LNCrawler

ตอนที่ 37

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 37

ตอนที่ 37


 

จางซื่อเสริมต่ออย่างเรียบเฉย “เงินทั้งหมดซื้อของหมดแล้ว เตาอั้งโล่ หม้อ ไห กระทะ กะละมัง ถ้วยจาน ตะเกียบ พวกนี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น อีกอย่างเงินก้อนใหญ่ก็ให้นายท่านไปหมดแล้ว” นางหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ตั้งใจ “มิใช่ว่ากระต่ายป่าที่พี่ใหญ่จับได้สองตัวเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนำไปขายในตำบล พี่สะใภ้ใหญ่ก็ยังมิได้แจ้งนายท่านมิใช่หรือเจ้าคะ”

คำพูดนั้นเหมือนหินก้อนเล็กโยนลงในน้ำ

หม่าซื่อหน้าชา

หลัวชิงที่เดินอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก

หลัวหนิวเม้มปากแน่น เรื่องกระต่ายนั้น คนในครอบครัวนางรู้กันเอง แต่ไม่เคยเอ่ยออกมาต่อหน้ากัน

หม่าซื่อกัดฟัน ลอบมองสีหน้าหลัวชิงแล้วพูดอย่างอึกอัดว่า “ลูกข้าก็แค่ถาม มิได้คิดจะขอเงินพวกเจ้าสักหน่อย!” นางสะบัดหน้าแรงๆ ดึงแขนหลัวหนิว “ไป!” เสียงฝีเท้าของพวกเขาเร่งขึ้น ก่อนจะแยกไปอีกทางหนึ่ง ตอนนี้นางไม่อยากร่วมทางกับพวกจางซื่อแล้ว

เหลือเพียงหลัวชิงที่ยังยืนอยู่ครู่หนึ่ง นางกระแอมเบาๆ ราวกับต้องการรักษาหน้าตา

“ข้าเพียงอยากเดินเล่นเท่านั้น มิได้รีบ”

แต่ในใจของหลัวชิงกลับวุ่นวาย เพราะเริ่มรู้แล้วว่าพวกครอบครัวพี่ใหญ่ก็มีเก็บออมเงินส่วนตัวไว้เองโดยไม่บอกบิดาของตน นางเองก็มีเงินซ่อนจากการปักผ้าเช็ดหน้าไปขายในตำบลเช่นกัน หากเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา นางก็ยากจะปฏิเสธ นางจึงทำเพียงกลบเกลือน แล้วค่อยๆ เดินตามสองแม่ลูกไปห่างๆ

สายลมพัดผ่านยอดไม้ ใบไผ่เสียดสีกันเป็นเสียง เหยาอวี้มองแผ่นหลังของป้าสะใภ้ที่เดินแยกออกไปอย่างครุ่นคิด

ผู้เฒ่าหลัวคงมิรู้เลย ว่าลูกหลานของเขาทุกคนต่างมีถุงเงินเล็กๆ ของตน ต่างเก็บ ต่างซ่อน ต่างปิดบัง

เส้นทางขึ้นเขาวันนี้ชื้นแฉะจากฝนเมื่อคืน แต่ฟ้าโปร่ง แดดอ่อนลอดผ่านยอดไม้ลงมาเป็นลำๆ พื้นดินยังมีกลิ่นดินสดใหม่

คราวนี้เหยาอวี้มิได้แยกตัวออกจากกลุ่มชาวบ้านเหมือนครั้งก่อน นางเดินเคียงกับจางซื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ค้อมตัวเก็บเห็ดตามโคนไม้ เก็บผักป่า และเด็ดผลไม้ป่าสุกจัดใส่ตะกร้าอย่างชำนาญ

ชาวบ้านบางคนเริ่มชินกับภาพนี้ และวันนี้ทุกคนแทบจะพกร่มมาเผื่อกันทั้งนั้น มีเพียงพวกจางซื่อที่ไม่ได้นำมาด้วย

“แม่นางน้อยหลัวสายตาดีนัก” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งหัวเราะ “ขอนไม้นั้นที่พวกข้ามองข้าม เจ้ายังเห็นว่ามีเห็ดได้”

เหยาอวี้ยิ้มบาง “เพียงโชคดีเท่านั้นเจ้าค่ะ”

