องไห้แหบพร่าเมื่อคืนยังหลงเหลืออยู่ เช้านี้เขาได้กลิ่นไข่ ได้กลิ่นเนื้อ ได้กลิ่นอาหารที่ตนมิอาจแตะต้อง
มือเล็กทุบประตูไม้เบาๆ
“ข้าหิว…”
ไม่มีผู้ใดตอบ
หม่าซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เพราะคำขู่ของหลัวเหอว่ายังจำได้ดี นางจึงได้แต่เมินเฉย
เสียงท้องร้องของเด็กชายดังแผ่วผ่านประตูไม้
ขณะที่โต๊ะอาหารในเรือนใหญ่มีไข่ทอดเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
แต่ถึงจะมีไข่
รสชาติกลับมิได้ทำให้บรรยากาศดีขึ้นนัก เพราะทุกคนรู้ดีว่า ไข่วันนี้ มิได้เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของบ้าน แต่เกิดจากความหงุดหงิดที่ถูกกลิ่นอาหารของเรือนเล็กยั่วเย้าเสียมากกว่า
ตกบ่าย แดดยังอุ่นแต่ไม่แรงนัก หลังฝนเมื่อคืนทิ้งความชื้นไว้ทั่วผืนดิน
เหยาอวี้กำลังจัดตะกร้าใบเดิม เตรียมผ้าคลุมกับมีดเล็กสำหรับขุดรากไม้ กับกระบอกน้ำไม้ไผ่เผื่อกระหาย สีหน้าทั้งคู่เรียบเฉย ราวกับการขึ้นเขาเป็นเพียงกิจวัตรธรรมดา
ยังไม่ทันก้าวพ้นรั้วเรือนเล็ก เสียงฝีเท้าหนักเบาก็ดังตามมา
หลัวชิงเดินเข้ามาก่อน นางยกชายกระโปรงเล็กน้อยให้ไม่เปื้อนดิน ใบหน้ายังคงท่าทีหยิ่งๆ แบบที่พยายามรักษาไว้เสมอ
“วันนี้พวกเจ้าจะขึ้นเขาอีกหรือ” นางถาม น้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความสนใจ
ยังไม่ทันได้คำตอบ หม่าซื่อก็เดินตามมาพร้อมหลัวหนิว
“อากาศดีนัก ข้าก็คิดจะไปเดินเล่นเหมือนกัน” หม่าซื่อกล่าวคล้ายลอยๆ แต่สายตากลับจับจ้องตะกร้าในมือจางซื่อไม่วาง อีกทั้งทีหลังยังแบกตระกร้าไว้เหมือนเตรียมพร้อมตลอดเวลา
เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย “เขาเป็นที่สาธารณะเจ้าค่ะ จะไปหรือไม่ไปก็สุดแต่พวกท่าน” นางตอบอย่างสุภาพ แต่ไม่เชื้อเชิญ
จางซื่อพยักหน้าเสริมเบาๆ แล้วก้าวนำออกไปโดยมิได้รอ สองแม่ลูกเปิดประตูรั้วแล้วเดินตามทางเพือ่ไปยังเขาอย่างคุ้นชิน
อีกกลุ่มเดินตามมาไม่ห่างนัก
ระหว่างทาง เสียงกรวดถูกเหยียบแตกดังกรอบแกรบ หลัวหนิวเดินแซงขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบางที่ดูคล้ายจะเป็นมิตร แต่แววตากลับพร้อมสอดรู้อย่างมาก
“รอบที่แล้ว…พวกเจ้าขึ้นเขาแล้วได้อะไรบ้างหรือ”
เหยาอวี้ไม่ตอบทันที เพียงก้มดูต้นหญ้าข้างทางราวกับกำลังพิจารณาใบไม้
หลัวหนิวกระแอมเบาๆ แล้วพูดต่อ
“ดูเหมือนว่าจะได้เงินไม่น้อยเลย ถึงได้ซื้อของกลับมาแม้แต่หม้อกระทะก็ไม่มาขอยืมครัวเรือนใหญ่เลยสักครั้ง”
คำพูดนั้นทำให้หม่าซื่อเหลือบตามองอย่างพึงพอใจ เพราะนางก็อยากรู้เช่นกัน
เหยาอวี้หัวเราะในใจ อยากรู้ก็ถามตรงๆ ยังจะอ้อมโลกอีก
นางคิดอยู่ครู่หยึ่งก่อนเงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆ “ก็เป็นความบังเอิญเจ้าค่ะ ทีแรกพวกข้านึกว่าเป็นผักป่า แต่คนรับซื้อบอกว่าเป็นสมุนไพร จึงไปถามร้านยาในตำบล ถึงได้รู้ว่าเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ช่วยบำรุงม้ามและขับพิษได้ดี เถ้าแก่ร้านยาไม่เอาเปรียบ จึงรับซื้อไว้…”
นางหยุดเล็กน้อย รอดูปฏิกิริยาอันน่าสนใจของพวกนางทันที ในเมื่ออยากรู้ก็จงรู้จนอกแตกตายไปเลย
“...ได้มาเกือบร้อยอีแปะเจ้าค่ะ”
คำว่าเกือบร้อย ทำให้หม่าซื่อชะงักฝีเท้า
หลัวหนิวหันมองมารดาทันที สีหน้าริษยาปรากฏชัด
เงินสองร้อยอีแปะที่สองแม่ลูกมอบให้ผู้เฒ่าหลัว ถูกยกย่องว่าเป็นความกตัญญูยิ่งใหญ่ แต่เงินเกือบร้อยอีแปะอีกก้อนกลับถูกใช้เองโดยไม่แบ่งใคร
หลัวหนิวทนไม่ไหว เอ่ยเสียงแข็งขึ้น “พวกเจ้ากล้าเก็บเงินจำนวนมากไว้เพียงสองคนรึ”
เหยาอวี้ยักไหล่เบาๆ “ตอนนี้ไม่มีเงินสักอีกแปะแล้วเจ้าค่ะ จะกล่าวหาว่าพวกข้าเก็บเงินไว้กับตัวได้อย่างไร”
เพียงเท่านี้พวกเจ้าก็ทนไม่ไหวแล้ว หากรู้ว่าจริงๆ ว่าของทั้งหมดที่ซื้อมาใช้เงินมากกว่านั้นอีก และแท้จริงนางมีเงินนับร้อยตำลึง มิใช่จะอกแตกตายวันนี้เลยรึ
เหยาอวี้หัวเราะในใจ