LNCrawler

ตอนที่ 40

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 40

ตอนที่ 40


 

ผ่านไปอีกสองวัน จางซื่อกับเหยาอวี้ ก็หาอ้างเรื่องเดิมอย่างขายผักป่ากับเห็ดไปกลับตำบลมาอีกหนึ่งรอบ อาศัยจังหวะชุลมุนที่ทั้งหลัวเหอและหลัวจิ้นต่างวุ่นอยู่กับการขึ้นเขาตามหาหม่าซื่อกับหลัวหนิว พวกนางก็แอบซื้อหินโม่แป้งมาตั้งไว้เป็นอนุเสาวรีย์แห่งความภาคภูมิใจของตนที่มุมห้อง ต่อจากนี้พวกนางก็จะได้ดื่มกินน้ำเต้าหู้สมใจ ไม่ต้องอาศัยครกหินที่ตำกันจนกล้ามแขนจะขึ้น อีกทั้งยังทำแป้งจากข้าวกันเองอีก เรียกได้ว่าวันไหนเบื่อๆ ก็จะโม่แป้งมาทำเส้นก๋วยเตี๋ยวกินร้อนๆ ให้สบายท้องอีกด้วย

ท่ามกลางความเดือดเนื้อร้อนใจของทั้งสกุลหลัว เหยาอวี้กำลังคาดหวังกับไหหมักซีอิ้วของนางที่หลังเรือนเล็กกำลังวางเรียงรายอยู่หลายไห ดีที่ในรั้วบ้านปลูกต้นหม่อนไว้อยู่ต้นหนึ่ง นางจึงอาศัยว่าแซ่เดียวกัน ให้มารดาไปรูดใบหม่อนมาจำนวนไม่มาก แล้วนำวัตถุดิบที่เตรียมไว้จัดการหมักซีอิ้วทันที

น่าหงุดหงิดที่ต้องรออีกสามเดือนเป็นอย่างน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นสมบัติยามพวกนางออกจากเรือนนี้ในอนาคตก็แล้วกัน

ส่วนเห็ดตากแห้งของพวกนางก็ต้องอาศัยแดดเป็นส่วนมาก พักหลังมานี้ฝนตกติดกันทุกวัน นางจึงใช้วิธีตากแดดสักครึ่งวันก่อน แล้วนำไปผึ่งอบเหนือเตาอีก 2 คืน วิธีนี้ช่วยให้แห้งเร็วและไม่ขึ้นรา จากนั้นแยกเห็ดหอมที่แห้งกรอบนำไปบดที่เครื่องโม่หิน แล้วเก็บใส่กระปุก เพียงเท่านี้ก็ได้ผงชูรสธรรมชาติไว้ปรุงรสง่ายๆ แล้ว หากมีกระเทียมละก็จะยิ่งนัวกว่านี้อีก

ที่ตำบลนางก็สอบถามถึงลักษณะของมันกับเถ้าแก่จินอยู่เหมือนกัน ซึ่งเถ้าแก่ก็ได้แต่บอกว่าชิงเฟิงเองก็เป็นเพียงตำบลเล็กๆ ที่ห่างไกลตำบลหนึ่งของอำเภอเหออัน หากอยากเห็นสินค้าแปลกๆ ต้องไปที่เหออัน เพราะที่นั่นมีเรือสินค้าจำนวนมากจอดเทียบท่าอยู่

มื้อเย็นนี้เหยาอวี้ไม่ปล่อยให้มารดาทำตามความเคยชิน นางยืนอยู่ข้างเตา มือเล็กไพล่หลัง ดวงตาจับจ้องกระทะเหล็กอย่างจริงจัง

“ท่านแม่ ใส่น้ำมันอีกนิดเจ้าค่ะ อย่าเสียดาย”

จางซื่อเหลือบมองบุตรสาวอย่างขำขัน แต่ก็ทำตาม น้ำมันร้อนจนเริ่มมีควันบางๆ ลอยขึ้น

“เทข้าวลงไปเลยเจ้าค่ะ”

