ตอนที่ 38
ตอนที่ 38
ตอนที่ 38
เหยาอวี้มองฟ้าที่สดใสนั้นอย่างพึงพอใจต่อผลประกอบการวันนี้มาก ไม่เกี่ยวกับสมุนไพร หรือรากไม้ที่ทรงคุณค่าใด แต่เพราะนางเจอวัตถุดิบในการสร้างรสชาติที่โหยหาแล้วนั่นเอง จึงชวนมารดากลับเรือน เพราะตะกร้าเต็มแล้ว
ผิดกับหลัวชิงที่เริ่มลังเลว่าควรจะทำสิ่งใดดี แค่ไม่กี่ชั่วยามสองแม่ลูกนั่นก็จะกลับแล้ว ซึ่งชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ยังมุ่งมั่นที่จะตามพวกนายพรานไปเรื่อยๆ แล้วหากนางกลับไปตอนนี้ คงถูกจับได้ว่าตั้งใจมาตามพวกพี่สะใภ้รองแน่ๆ
ทางด้านหม่าซื่อกับหลัวหนิวก็ไม่ต่างกันนัก ตั้งแต่สะบัดหน้าแยกออกจากกลุ่มใหญ่ ทั้งคู่ก็เดินกระเฟียดกระฟัด เสียงเหยียบกิ่งไม้ดังกรอบแกรบตามแรงอารมณ์ไม่หยุด
“ก็แค่ได้เงินไม่กี่อีแปะ ทำเป็นวางท่า” หม่าซื่อบ่นพึมพำไม่หยุด นางหงุดหงิดทุกครั้งที่เจอหน้า และต่อให้ไม่เจอหน้าก็หงุดหงิดที่ต้องทำงานบ้านทั้งหมดอยู่ดี สรุปเลยก็คือนางไม่พอใจ
หลัวหนิวทำหน้าอึดอัดเพราะเริ่มรู้สึกไม่เห็นคนอื่นๆ แล้ว “ท่านแม่ ข้าว่าอย่าไปสนใจพวกเขาเลยเจ้าค่ะ กลับบ้านเถิด”
แต่จะกลับตอนนี้ก็เสียหน้า เมื่อครู่ยังเชิดหน้ามั่นใจ หากหันหลังกลับเร็วเกินไป ย่อมดูเหมือนคนพ่ายแพ้
หม่าซื่อกัดฟันเดินต่อไปอีกหน่อย ทั้งที่ในใจเริ่มเหนื่อย “ถ้าไม่เจอของดีเราไม่กลับ”
แต่เดิมทั้งคู่ก็ไม่ใช่คนขยันอะไรอยู่แล้ว ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานบ้าน เสร็จก็กลับมานอนกลางวันแล้ว เพราะถึงอย่างไรนอกจากทำนาปลูกผักตามฤดูกาล รายได้หลักของบ้านก็มาจากหลัวเหอที่เป็นหมอ แม้แต่หลัวจิ้นก็ยังต้องฝึกช่วยจัดสมุนไพรและดูคนไข้ต่อจากบิดา ทั้งครอบครัวไม่เคยมีนายพราน ดังนั้นความคิดที่จะขึ้นเขาเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ นั้นตัดทิ้งไปเลย เพราะแต่เดิมนายท่านหลัวนั้นก็มักจะถือว่าตนมีวิชาความรู้ คนในครอบครัวเลยยึดถือไปแบบนั้นเช่นกัน
ดังนั้นความคิดจะเดินเก็บเห็ดหาของป่าอย่างจริงจังจึงไม่เคยอยู่ในหัว
วันนี้ที่ตามมา ก็เพราะอยากรู้ว่าในป่ามีอะไรดี สองแม่ลูกนั่นขึ้นเขาแค่ไม่กี่ทีก็สามารถนำของป่าไปแลกของในตำบลได้ตั้งเยอะ โดยเฉพาะเนื้อหมูป่า…
เมื่อคิดถึงหมูป่าก็นึกได้ว่าต้องมีพวกนายพรานอยู่ด้วย ไม่งั้นหากพวกนางพวกนางเจอหมู่ป่าแล้วจะล่าหมูป่าอย่างไร จึงเริ่มรู้สึกว่าพวกนางเดินมาไกลเกินไปแล้ว
“ตรงนี้มันลึกเกินไปหรือไม่เจ้าคะ” หลัวหนิวมองไปรอบตัว เสียงชาวบ้านด้านหลังเริ่มจางหาย
“ก็แค่เดินมาเรื่อยๆ เอง” หม่าซื่อยังปากแข็ง พยายามตั้งใจฟังว่าเสียงของคนอื่นๆ อยู่ที่ทิศไหน
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เส้นทางดินที่เคยเห็นกลับไม่คุ้นตา ต้นไม้หนาทึบขึ้น พื้นดินชื้นและมีรอยสัตว์ผ่านไปมา
เสียงพูดคุยของชาวบ้านหายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงลมพัดยอดไม้
หม่าซื่อหยุดกึก “เมื่อครู่พวกเขาอยู่ตรงไหน”
หลัวหนิวหน้าซีด “ท่านแม่…ข้าไม่เห็นใครเลยเจ้าคะ”
เดินไป เดินมา เผลอเดินลึกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองหันซ้ายหันขวา เส้นทางที่คิดว่าเดินมาตรงๆ กลับดูคล้ายกันไปหมด ความมั่นใจที่เคยมีจากการอยู่ใต้ชายคาหลัวเหอ ค่อยๆ จางลง ในบ้านอาจพึ่งพาชื่อเสียงของผู้เฒ่าได้
แต่ในป่า…
ชื่อเสียงมิได้ช่วยบอกทาง
หม่าซื่อเริ่มรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้น “อย่าแตกตื่น” นางพยายามตั้งสติ “ก็แค่เดินย้อนกลับ”
แต่ทิศไหนคือย้อนกลับ?
