ตอนที่ 41
ตอนที่ 41
ตอนที่ 41
ผ่านไปหนึ่งวันหลัวชิงอาการดีวันดีคืน จนเริ่มออกมาเดินเล่นลอยชายได้บ้างแล้ว แต่สองแม่ลูกหม่าซื่อและหลัวหนิวมีแต่ย่ำแย่ลงทุกวัน ไข้ขึ้นสูงยามค่ำ ไอหนักขึ้น เสียงหายใจครืดคราด บาดแผลที่เท้าบวมแดงจนแม้แต่แม่เฒ่าหลัวเห็นก็ยังเบือนหน้า
กระทั่งยามบ่าย เสียงล้อเกวียนดังเอี๊ยดหยุดหน้ารั้ว พร้อมถิงซื่อวัยสิบสองปีที่ไร้ซึ่งกิริยาท่าทางสุขุมที่พึงมี
หลัวเหวินวิ่งเข้ามาในเรือนฝั่งตะวันออกอย่างตกใจ ลืมแม้กระทั่งว่าต้องไปเรือนหลักเพื่อคำนับท่านปู่ของตนก่อน
ในมือเขายังถือจดหมายฉบับหนึ่ง
จดหมายปริศนา ตัวอักษรที่เหมือนตั้งใจให้หวัดหยาบแต่ชัดเจน บอกเล่าถึงอาการป่วยใกล้ตายของมารดาและน้องสาว จนเขาต้องขอลาอาจารย์จากสำนักศึกษา รีบรุดกลับมาด้วยตนเอง
เรือนใหญ่โกลาหลอีกครั้ง ผู้เฒ่าหลัวกำลังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ขมวดคิ้ว แล้วค่อยตามไปที่เรือนของบุตรชายคนโต
“เหวินเอ๋อร์?”
หลัวเหวินเมื่อได้ยินจุงคุกเข่าลง แต่สีหน้าไม่สงบดังเคย “ท่านปู่ เหตุใดไม่บอกข้า”
ผู้เฒ่าหลัวรู้สึกกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก เขากำชับหลัวจิ้นแล้วว่าอย่าให้ข่าวไปถึงหลานชาย ไม่คิดเลยว่าหลัวเหวินจะรู้ด้วยตนเอง
“เจ้าควรตั้งใจเรียนหนังสือ” ผู้เฒ่าหลัวเอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องในบ้าน ข้าจัดการได้”
หลัวเหวินเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ “นี่คือจัดการได้หรือขอรับ?”
คำถามนั้นแทงใจ
ผู้เฒ่าหลัวนิ่งไป
ยามนี้เขารู้ตัวแล้วว่าสองคนนั้นเป็นโรคที่ยากต่อการรักษา ไข้ไม่ลด เสมหะหนักแน่น หายใจลำบาก แต่ยังด้อยความรู้เกินกว่าจะเข้าใจ จึงได้แต่จัดเทียบยาตามอาการ
แม่เฒ่าหลัวที่ตามมายืนอยู่ข้างๆ สีหน้าเฉยชา แม้รักหลัวหนิวบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าหลัวชิง และในใจลึกๆ ไม่มีใครมีค่าเท่าบุตรชายและหลานชายอย่างหลัวเหวิน จนรู้สึกปวดใจนัก
ส่วนสะใภ้ใหญ่ขี้เกียจผู้นั้น…
นางไม่อาจหลั่งน้ำตาให้ได้ด้วยซ้ำ
แต่เมื่อหลัวเหวินยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งสองก็ไม่อาจนิ่งเฉย
หลัวเหวินพูดเสียงสั่น “เหตุใดไม่รักษาท่านแม่กับน้องรองให้ดี”
ผู้เฒ่าหลัวหน้าแข็ง “ข้ารักษาแล้ว อาการหนักเกินกว่าข้าจะควบคุมได้” เขาพูดช้าๆ อย่างอับอาย “โรคนี้…เกินมือข้า”
คำพูดนั้นหนักหนา เขาเป็นหมอทั้งชีวิต กลับต้องยอมรับว่ารักษาคนในบ้านตนไม่ได้ หากเป็นคนอื่นยังพอบอกปัดว่าไร้ยาและสมุนไพรที่เรือน ให้ไปหาหมอในเมือง แต่นี้คือคนในครอบครัว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องบอกความจริง
และจะให้เขาส่งสองคนนี้ไปให้หมอในเมืองรักษา ก็ไม่อาจหักห้ามใจให้ใช้เงินไปกับสตรีนี้ได้
หลัวเหวินกัดฟัน “เช่นนั้นก็ให้หมอในตำบลรักษา”