ข้าวสวยที่เหลือจากหม้อเมื่อเช้าถูกเทลงกระทะ เสียงฉ่าดังขึ้นทันที ไอน้ำลอยพร่า

“ตอกไข่ลงไปสองฟอง”

เปลือกไข่แตก เสียงไข่กระทบข้าวดังแผ่ว เหยาอวี้รีบเอ่ย “ผัดเร็วๆ เจ้าค่ะ ให้ไข่เคลือบข้าวทุกเม็ด”

จางซื่อขยับตะหลิวคล่องแคล่ว ข้าวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล กลิ่นไข่หอมอวลทั่วห้องเล็ก

เหยาอวี้พยักหน้าอย่างพึงใจ “ตอนนี้ใส่เนื้อหมูป่าตากแห้งลงไปเจ้าค่ะ หั่นบางๆ จะได้ไม่เหนียวเกินไป”

ชิ้นเนื้อสีน้ำตาลเข้มตกลงในกระทะ ตามด้วยเห็ดหอมสดที่เพิ่งเก็บมาเมื่อตอนเช้า และผักกาดดองซอยบางๆ  เสียงผัดดังต่อเนื่อง กลิ่นหอมผสมกันเป็นชั้นๆ ไข่ หอมควันไฟ เนื้อหมูแห้ง และความเปรี้ยวเค็มของผักดอง

เหยาอวี้หยิบกระปุกเล็กๆ เปิดออกเล็กน้อย แล้วโรยผงนัวที่นางปราถนาลงไป

ผงละเอียดสีอ่อนโปรยลงบนข้าวผัด กลิ่นเค็มลึกๆ ลอยขึ้นแทบจะทันที

จางซื่อชะงักเล็กน้อย สูดกลิ่น

“หอมจริงๆ”

เหยาอวี้ยิ้มมุมปาก “ผัดจนแห้งแล้วยกลงเลยเจ้าค่ะ”

กระทะถูกยกลง ข้าวผัดสีทองถูกตักใส่ชามไม้สองใบ

อีกด้านหนึ่ง หม้อเล็กบนเตาน้อยๆ ก็เดือดเบาๆ เป็นน้ำซุปผักกาดดอง รสเปรี้ยวเค็มพอดี กลิ่นอุ่นๆ ช่วยตัดเลี่ยนจากข้าวผัดได้อย่างเหมาะเจาะ

จางซื่อยกชามซุปวางคู่กัน ทั้งคู่ดื่มด่ำอย่างมีสุนทรียะท่ามกลางสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นไก่บินสุนัขกระโดด[1]

เพราะในช่วงค่ำของวันหม่าซื่อกับหลัวหนิวก็ถูกหามลงมาจากเขาด้วยความช่วยเหลือของหัวหน้าหมู่บ้าน และชาวบ้านอีกหลายคน

เนื่องจากเมื่อเดือนกว่าๆ ก็เพิ่งไปหามเหยาอวี้ลงจากเขาในสภาพปางตาย ต่อมาวันนี้ก็ได้หามสองแม่ลูกของครอบครัวบุตรชายคนโตของผู้เฒ่าหลัว จนชาวบ้านหลายคนถึงกับเอ่ยปากให้ไปทำบุญ บริจาคค่าตะเกียงน้ำมันในวัดสักหน่อยเพื่อสะเดาะเคราะห์ ทำหลัวเหอถึงกับพูดไม่ออกไปครึ่งค่อนวัน

ร่างทั้งสองเปียกชุ่ม โคลนเลอะเต็มชายกระโปรง ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากม่วงคล้ำ หนาวสั่นจนฟันกระทบกันดังกรึก

ชาวบ้านหลายคนส่ายหน้าเวทนา

สองสามวันนี้ แม่เฒ่าหลัวเองก็ต้องทำงานบ้านแทบทั้งหมด ซักผ้า หุงข้าว ตักน้ำ จนหลังโก่งไปทั้งวัน สีหน้าหงุดหงิดจนแทบระเบิด ทั้งยังไม่อาจตัดใจให้บุตรสาวที่ป่วยไข้ต้องออกมาตากแดดตากลม

