ตอนที่ 3
ตอนที่ 3
ตอนที่ 3
ในวันถัดมา เพื่อตัดเสียงกระทบกระเทียบที่ดังมาไม่เว้นแต่ละชั่วยาม หลัวเหยาอวี้จึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากฟูกเก่าที่แข็งกระด้าง ร่างผอมบางยังอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยกลับนิ่งลึกขึ้นกว่าก่อนได้รับบาดเจ็บ คล้ายมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากภายใน
นางไม่เอ่ยโต้ตอบ ไม่แม้แต่เหลือบมองผู้ยืนกอดอกอยู่หน้าประตู เพียงก้มหน้าคว้าผ้าขี้ริ้วกับไม้กวาดเก่า แล้วก้าวออกจากห้องเก็บของแคบชื้นนั้นอย่างสงบ
เมื่อเห็นนางลุกขึ้นทำงาน เสียงแหลมเล็กจึงเงียบลงไปชั่วคราว ก่อนจะฮึดฮัดจากไปเพราะเหมือนคุยกับลมฟ้าอาการที่ไม่ตอบโต้มาหลายครั้งแล้ว
งานที่ถูกมอบให้วันนี้คือทำความสะอาดห้องตำรา
ห้องตำราอยู่ติดกับลานบ้านของเรือนหลักเป็นห้องไม่ใหญ่ ประตูไม้เก่าถูกเปิดทิ้งไว้เล็กน้อย กลิ่นกระดาษเก่า หมึกจีน และฝุ่นสะสมลอยอวลอยู่ในอากาศทันทีที่ก้าวเข้าไป
แสงอ่อนจากยามสายส่องลอดหน้าต่างเข้ามาเป็นลำบางๆ ฝุ่นผงเล็กลอยระยับในแสงนั้นราวกับหมอกจาง ชั้นไม้เรียงรายเต็มผนัง วางม้วนตำราผูกเชือกป่านอย่างเป็นระเบียบ บางม้วนเก่าจนขอบกระดาษเหลืองเข้ม บางม้วนใหม่กว่าสีอ่อนกว่าเล็กน้อย กล่องไม้ใส่พู่กันตั้งเรียงบนโต๊ะยาวกลางห้อง หินฝนหมึกยังมีคราบดำฝังแน่นจากการใช้งานมานานปี
โต๊ะเขียนหนังสือทำจากไม้เนื้อแข็ง พื้นผิวมีรอยขีดดำจางๆ จากปลายพู่กันและกระดาษที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มุมหนึ่งมีตะเกียงน้ำมันเก่า คราบเขม่าดำเกาะตรงปล่องแก้ว บอกให้รู้ว่าห้องนี้เคยถูกใช้งานมาก่อน
หลัวเหยาอวี้วางถังน้ำลงเบาๆ เสียงน้ำกระทบขอบไม้ดังเบาๆ นางเริ่มจากการเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเล็กน้อย รับลมเย็นให้พัดผ่าน ขจัดกลิ่นอับสะสม
ไม้กวาดในมือค่อยๆ กวาดพื้นอย่างสม่ำเสมอ เสียงเสียดสีกับพื้นไม้ดังสวบสาบ ฝุ่นเกาะตามมุมผนังถูกกวาดออกมาทีละน้อย
แม้ร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่นางขยับอย่างตั้งใจ คล้ายการกวาดพื้นเป็นเพียงข้ออ้างให้ได้อยู่ในที่เงียบสงบเช่นนี้ เมื่อกวาดเสร็จ นางจึงชุบน้ำผ้าขี้ริ้ว บิดจนหมาด แล้วค่อยๆ เช็ดโต๊ะยาวทีละส่วน มือเล็กๆ ไล้ผ่านลายไม้ เช็ดคราบฝุ่นหนาออกจนเห็นสีไม้ชัดขึ้น แสงสะท้อนอ่อนๆ จากพื้นผิวที่สะอาดขึ้นเผยให้เห็นความใส่ใจที่ซ่อนอยู่
หลัวเหยาอวี้หยุดชั่วครู่ตรงชั้นตำราเหนือศีรษะ ต้องเขย่งปลายเท้าเล็กน้อยจึงจะเอื้อมถึง ม้วนตำราบางเล่มมีฝุ่นเกาะหนาจนเปลี่ยนสี นางใช้ปลายผ้าปัดเบาๆ อย่างระมัดระวัง ไม่ให้เชือกที่ผูกคลายตัว
