LNCrawler

ตอนที่ 39

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 39

ตอนที่ 39


 

เมื่อถึงหน้าบ้าน ฟ้าเริ่มคล้ำ ตะวันใกล้ลับขอบนา หลัวชิงเดินผ่านประตูเรือนด้วยความอ่อนล้า ทันทีที่ก้าวเข้าไปในลาน หลัวจิ้นก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง

“ชิงเอ๋อร์! เจอพี่สะใภ้ใหญ่กับหนิวเอ๋อร์หรือไม่?”

หลัวชิงชะงัก

“หา?”

หลัวจิ้นขมวดคิ้ว “ตะวันจะตกดินแล้ว เหตุใดยังไม่กลับมาพร้อมกัน?”

คำถามนั้นทำให้หลัวชิงหน้าซีดลงเล็กน้อย

“พี่สะใภ้ใหญ่แยกออกไปนานแล้วเจ้าค่ะ” นางตอบช้าๆ “ข้านึกว่าพวกเขากลับมาก่อนแล้ว”

หลัวจิ้นนิ่งไป

แม่เฒ่าหลัวที่ต้องมาเก็บผ้าเองเพราะฝนตกเงยหน้าขึ้น “แยกไปนานแล้ว?”

หลัวชิงพยักหน้า รู้สึกหนาวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะฝน

“ตอนนั้น…พี่สะใภ้ใหญ่กับหลานรอง เดินแยกออกไปเองเจ้าค่ะ” นางชี้ลวกๆ ไปทางทิศเขา รีบผลักภาระให้พ้นตัว ยามนี้นางรู้สึกเวียนหัวนัก

เสียงจักจั่นยามเย็นดังระงม แต่ในอกของคนในเรือนกลับเย็นวาบ

ผู้เฒ่าหลัวเดินออกมาจากเรือนใหญ่ช้าๆ สีหน้าเคร่งขรึม เมื่อเห็นหลัวชิงยืนตัวสั่นอยู่กลางลาน เสื้อผ้าเปียกชุ่ม เขาขมวดคิ้วทันที

“เกิดอะไรขึ้น”

หลัวชิงก้มหน้า ไม่กล้าสบตาบิดา

หลัวจิ้นรีบตอบแทน “ชิงเอ๋อร์บอกว่าหม่าซื่อกับหนิวเอ๋อร์แยกไปนานแล้ว แต่ยังไม่กลับ”

ผู้เฒ่าหลัวชะงัก “เหลวไหล มิเคยขึ้นเขาแล้วจะมั่นใจแยกไปเดินกันเองได้อย่างไร” เขารู้สึกว่าแม่ลูกคู่นี้ช่างโง่งมนัก

สายตาเขาไล่มองบุตรสาวคนเล็กที่หน้าซีดเผือด ริมฝีปากม่วงคล้ำเล็กน้อย

“มานี่” เขาเอ่ยเสียงต่ำ

หลัวชิงก้าวเข้าไปใกล้ เขายื่นมือออกจับข้อมือนาง สัมผัสชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง

ชีพจรเต้นเร็ว อ่อนแรง และมีไอเย็นแฝงอยู่

“โดนฝนมากเกินไป” เขาสรุปสั้นๆ

จากนั้นจึงสั่งเสียงแข็ง “ไปอาบน้ำอุ่น เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพักผ่อนเสีย อย่าออกมาอีก”

แม้จะหงุดหงิดที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ แต่อาการลูกสาวสำคัญกว่า

หลัวชิงพยักหน้าอย่างมึนงง รู้สึกทั้งหนาวทั้งเวียนหัว “เจ้าค่ะ”

ทั้งโถงบ้านยามนี้มีเพียงพวกเขาสามคน เพราะหลัวเหวินกลับสำนักเรียนแต่เช้า ส่วนหลัวอันยังถูกขังในห้องเล็ก ที่อยู่ให้ครัว ห้องเก่าของพวกจางซื่อห้องนั้น

ผู้เฒ่าหลัวหันกลับไปสั่งหลัวจิ้น “จุดคบเพลิง เตรียมคนสองสามคน ข้าจะขึ้นไปดู”

แม่เฒ่าหลัวรีบเอ่ย “ท่านจะไปเองหรือ ฟ้าใกล้มืดแล้ว”

“ยิ่งมืดยิ่งต้องรีบ” เขาตอบสั้นๆ รู้สึกรำคาญใจนักกับลูกสะใภ้ที่สร้างแต่ปัญหา

หลัวจิ้นรีบหมุนตัวออกไปเรียกเพื่อนบ้านที่ยังไม่เข้านอน เสียงเรียกดังลอดรั้วออกไปยังเรือนใกล้เคียง

ลานเรือนเหลือเพียงผู้เฒ่าหลัวกับแม่เฒ่า

แม่เฒ่าหลัวถอนหายใจ “เรื่องนี้จะเอาอย่างไรดี หากขึ้นเขาไปแล้วไม่พบ…”