เสียงนกป่าบินขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้ๆ ทำให้หลัวหนิวสะดุ้งจนเกือบร้อง ความจริงที่ไม่เคยยอมรับเริ่มผุดขึ้นในใจ
พวกนาง…ไม่ชำนาญการเดินป่า
และการขึ้นเขา แท้จริงแล้ว มิได้เป็นเรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของความรู้ ซึ่งพวกนาง…ไม่มีเลยแม้แต่น้อย
ตกเย็น แดดที่เคยอ่อนละมุนยามสายกลับกลายเป็นเมฆครึ้มฉับพลัน
หลัวชิงเดินตามชาวบ้านลงเขามาด้วยสภาพที่นางเองยังไม่อยากมอง ชายกระโปรงเปื้อนโคลนเปียกปอน ขอบรองเท้าชื้นจนหนัก ผมที่พยายามรวบให้เรียบร้อยหลุดรุ่ยแนบแก้ม ใบหน้าซีดเผือด หนาวสั่นเพราะต้องลุยฝนออกมา
หลังจากพวกจางซื่อลงเขาไปได้ไม่นาน ท้องฟ้าที่ดูปลอดโปร่งก็กลับแปรปรวน ฝนเม็ดใหญ่เทลงมาอย่างไม่มีสัญญาณล่วงหน้า ชาวบ้านที่พกร่มมาต่างรีบกางออก บางคนตะโกนให้หลบเข้าไปในถ้ำใกล้ทางลาด
หลัวชิงยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
นางไม่ได้พกร่มมา
ตอนออกจากบ้าน นางเคยสังเกตตะกร้าของจางซื่ออยู่ครู่หนึ่ง ไม่เห็นมีด้ามร่มโผล่ให้เห็น นางจึงคิดว่าคงไม่จำเป็น
แต่หารู้ไม่ว่า พวกจางซื่อลงเขาไปก่อนทุกคนด้วยซ้ำ
ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่กับหลัวหนิวก็แยกไปอีกทาง ซึ่งอาจจะกลับเรือนมาก่อนเช่นกัน
จึงเหลือเพียงนางที่ต้องมาเผชิญหน้ากับฟ้าฝนกับชาวบ้านเหล่านี้ เมื่อฝนซัดลงมาหนักขึ้น ทุกคนจึงต้องเบียดกันอยู่ในถ้ำแคบๆ กลิ่นดินเปียกผสมกลิ่นเหงื่ออวลไปทั่ว
ชายคนหนึ่งไอขึ้นเสียงดัง
หญิงชราข้างๆ รีบถาม
“แม่นางหลัว พวกเจ้ามีสมุนไพรต้านหวัดติดตัวหรือไม่ เมื่อคราวก่อนก็เห็นแจกจ่ายได้มิใช่หรือ”
หลัวชิงสะดุ้ง
สายตาหลายคู่หันมามอง
นางอ้าปากเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงแผ่ว
“ข้า…ไม่รู้จักดอกเจ้าค่ะ”
“อ้าว…มิใช่ว่าเจ้าเป็นคนสกุลหลัวหรือ” อีกคนหนึ่งเอ่ย
คำถามนั้นทำให้ใบหน้าหลัวชิงร้อนผ่าว
นางเป็นคนสกุลหลัวก็จริง แต่ในเรือน นางไม่เคยจับสมุนไพร ไม่เคยรู้ชื่อรากไม้ ไม่เคยเรียนรู้การดูชีพจร บิดามารดามีนางก็ยามอายุมากแล้ว นางเกิดก่อนหลัวเหวินบุตรของพี่ใหญ่เพียงไม่กี่ปี ยามนั้นก็มีหม่าซื่อแต่งเข้ามาเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่รับผิดชอบงานบ้านทุกอย่างอยู่ก่อนแล้ว