ปลายนิ้วสัมผัสกระดาษหยาบเก่า ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นผ่านใจโดยไม่ทราบสาเหตุ กลิ่นหมึกจางๆ ทำให้ความคิดที่วุ่นวายก่อนหน้านี้สงบลงทีละน้อย
ภายนอกเรือนยังคงมีเสียงคนพูดคุย เสียงไก่ขัน เสียงภาชนะกระทบกันในครัว แต่ภายในห้องตำราแห่งนี้กลับเงียบราวอีกโลกหนึ่ง
หลัวเหยาอวี้เช็ดขอบหน้าต่างจนสะอาด ลมพัดเข้ามาเย็นขึ้นเล็กน้อย ปลายเสื้อผ้าฝ้ายเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะของนางพลิ้วตามแรงลม เส้นผมที่ไม่ได้จัดแต่งดีนักปลิวเบาๆ ข้างแก้มซีดเซียว
หากมองจากภายนอก คงเห็นเพียงเด็กหญิงกำพร้าผอมบาง ก้มหน้าทำงานใช้แรงกายอย่างว่าง่าย
ทว่าดวงตาที่ทอดมองตำราบนชั้นนั้น กลับมิใช่สายตาของเด็กไร้เดียงสาอีกต่อไปอย่างน้อย ในชั่วยามนี้ จะไม่มีเสียงแหลมเล็กดังอยู่หน้าประตู
การที่ครอบครัวชาวบ้านอันห่างไกลจะมีห้องตำราได้ก็บ่งบอกถึงฐานะ และความสำคัญของเจ้าบ้านว่าให้ความสำคัญกับความรู้ และการเรียน แต่อีกเหตุผลหนึ่งคงจะเป็นเพราะนายท่านของบ้านเป็นหมอชาวบ้านด้วย
ตำราแพทย์ในห้องมีจำนวนไม่มาก เท่าที่นางไล่ดูส่วนใหญ่เป็นตำราพื้นฐาน และมีโรคแปลกๆ ที่รวบรวมกับโรคทั่วไปที่พบได้บ่อย แล้วจดไว้เสมือนเป็นการบอกความรู้ต่อกัน ตำราว่าด้วยหยินหยางและธาตุทั้งห้า อธิบายความสมดุลของร่างกาย ความร้อนเย็น ภายในภายนอก ถัดลงมาเป็น ตำราว่าด้วยชีพจรเบื้องต้น บอกตำแหน่งการจับชีพจรสามส่วนเก้าจุด แยกแยะชีพจรลอย ชีพจรลึก ชีพจรเร็ว ชีพจรช้า อีกม้วนหนึ่งเป็นตำรายาสมุนไพรพื้นบ้าน จดชื่อพืชทั่วไปในหมู่บ้าน ขิงแห้ง ใบหม่อน รากชะเอม เปลือกอบเชย พร้อมสรรพคุณคร่าวๆ เช่น แก้ร้อนใน แก้ไอ บำรุงเลือด ขับลม บางหน้ามีคราบน้ำมันหรือรอยนิ้วมือเลอะหมึก บ่งบอกว่าเคยถูกหยิบใช้จริงมากกว่าตำราเล่มอื่น
แต่ก็มีตำราเชิงลึกในการวิเคราะห์สาเหตุของโรค เพียงแต่ดูจากลักษณะการใช้งานแล้ว คงไม่ได้รับความสนใจมากนัก นอกจากตำราแพทย์แล้วยังมี ซานจื้อจิง[1] และร้อยแซ่พันนาม ตัวหนังสือเขียนด้วยหมึกเข้มชัด แม้กระดาษจะเหลืองไปตามกาลเวลา แต่เส้นพู่กันยังมั่นคง บ่งบอกว่าเล่มนี้ถูกใช้งานมาไม่น้อยมากกว่าพวกตำราแพทย์เสียอีก
หากนางจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าครอบครัวนี้จะมีผู้เป็นถงซื่อ[2] อยู่ในบ้านผู้หนึ่ง ไม่แน่ว่าห้องนี้อาจจะเป็นห้องอ่านตำราเรียนของถงซื่อผู้นั้น
นอกจากตำราเรียน ก็เป็นคัมภีร์คุณธรรมพื้นฐานว่าด้วยความกตัญญู ความจงรักภักดี การเคารพลำดับอาวุโส และระเบียบแห่งครอบครัว มีรอยพับตรงหน้าที่มักถูกเปิดอ่านซ้ำๆ โดยเฉพาะบทว่าด้วยบุตรพึงเชื่อฟังบิดามารดา และสตรีพึงสำรวมอยู่หลังเรือน
“อืม…นี่คือยุคจีนโบราณจริงๆ สินะ” อีกทั้งยังอยู่ในช่วงอีกทั้งยังอยู่ในปีที่เก้า ของรัชกาลฉีหมิงที่ไม่มีในบันทึกประวัติศาสตร์ใดที่นางรู้จัก!