ผู้เฒ่าหลัวชะงักนี่คือสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยิน
“ข้าเคยได้ยินสหายในสำนักพูดถึงหมออวี้ที่โรงเตี้ยมจินฟู่” หลัวเหวินพูดเร็วขึ้น “ขอเพียงมียอดค่าอาหารหนึ่งร้อยอีแปะ ก็ตรวจหนึ่งคน นี่มีสองคนก็สองร้อยอีแปะเท่านั้น” เพราะรับข่าวสารมาว่ามีเงินสองร้อยอีแปะก็ไปขอรับการตรวจโรคได้ แต่เขาไม่อาจทราบได้ว่ายามนั้นคิวของหมอวี้ยาวเป็นหางว่าว ไม่มีทางที่จะมาของการตรวจโรคแบบฉุกเฉินเช่นนี้ได้แน่นอน
สองร้อยอีแปะ
ยอดเงินนั้นเสียดแทงผู้เฒ่าหลัวยิ่งนัก
เขาเพิ่งได้รีดไถเงินจากจางซื่อมาสองร้อยอีแปะพอดี จะต้องควักออกไปเพื่อสตรีสองคนนี้หรือ
สีหน้าเขาบิดเบี้ยวโดยไม่รู้ตัว
หลัวเหวินเห็นชัด เด็กชายวัยสิบสองปีที่สอบเป็นถงซื่อได้ ย่อมไม่โง่งม จึงกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อยลอยๆ ว่า
“อาจารย์เพิ่งชื่นชมการเรียนของข้านัก” เขาพูด “กล่าวว่าปีนี้ข้าสามารถเข้าสอบเซี่ยนชื่อได้”
การสอบเซี่ยนชื่อ เป็นการสอบขั้นต้น ขั้นแรกของถงซื่อ
ผู้เฒ่าหลัวเงยหน้าขึ้นทันที
“หากสอบผ่านทั้งเซี่ยนชื่อ และฝู่ซื่อ ข้าจะได้เข้าสอบย่วนชื่อในต้นปีหน้า” เสียงเขาแน่วแน่และเริ่มกดดัน “หากผ่านย่วนชื่อ สกุลหลัวจะมีซิ่วไฉเป็นคนแรกของตระกูล”
ลมหายใจในเรือนใหญ่เหมือนหยุดลง
ผู้เฒ่าหลัวกำมือแน่น
ซิ่วไฉ
เป็นดังความใฝ่ฝันทั้งชีวิต
เหตุใดพวกเขาจึงยอมรั้งสองแม่ลูกที่น่าตายนั้นไว้ที่เรือน ไม่ใช่แค่เงินสามตำลึงเงิน เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไถเงินนั้นมาตั้งแต่ต้น ค่อยหาเรื่องขับไล่ในเวลาต่อมาก็ย่อมได้ แต่กลับต้องรั้งไว้ถึงสามปี เพราะคำว่าการงดเว้นภาษีที่ดินชั่วคราวถึงสามปีนั่นเอง
หากครอบครัวมีซิ่วไฉได้นั้น จะไม่ใช่เพียงสามปี แต่จะเป็นตลอดไป นอกจากการยกเว้นภาษีและแรงงาน แล้วยังมีสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งราชการ ได้รับเงินเดือนจากราชสำนัก
แต่ไม่ทันให้ท่านปู่ของตนได้ฝันหวาน หลัวเหวินก็พูดต่อทันที “แต่หากมารดาและน้องรองเป็นอะไรไป ข้าย่อมไม่มีจิตใจเรียนหนังสือ และตามธรรมเนียม ข้าต้องงดสอบราชการสามปีเพื่อไว้ทุกข์”
แล้วเสียงเขาก็เข้มขึ้นอีก “หากฝ่าฝืน ต้องถูกลงโทษ…”
เขาสบตาปู่ของเขาตรงๆ “ท่านปู่คิดว่า…เรื่องนี้สำคัญขึ้นมาบ้างหรือยังขอรับ”
คำถามนั้นมิใช่เพียงวอนขอ แต่กดดันไม่อ่อนข้อ ให้เลือกระหว่างเงินสองร้อยอีแปะ กับอนาคตของซิ่วไฉคนแรกของสกุลหลัว
ผู้เฒ่าหลัวรู้สึกเหมือนถูกบีบคอ เพราะเขาได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้แล้ว
แต่ต่อให้ผู้เฒ่าหลัวจะสำนึกเสียใจในวินาทีนั้น และรีบสั่งให้หลัวจิ้นไปเตรียมเกวียนแบกสองแม่ลูกขึ้นไปยังตำบลชิงเฟิง
ก็สายไปแล้ว
เกวียนแล่นฝ่าทางดินชื้นไปถึงโรงเตี้ยมจินฟู่ยามเย็น หลัวเหวินแทบจะกระโดดลงจากเกวียนก่อนวัวจะหยุดสนิท
“หมออวี้อยู่ที่ใด!”