ผู้เฒ่าหลัวสีหน้าเคร่ง “ยังไม่ถึงเวลาคิดไกลเพียงนั้น”

แต่ในใจเขาก็รู้ดี ภูเขาหลังหมู่บ้าน แม้ไม่ใหญ่มาก แต่ยามฝนตกทางลื่น ดินถล่ม หลุมดักสัตว์อาจอ่อนตัว สัตว์ป่าก็อาจเคลื่อนไหว

ไม่นาน หลัวจิ้นก็กลับมาพร้อมชายฉกรรจ์อีกสองคน คบเพลิงถูกจุดขึ้น แสงไฟส้มวูบไหวกลางความมืด

ผู้เฒ่าหลัวคว้าไม้เท้าของตน

“ไป”

เสียงฝีเท้าเร่งรีบหายไปตามทางดิน


 

ประตูเรือนถูกเคาะแรงๆ จางซื่อที่กำลังทำข้าวเย็นอยู่ชะงัก เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น

“ใครเจ้าคะ”

“เปิดประตู!” เสียงแม่เฒ่าหลัวดังขึ้น น้ำเสียงเร่งร้อนกว่าปกติ

จางซื่อรีบวางทัพพี เดินไปเปิดประตู เห็นแม่เฒ่าหลัวยืนอยู่หน้าบานประตู สีหน้าเคร่งเครียด หลัวจิ้นยืนถัดไปด้านหลังเล็กน้อย

กลิ่นข้าวสุกอุ่นๆ ลอยอวลออกมา

แม่เฒ่าหลัวชะงักนิดหนึ่ง

มื้อเย็น…อีกแล้ว

จางซื่อเปิดออก เห็นแม่เฒ่าหลัวยืนอยู่ สีหน้าไม่ดี ปกติชาวบ้านทั่วไปกินข้าวเพียงวันละมื้อคือช่วงยามเฉิน (07.00 – 08.59 น.) มีเพียงครอบครัวมั่งคั่งในเมืองจึงจะมีสองมื้อ และเพราะผู้เฒ่าหลัว ถือตัวว่าเป็นนายท่านอีกผู้หนึ่ง มิคิดว่าตนเองคือชาวบ้านยากจนขาเปื้อนโคลนดิน จึงมีมื้อเย็นเพิ่มอีกมื้อ

แต่แม่เฒ่าหลัวมิคิดเลยว่า สองแม่ลูกที่แยกครัวมาถึงพากันเองจะทำมื้อเย็นสองวันติดแล้ว

จางซื่อไม่เปิดโอกาสให้สายตาอีกฝ่ายสอดส่องนาน นางก้าวออกมานอกประตูทันที เหยาอวี้ก็เดินตามออกมาอย่างเงียบๆ ก่อนจางซื่อจะดึงบานประตูปิดลงเบาๆ

“เกิดอันใดหรือเจ้าคะ” จางซื่อถาม

แม่เฒ่าหลัวมองสองแม่ลูกสลับกัน “วันนี้ตอนลงเขา เจ้าเห็นสะใภ้ใหญ่กับหลานรองหรือไม่”

เหยาอวี้ตอบก่อน เสียงเรียบ “เห็นตอนอยู่แรกๆ เจ้าค่ะ”

แม่เฒ่าหลัวขมวดคิ้ว “หลังจากนั้นเล่า”

“พวกนางแยกไปอีกทางหนึ่งเจ้าค่ะ” เหยาอวี้กล่าวอย่างไม่รีบร้อน “พวกข้าลงมาก่อน จึงไม่ทราบเรื่องหลังจากนั้นแล้ว”

จางซื่อพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ พวกข้ารีบลงมาตั้งแต่บ่าย มิได้อยู่ร่วมทางหลังจากนั้น”

แม่เฒ่าหลัวจ้องหน้าเหยาอวี้แล้วไม่รู้จะกล่าวอันใด เพราะขนาดบุตรสาวของนางที่ลงมาทีหลังก็ไม่ทราบเช่นกัน และคำพูดของทั้งคู่ก็ตรงกัน “....”

เหยาอวี้สบตาอย่างตรงไปตรงมา “เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ”

แม่เฒ่าหลัวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “ตอนนี้พวกเขายังไม่กลับ”

จางซื่อเบิกตาเล็กน้อย “ยังไม่กลับหรือเจ้าคะ?”