จางซื่อที่เดินตามอยู่ด้านหลังยิ่งรู้สึกภูมิใจ เพราะนางก็รู้สึกว่าทุกอย่างพอดีอย่างน่าประหลาด

กระทั่งเดินลึกเข้ามาอีกช่วงหนึ่ง เหยาอวี้หยุดกึก สายตานางจับจ้องไปยังพุ่มเตี้ยข้างก้อนหินใหญ่

“ท่านแม่” นางเอ่ยเรียบๆ “ช่วยเก็บผลนั้นให้หน่อยเจ้าค่ะ”

จางซื่อมองตาม เห็นผลรูปทรงแปลกตา เปลือกหยาบ มีตาเล็กๆ เรียงรอบ

“อันนี้หรือ”

“เจ้าค่ะ”

จางซื่อก้มเก็บอย่างระมัดระวัง ใบมีดเล็กเฉือนโคนผลเบาๆ ก่อนวางลงในตะกร้า

ชาวบ้านหญิงคนหนึ่งรีบร้องขึ้น “โอ๊ย! ผลนั่นเปรี้ยวยิ่งนักนะ หากกินมากไปท้องเสียได้ ข้าเคยลองแล้ว เปรี้ยวจนแสบลิ้น”

นางพูดด้วยความหวังดี มิได้เยาะเย้ย

เหยาอวี้ผงกศีรษะรับฟังอย่างสุภาพ “ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าจะระวัง” แต่มือของนางยังจัดวางหัวสับปะรดป่านั้นลงในตะกร้าของมารดาอย่างมั่นคง

สับปะรดป่าย่อมเปรี้ยวจัดอยู่แล้ว เนื้อแข็ง เสี้ยนหยาบ มิใช่ผลไม้ที่ใครอยากกินเล่น แต่ในสายตาของนาง มันมิใช่ของกินเล่น

มันคือกรดธรรมชาติ คือเอนไซม์ คือสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการหมัก

ในหัวของเด็กหญิงแปดขวบกำลังเรียงลำดับกระบวนการผลิตอยู่เงียบๆ

ถั่วเหลืองมีแล้ว เกลือก็มี ไหหมักก็เตรียมไว้ อากาศชื้นปลายฤดูใบไม้ผลิเหมาะกับการเริ่มต้น หากมีผลไม้เปรี้ยวจัดเช่นนี้ช่วยเร่งกระบวนการในการผลิต…

นางกดความคิดนั้นไว้ ไม่เผยออกมาแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกถึงการจ้องมองของหลัวชิง

จางซื่อมองบุตรสาวครู่หนึ่ง

“เจ้าจะกินจริงหรือ”

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ

“อาจจะมิได้กินตรงๆ เจ้าค่ะ”

ชาวบ้านที่ได้ยินเพียงยิ้ม ไม่ได้ใส่ใจนัก ในสายตาพวกเขา สับปะรดป่าก็เป็นเพียงผลไม้เปรี้ยวไร้ค่า เก็บไปก็เท่านั้น

พวกเขาไม่รู้เลยว่า ในตะกร้าใบเล็กนั้น นอกจากเห็ด ผักป่า และผลไม้ธรรมดา ยังมีวัตถุดิบของสิ่งที่จะเปลี่ยนวิถีการกินของคนยุคนี้เในอนาคตซ่อนอยู่เงียบๆ

จากนั้นเหยาอวี้เดินต่ออย่างสบายใจ ครั้งนี้นางตั้งใจมาหาสัปรดโดยเฉพาะ ด้วยสัมผัสที่ลึกล้ำของนางจึงทำให้ค้นหามันเจอได้ไม่ยากนัก

แท้จริงแล้วนางสัมผัสได้ของที่มีค่ามากกว่านั้นอีก เพียงแต่ถูกจับตาเช่นนี้จึงไม่ค่อยสะดวกที่จะไปค้นหามากนัก

และเมื่อนึกถึงคำหนึ่งของหลัวชิง ท่านอาเล็กของนางแล้วก็ต้องขำขันในใจ

ใช่…

ท่านไม่รีบ …ข้าก็ไม่รีบเช่นกัน


 

หลัวชิงยังพยายามรักษาท่าทีสงบนิ่ง ปรับชายแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนก้าวตามสองแม่ลูกไปอย่างไม่เร่งร้อน แต่เพียงเดินลึกเข้าไปอีกไม่กี่สิบก้าว สีหน้าที่พยายามวางไว้ก็เริ่มร้าว