บิดามิได้ให้สตรีในเรือนเรียนวิชาหมอ นางจึงเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ถูกฝึกให้ปักร้อยเย็บปัก หัดดีดพิณเล็กๆ พื้นบ้าน ฝึกมารยาทการนั่ง การเดิน การค้อมศีรษะ
ทั้งหมดเพื่อรอวันออกเรือนกับบัณฑิตในเมือง
มิใช่เพื่อยืนตอบคำถามชาวบ้านกลางถ้ำยามฝนกระหน่ำ และหากไม่ใช่ว่าเห็นพี่สะใภ้รองของนางจะขึ้นเขาอีกแล้ว นางคงไม่คิดจะตามมาเช่นกัน เพียงแต่ใครจะคาดคิดว่าพวกนางจะกลับก่อน
เมื่อถูกถามย้ำอีกสองสามครั้ง นางจึงต้องกัดฟันตอบชัดๆ
“ข้าไม่รู้จักจริงๆ เจ้าค่ะ”
บรรยากาศในถ้ำเงียบลงเล็กน้อย บางคนถอนหายใจ บางคนหันไปคุยกันเอง รอจนน้ำเดือดแล้วค่อยแจกจ่ายกัน อย่างน้อยก็ทำให้ร่างกายอบอุ่นก่อน
หลัวชิงก้มหน้ามองปลายเท้าตน ความสูงส่งที่เคยวางไว้เหมือนถูกชะล้างไปกับสายฝน แม้แต่ถ้วยเล็กๆ นางก็ไม่ได้พกมาส่วนตัว จะให้ไปขอดื่มกินในหม้อส่วนรวมที่ต้มน้ำนั้นก็ทำไม่ลง จึงได้แต่อดทนหนาวสั่นจนฝนหยุด
“รีบหน่อย!”
ทว่าชาวบ้านพวกนี้กลับไม่คิดจะรอให้ฝนหยุดสนิท เพราะต่างก็มีร่มมาทั้งสิ้น จึงมีคนตะโกน แล้วทยอยกางร่มเดินกันออกไป
หลัวชิงจำต้องกัดฟัน วิ่งตามไปทั้งที่รองเท้าไม่เหมาะกับทางลื่น ดินเหนียวเกาะขอบพื้นจนแทบยกเท้าไม่ขึ้น
หากไม่วิ่งตาม นางคงต้องหลบอยู่ในถ้ำเพียงลำพัง ความคิดนั้นทำให้หัวใจเย็นวาบ นางไม่มีความกล้าพอจะอยู่ในถ้ำคนเดียว ฝนสาดใส่ใบหน้า เสื้อผ้าแนบตัวอย่างน่าอับอาย
นางยังจำได้ว่าขณะขึ้นเขา นางพยายามเดินอย่างสำรวม พยายามรักษาท่วงท่าคุณหนู แต่ยามนี้ท่วงท่าทั้งหมดล้วนไร้ค่า
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ
ชาวบ้านทุกคนพกร่มมา …เหตุใดไม่มีใครเตือนนาง?
ในใจนางโทษเรือนเล็กโดยไม่รู้ตัว
เมื่อถึงเชิงเขา เสื้อผ้าเปียกชุ่มจนหนัก ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเพราะความหนาว
ชาวบ้านบางคนเหลียวมามองด้วยสายตาสงสารปนขัน มิรู้ว่าสตรีนางนี้ใช้หัวอันใดคิดถึงได้อยากมาเดินเล่นในป่าเขา ที่ชาวบ้านคิดอย่างนั้นก็เป็นเพราะ ตระกร้าของหลัวชิงยังคงว่างเปล่าตั้งแต่ต้นจนจบ
ใช่…ยิ่งนึกถึงตะกร้าในมือ หลัวชิงก็รู้สึกเจ็บใจ
เห็ดไม่มี ผักป่าไม่รู้ว่าอันใดกินได้ ผลไม้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นางเดินปะปนอยู่กับกลุ่มใหญ่ แต่กลับไม่ได้เก็บสิ่งใดเลย
ทั้งไม่กล้าก้มคลุกดิน ทั้งกลัวเล็บมือดำ ทั้งไม่อาจแย่งชิง หรือวิ่งเก็บเช่นชาวบ้านอื่นๆ ได้
สุดท้ายก็กลับมามือเปล่า