“นายท่านกับลูกใหญ่ขึ้นเขาไปตามแล้ว” แม่เฒ่าหลัวพูดอย่างหงุดหงิด ทั้งบ่ายต้องวิ่งเก็บผ้า เพราะตะโกนยังไงก็ไม่มีคนไปเก็บ จนหลัวจิ้นบอกว่าพวกสตรีในเรือนต่างออกไปขึ้นเขา มองเรือนเล็กที่ปิดประตูเรือนมิดชิดเสมือนคนละโลกนั่น ก็ทำได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้แล้วกระแทกเท้าออกไปเก็บผ้าเอง และตอนนี้ยังต้องมากังวลเรื่องคนหายอีก

เหยาอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าครุ่นคิด “ฝนตกหนัก ทางคงลื่นมากเจ้าค่ะ บางทีอาจหลบฝนอยู่ในถ้ำสักแห่ง”

แม่เฒ่าหลัวถอนหายใจ “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

สายตานางเหลือบไปยังบานประตูเรือนเล็กอีกครั้ง กลิ่นอาหารยังลอยออกมาไม่จาง

จางซื่อรับรู้สายตานั้น จึงเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ “เรือนเล็กครัวแคบ พวกข้าต้มเห็ดป่าไว้กลัวจะไหม้เจ้าค่ะ”

คำพูดนั้นถือเป็นการปิดจบบทสนทนาอย่างสุภาพ แล้วสองแม่ลูกก็ขอตัวเข้าเรือนไป ทิ้งให้แม่เฒ่าหลัวได้แต่สูดดมกลิ่นเห็ดต้ม กับข้าวหอมลอยมาอย่างทำหน้าไม่ถูกกับความเฉยชาของทั้งคู่

หากหม่าซื่อยังไม่กลับมา แล้วผู้ใดจะทำข้าวเย็นกัน!!?


 

สำหรับเหยาอวี้ที่มิได้เป็นหนึ่งเดียวกับโลกนี้แต่ต้น ดังนั้นญาติหายไปถึงสองคนครั้งนี้ นางก็มีให้แค่คำถามไถ่ แต่มิคิดจะเป็นเดือดเป็นร้อนไปด้วยแน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสัมพันของครอบครัวลุงใหญ่ กับครอบครัวนาง บอกเลยตอนนี้ว่าหากผู้เฒ่าหลัวประกาศแยกบ้าน นางก็จะประกาศตัดขาดและไสศีรษะหนีไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ส่วนจางซื่อนั้น… บอกตามตรงว่าจนถึงตอนนี้เหยาอวี้เองก็มองมารดาผู้นี้มิชัดเช่นกัน

หากสามเชื่อฟังที่หลอมรวมสตรียุคนี้ในพิมพ์เดียว เหตุใดจางซื่อถึงดูแปลกแยกนัก นางเองก็ดูไม่ใยดีสกุลหลัวเช่นกัน

“ตะกร้าน้อยๆ ของเจ้าขนแต่เห็ดนี้มาทั้งนั้นเลยนี่” เสียงของจางซื่อเลิกคิ้วถามเมื่อมองไปให้ตะกร้าบุตรสาววันนี้ ที่ส่วนใหญ่มีเพียงเห็ดหอมเท่านั้น ส่วนตะกร้านางส่วนใหญ่เป็นสัปรดและผักป่าอื่นๆ

ใช่ ครั้งนี้นอกจากสัปรดแล้ว เหยาอวี้ต้องการทำผงชูรสธรรมชาติขึ้นมา จึงตั้งใจค้นหาเห็ดหอมอย่างตั้งใจ แม้จะไม่ใช่หน้าฝน แต่คงเพราะช่วงนี้มีฝนตกติดต่อกันมาหลายวันแล้ว เมื่ออุณหภูมิพอเหมาะจึงค้นเจอมันแถวข่อนไม้ผุจำนวนมาก

“เดี๋ยวล้างให้สะอาดแล้วเรานำไปตากทิ้งไว้ให้แห้งกรอบเลยเจ้าค่ะ”

“เห็ดแห้งงั้นรึ” จางซื่อไม่เข้าใจ เพราะยังไม่เคยมีใครน้ำเห็ดแห้งมาทำกับข้าวสักครั้ง

แต่เมื่อเหยาอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็กระพริบตาวิบวับ นั่นสินะเห็ดแห้งนั้นอร่อยมาก ก่อนจะจ้องตะกร้าของมารดาที่เก็บเห็ดมาไม่น้อยเช่นกัน “ท่านแม่ กันเห็ดไว้แค่พรุ่งนี้ก็พอเจ้าค่ะ ทีเหลือนำไปล้างแล้วตากแห้งให้หมดด้วยกันเลย” นางบอกอย่างตื่นเต้น

“เจ้ามีวิธีทำอาหารจากเห็ดแห้งด้วยหรือ” จางซื่อถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะนอกจากต้มและผัดน้ำมันแล้ว อาหารจากเห็ดก็มิได้หลากหลายน่ารับประทานเท่าใดนัก ดังนั้นส่วนใหญ่ชาวบ้านแม้จะหามาได้เยอะ ก็มักจะนำไปขายในเมือง แลกเปลี่ยนเป็นเงินไม่กี่อีแปะเท่านั้น เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานก็จะเน่าเสียทิ้งไป

“ของดีเลยเจ้าค่ะ ท่านต้องชอบแน่” เหยาอวี้ฉีกยิ้มกว้าง นอกจากตรวจคนไข้แล้ว นางเริ่มรู้สึกว่าการสรรหาของกินอร่อยๆ ก็เป็นความสนุกอย่างหนึ่งของนางในโลกที่ไร้ไฟฟ้านี้