พื้นดินหลังฝนชื้นแฉะ โคลนติดปลายรองเท้า ทุกย่างก้าวหนักขึ้นเรื่อยๆ ชายกระโปรงที่นางตั้งใจเลือกสีอ่อนวันนี้กลับเปื้อนดินเป็นจุดๆ นางยกมันขึ้นอย่างรำคาญ พลางบ่นในใจเพราะไม่เห็นจะมีของดีอะไรอย่างที่คิด

เหงื่อซึมบางๆ ตามไรผม แม้แดดจะอ่อน แต่ไอชื้นในอากาศกลับทำให้เหนื่อยง่าย หลัวชิงพยายามก้าวอย่างสง่างาม แต่ไม่นานลมหายใจก็เริ่มแรงขึ้น

นางหยุดชั่วครู่ ทำท่าเหมือนกำลังชมทิวทัศน์

“ที่นี่…ก็ไม่เลวนัก” นางเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับตนเป็นผู้เลือกจะมาเดินชมนกชมไม้

หลัวเหยาอวี้เหลือบมองเพียงแวบเดียว ไม่เอ่ยอะไร

ในใจกลับนึกขัน

คนที่บอกว่าไม่รีบ เหมือนกำลังเริ่มหมดแรงเสียแล้ว

หลัวชิงกัดฟันเงียบๆ

การขึ้นเขาครั้งนี้…ช่างเสียเวลานัก

ตั้งแต่เด็ก นางพยายามทำตัวให้แตกต่างจากคนในหมู่บ้าน พูดจาให้สุภาพกว่าคนอื่น นั่งเดินให้เรียบร้อย เลียนแบบท่าทางคุณหนูในตำบลที่เคยเห็นเพียงไม่กี่ครั้ง

เฉินซื่อกับหลัวเหอก็อุ้มชูลูกคนสุดท้องคนนี้เสมอ เสื้อผ้าดีกว่า งานบ้านไม่ต้องทำ หวังว่าสักวันจะได้แต่งงานกับคนมีฐานะ

แต่ไม่ว่าจะเลียนแบบเพียงใด

พื้นฐานของหลัวชิงก็ยังเป็นเพียงเด็กหญิงจากหมู่บ้านหลัวซาน

แต่เมื่อเห็นว่าพวกพี่สะใภ้รองหาของป่าแล้วนำไปแลกเป็นมื้ออาหารที่ส่งกลิ่นหอมมาถึงสองวันแล้ว ไหนจะเนื้อหมูป่านั่นอีก จึงอดทนชูคออยู่ที่บ้านไม่ไหว

หลัวชิงนอนพลิกไปมาทั้งวัน จนกระทั่งทนความต้องการไม่ไหว กระทั่งคิดว่าเผื่อเจอโชคกับเขาสักครั้ง

และเพราะถูกเลี้ยงมาแบบคับแคบ นางจึงไม่เข้าใจว่าสาเหตุของโชคนั้น มีผลของการกระทำรองรับไว้อยู่ มิใช่ว่าขึ้นเขาแล้วทุกคนจะโชคดี แต่ล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น

แน่นอนว่าหลัวชิงจะคิดไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะขนาดหม่าซื่อที่มีบุตรถึงสามคนแล้วก็ยังคิดไม่ได้เช่นกัน ความคิดสตรีโบราณมักถูกจำกัดอยู่ในกรอบคติสาม หรือสามเชื่อฟัง ตามวัฒนธรรมปิตาธิปไตยชายเป็นใหญ่ ซึ่งกำหนดให้สตรีต้องพึ่งพาและเชื่อฟังบุรุษเพศตลอดชีวิต ได้แก่ เชื่อฟังบิดาเมื่อยังเยาว์ เชื่อฟังสามีเมื่อแต่งงาน และเชื่อฟังบุตรชายเมื่อสามีเสีย

ดังนั้นมุมมองต่อโลกทั้ง 3 ด้าน อย่างด้านที่เรามองเห็น  ด้านที่คนอื่นมองเห็น และด้านที่เป็นความจริงแท้ ย่อมยากที่จะเข้าใจ

เพราะกรอบคติสามนั้น มิได้ให้อำนาจที่เป็นอิสระทางความคิดของสตรีมากนัก