พูดตรงๆ นางก็เป็นเซียนมาก็ประมาณร้อยปีได้ ความทรงจำของชาติแรกที่ดูเลือนลางทำให้นางยากที่จะระบุได้ว่าแท้จริงแล้วนี่คือช่วงเวลาของยุคใด อีกทั้งสองชาติที่ผ่านมาล้วนอยู่ในสถานะที่ยอดเยี่ยมจนงงไปหมดว่าเหตุใดชาตินี้จึงได้ต่ำต้อยแม้แต่ที่พักอาศัยยังต้องร้องขอผู้อื่นเช่นนี้
แต่จากสภาพแวดล้อมของบ้านที่นางและมารดาของเจ้าของร่างอยู่อาศัย หากไม่นับสถานะของบ้าน บ้านหลังนี้ก็ดูมีสัดส่วน และการจัดวางที่ดี
เรือนหลักหันหน้าไปทางทิศใต้ รับแสงอุ่นในฤดูหนาว ลานกลางบ้านปูดินอัดแน่นอย่างเรียบร้อย มิใช่ปล่อยรกเช่นบ้านยากจนทั่วไป มุมหนึ่งปลูกต้นหม่อน อีกมุมมีแปลงผักเล็กๆ จัดเป็นระเบียบ รางน้ำไม้ไผ่วางพาดอย่างมีแบบแผน บ่งบอกว่าผู้อยู่อาศัยมิใช่คนไร้การศึกษา
หากมองเพียงโครงสร้าง บ้านหลังนี้มิได้ต่ำต้อย
ต่ำต้อย…คือสถานะของพวกนางภายในบ้านต่างหาก
ความคิดยังไม่ทันต่อยอด เสียงดังสนั่นก็สะเทือนผ่านเรือน
ปัง! ปัง! ปัง!
ประตูไม้หน้าบ้านถูกเคาะแรงจนบานสั่น เสียงสะท้อนก้องเข้ามาถึงห้องตำรา
“ท่านหมอ! เปิดประตูด้วยเถิด!”
เสียงชายคนหนึ่งดังลั่น แฝงความตื่นตระหนกชัดเจน ลมหายใจเขาหอบถี่จนประโยคขาดห้วง
หลัวเหยาอวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตานิ่งสงบ
ไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากโถงกลางบ้าน ฮูหยินผู้เฒ่าพึมพำอย่างไม่พอใจ ขณะเดียวกันหลัวหนิวก็รีบวิ่งไปดูหน้าประตูด้วยสีหน้าตื่นเต้นกึ่งอยากรู้อยากเห็น ตามด้วยหลัวอัน เด็กชายวัยแปดขวบเท่านาง ที่อ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนเด็กสิบขวบด้วยซ้ำ
เสียงประตูเปิดออก
ชายวัยกลางคนในเสื้อผ้าฝ้ายหยาบยืนเหงื่อท่วม ใบหน้าซีดเผือด เขาประคองเด็กชายวัยราวเจ็ดแปดขวบไว้ในอ้อมแขน เด็กคนนั้นตัวร้อนจัด แก้มแดงจัดผิดปกติ ศีรษะเอนพิงไหล่บิดาอย่างไร้เรี่ยวแรง
“ลูกข้ามีไข้สูงตั้งแต่เมื่อคืน จู่ๆ ก็ชัก มือเท้าเกร็ง ตาเหลือกขึ้นขาวโพลน! ขอท่านหมอช่วยด้วยเถิด!” มารดาของเด็กพูดต่ออย่างหวาดกลัว ชาวบ้านที่รู้เรื่องตามมาเริ่มเข้ามามุงเช่นกัน
คำว่า ชัก ทำให้สายตาหลัวเหยาอวี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าหากไข้ตั้งแต่เมื่อคืน เหตุใดถึงเพิ่งพามา
นายท่านหลัวรีบก้าวออกมาจากห้องด้านใน สีหน้าเคร่งขรึมแต่ยังคงรักษาท่าทีสงบ เขายกมือเชิญชายผู้นั้นเข้ามาในโถง
“วางเด็กลงบนเตียงไม้ก่อน”
หลัวเหยาอวี้ขยับเข้ามาใกล้ประตูห้องตำราโดยไม่ให้ใครสังเกต นางยืนในเงามุม เสียงภายนอกชัดเจนขึ้นทุกถ้อยคำ
เด็กชายถูกวางลงบนเตียงไม้กลางโถง ร่างเล็กสั่นกระตุกเป็นระยะ ลมหายใจร้อนผ่าว เสียงหอบสั้นๆ แผ่วเบา
นายท่านหลัวนั่งลงข้างเตียง ใช้นิ้วสามนิ้ววางแตะชีพจรที่ข้อมือเด็กอย่างคุ้นเคย สีหน้าขรึมลงทีละน้อย
“ชีพจรเร็ว…ลึก…” เขาพึมพำ
จากนั้นจึงใช้หลังมือแตะหน้าผากเด็ก แล้วเปิดเปลือกตาดูตาขาว ตรวจลิ้นแดงจัด มีฝ้าบางๆ แห้ง
[1] ซานจื้อจิง คัมภีร์พื้นฐานสำหรับเด็กในสมัยโบราณของจีน ลักษณะเด่นคือ ทุกประโยคมีสามตัวอักษร จึงเรียกว่า “สามอักษร” ทำให้ง่ายต่อการท่องจำ เด็กเล็กสามารถอ่านออกเสียงเป็นจังหวะคล้ายกลอนได้
[2] ถงซื่อ หมายถึง 童 (ถง) = เด็ก / เยาวชน, 試 (ซื่อ) = การสอบ แปลตรงตัวว่า “การสอบของเด็ก” หรือใช้เรียกผู้ที่เล่าเรียน หรือนักเรียน และใช้สำหรับเรียกชื่อการสอบระดับต้นของระบบสอบจอหงวน