ใช่…ตั้งแต่ลงจากเขาวันนั้น หลัวชิงก็ยังเป็นไข้หวัดอาการไม่ดีขึ้น

ยิ่งเมื่อเห็นสภาพหม่าซื่อกับหลัวหนิวที่ถูกวางลงบนเสื่อในเรือนใหญ่ ตัวสั่นเหมือนไข้ป่า แม่เฒ่าหลัวก็ได้แต่เบือนหน้า

หลัวเหอสูดลมหายใจลึก ก่อนทรุดนั่งลงข้างเสื่อ มือเขายื่นออกไปจับข้อมือหม่าซื่อก่อน ปลายนิ้วแตะชีพจร สีหน้าเคร่งเครียดทันที ชีพจรลอยและเร็ว แฝงไอเย็นจากภายนอก แต่ภายในมีความร้อนสะสม

เขาขยับไปจับชีพจรหลัวหนิวต่อ อาการไม่ต่างกันนัก โดนฝนจัด ลมเย็นกระทบกาย ร่างกายอ่อนแรง

เขากัดฟันจนปัญญา อยากจะหักคอสองคนนี้ให้ตายคามือนัก ที่สร้างเรื่องวุ่นวายทั้งวี่ทั้งวัน จะขึ้นเขาไปทำไม ทั้งที่ไม่รู้เรื่องป่าเขา

หากไม่ใช่ว่าหม่าซื่อยังมีท้องที่ดี คลอดถงซื่อออกมาได้หนึ่งคน ให้ความหวังเรื่องชื่อเสียงแก่สกุลหลัว เขาคงไม่ต้องเปลืองแรง แบกหน้าไปขอให้คนช่วยตามหาถึงเพียงนี้

แต่ต่อหน้าชาวบ้าน เขาต้องรักษาภาพลักษณ์หมอผู้สุขุม

“ต้มขิงกับน้ำร้อน” เขาสั่งเสียงต่ำ

หลัวจิ้นรีบลุกไปจัดการ

ชาวบ้านเมื่อเห็นว่าในที่สุดก็ตามหาคนมาจนได้ จึงได้กล่าวอำลาแล้วจากไป

หลัวเหอมองสองร่างที่สั่นเทาอีกครั้ง ในใจไม่ใช่ความห่วงใย แต่รู้สึกถึงภาระที่ไม่อาจปฏิเสธได้

สุดท้ายจางซื่อกับเหยาอวี้ก็ถูกตามตัวมาให้ช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พวกนาง เพราะทั้งบ้านนอกจากแม่เฒ่าหลัวที่ต้องทำงานบ้านแล้วก็ยังมีเรื่องดูแลหลัวชิงอีกทาง และยามนี้ก็ไม่มีสตรีที่ไหนอีกแล้ว ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ได้ไร้น้ำใจถึงเพียงนั้น แม้ว่าก่อนหน้าช่วงที่เหยาอวี้ปางตาย จะไร้ซึ่งน้ำใจของทุกคนก็ตามที

คนไม่ดีต่อเจ้าเป็นเรื่องของเขา แต่หากเจ้าโหดร้ายต่อคนก็คือศีลธรรมของเจ้าเช่นกัน

เหยาอวี้ถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ ถึงอย่างไรนางก็เคยได้ชื่อว่าเป็นแพทย์

หลัวอันที่อ้วนท้วนยามนี้ดูเหมือนจะซูบลงเพราะกังวลเรื่องมารดากับพี่สาว ตอนนี้กำลังเกาะขอบฟูกเฝ้าไข้ทั้งคู่ ที่ได้รับการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี 


 

“สองคนนั้นจะเป็นไรหรือไม่” น้ำเสียงจางซื่อกดต่ำ ทันทีที่ทั้งคู่กลับสู่เรือนเล็กของตน ไล่หลังพวกนางยังมีเสียงไอประสานเสียงกันของสองแม่ลูกที่ดังชัด