เสียงเขาดังจนแขกบางคนหันมามอง
พนักงานโรงเตี้ยมออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“หมออวี้มิได้อยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว”
คำตอบนั้นเหมือนฟ้าผ่า
เพราะข่าวของหลัวเหวินแม้จะถูกต้องเรื่องฝีมือการแพทย์ แต่ก็ล่าช้าไม่น้อย บัณฑิตที่อาศัยอยู่แต่ในสำนักเรียนย่อมไม่ทราบข่าวล่าสุดที่ว่ายามนี้โรงเตี้ยมจินฟู่มิได้มีหมออวี้อีกต่อไปแล้ว
ผู้เฒ่าหลัวหน้าดำคล้ำ ไม่มีทางเลือก สุดท้ายจึงต้องพาสองแม่ลูกไปยังโรงหมอใหญ่ตระกูลหยางในตำบล
โชคยังดี
หมอประจำโรงหมอใหญ่สามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำ
“ปอดบวมจากลมฝน” เขากล่าวสั้นๆ หลังตรวจชีพจรและฟังเสียงหายใจ “อีกทั้งบาดแผลที่เท้าเริ่มอักเสบ ต้องรีบรักษา มิฉะนั้นไข้จะรุกลามเป็นพิษโลหิต”
ยาต้มเข้มข้นถูกยกจอปากทันที เข็มเงินถูกใช้เปิดหนองจากแผลเล็กๆ บางจุด สองแม่ลูกนอนซมอยู่สามวันเต็ม
ในที่สุด ไข้ก็เริ่มลดลง เสมหะค่อยๆ เบาบาง ชีวิตที่เฉียดความตายถูกดึงกลับมาได้ แต่ราคาที่ต้องจ่าย…มิใช่น้อย
ค่ารักษาเบื้องต้นเพียงอย่างเดียว ก็มากถึงแปดตำลึงแล้ว และนี่ยังไม่รวมค่ายาสมุนไพรที่ต้องใช้ต่อเนื่องอีกหลายเทียบ
หลัวเหอยืนฟังยอดเงินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เงินเก็บทั้งชีวิตของเขามีเพียงสิบสองตำลึงเงิน เขาเก็บหอมรวมริบไว้เผื่อบุตรหลานชายในตระกูล
หายไปทันทีแปดตำลึงแค่การรักษา…
ดีที่หมอหยางยอมให้ใช้สมุนไพรพื้นฐานบางตัวแทนของแพงในเทียบยา เช่น หวงฉิน หวงเหลียน และกันเฉ่า ซึ่งรวมแล้วเพียงหนึ่งตำลึงหกร้อยอีแปะ
แต่ยังมีสมุนไพรขั้นสูงที่เลี่ยงไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ เหรินเซินคุณภาพกลาง ใช้บำรุงปอดและเสริมพลังหลังลดไข้ ราคาหนึ่งตำลึงเต็มๆ
และอีกตัวคือ ชวนเป่ยหมู่ สำหรับละลายเสมหะหนัก ราคาสามร้อยอีแปะ รวมค่ายาชุดแรก อีกหนึ่งตำลึงสามร้อยอีแปะ
รวมกับค่ารักษา เกือบเก้าตำลึงครึ่งก้วน นี่เป็นการรักษารวมค่าสมุนไพรในช่วงแรกเท่านั้น เขายังไม่รู้เลยว่าหากต้องพากลับไปพักรักษาตัวที่เรือนแล้วโรคกำเริบจะต้องมีค่ายาเท่าใดอีก
แต่ไม่ว่าอย่างไรหม่าซื่อมิอาจตายได้!
หลัวเหอยื่นเงินมือสั่น ในอกเหมือนถูกคว้านเนื้อหัวใจทั้งดวง
หลัวเหวินมองเงินก้อนนั้นด้วยสายตาซับซ้อน มิคิดเลยว่าวันหนึ่งครอบครัวเขาจะต้องมาใช่จ่ายกับค่ารักษาและค่ายามากขนาดนี้