เหยาอวี้นั่งลงข้างเตาอั้งโล่ เปลวไฟส่องใบหน้าที่สงบนิ่งเกินวัย “อาการหนักกว่าที่เห็นเจ้าค่ะ”

จางซื่อชะงัก “ไข้ป่าที่นายท่านพูดน่ะหรือ” ตอนหลัวเหอวินิฉัยโรคก็กล่าวเพียงว่าเป็นไข้ป่า ให้ดูแลใหล้ชิดสักหน่อย

เหยาอวี้ส่ายหน้า

“คล้ายไข้ป่า…แต่ไม่ใช่”

นางวางมือลงบนเข่าตนเองอย่างช้าๆ “ตากฝนติดๆ หลายวัน ลมเย็นเข้ากาย ความชื้นสะสมในทรวงอก ข้างในกลับมีความร้อนคั่งค้าง ชีพจรลอยและเร็ว เวลาไอก็มีเสมหะผสม”

จางซื่อเม้มปาก “หมายความว่า…”

“ปอดบวมเจ้าค่ะ” เหยาอวี้กล่าวตรงไปตรงมา “ตอนนี้ยังอยู่ช่วงต้น ไข้ขึ้นลง หนาวสั่น ไอแห้ง หากอีกสองวันเสมหะข้น หายใจหอบ ไข้สูงไม่ลด…จะลำบากมาก”

จางซื่อหน้าซีด นางเคยได้ยินชื่อโรคนี้อยู่ครั้งหนึ่ง

เมื่อเห็นจางซื่อเริ่มหวาดกลัวนางจึงไม่กล่าวเรื่องอื่นอีก เพราะทั้งคู่เหมือนได้รับบาดแผลมาไม่น้อยที่เท้า คงเกิดจากการเดินไปเกี่ยวเข้ากับรากไม้รายทาง เกิดบาดแผลถลอกลึก โคลนเข้าไป แม้ล้างแล้ว แต่หากไม่ฆ่าเชื้อให้ดี อาจบวมแดง มีหนอง ลุกลามได้

ในยุคนี้ บาดแผลเล็กๆ หากติดเชื้อ ก็อาจกลายเป็นพิษโลหิต หรือที่เรียกอย่างทันสมัยว่า เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดนั่นเอง

“นายท่านจับชีพจรแล้วมิใช่หรือ…” จางซื่อคิดไม่ถึงเลยว่าผู้เฒ่าหลัวจะสะเพร่าตรวจโรคไม่ละเอียด แต่เมื่อนึกได้ว่าแม้แต่โรงหมอใหญ่ตระกูลหยางยังวินิจฉัยโรคผิดต่างจากบุตรสาวของตน นางจึงมิได้พูดสิ่งใดต่อ

เหยาอวี้ยิ้มบาง มิได้ยกยอตนเองแต่อย่างใด เพราะหากต้องมาเปรียบเทียบกับตาแก่นั่น มิใช่ว่าจะเป็นการดูถูกตนเองจนเกินไปหรือ?

เพียงแต่หากปล่อยไว้นาน…

เสียงไอจากเรือนใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ยาวกว่าเดิม

เหยาอวี้ก็มีสีหน้าเคร่งขึ้น

จางซื่อถอนหายใจยาวเปลี่ยนคำถามใหม่ “เช่นนั้น…เจ้าจะช่วยหรือไม่”

คำถามนั้นเกิดความเงียบชั่วอึกใจ ไฟในเตาแตกดังเปรี๊ยะ

เหยาอวี้มองเปลวไฟนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้าๆ “พี่ใหญ่ไม่ยอมให้มารดากับน้องสาวของตนตายดอกเจ้าค่ะ” 







[1] ไก่บินสุนัขกระโดด เป็นสำนวนจีนที่ใช้อธิบายสถานการณ์ที่วุ่นวายโกลาหล ตื่นตระหนก และสับสนอลหม่านไปทั่ว