ตอนที่ 42
ตอนที่ 42
ตอนที่ 42
โรคปอดบวมในยุคนี้รักษาได้ยาก เนื่องจากยังไม่มียาปฏิชีวนะ อาศัยเพียงชีพจร สีหน้า เสียงไอ กลิ่นลมหายใจ และประสบการณ์ของหมอเท่านั้น อัตราการเสียชีวิตจึงสูง โดยเฉพาะในเด็กและสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ
แต่ตำรับแพทย์แผนจีนมีการบันทึกโรคในลักษณะเฟยเหยียน[1] มานานมากแล้ว หลักการรักษาแบ่งเป็นหลายขั้น ระบายความร้อนสะสมในปอด ขับเสมหะ เปิดทางลมหายใจ เสริมพลังชี่หลังไข้
หากพบเร็ว ตั้งแต่ช่วงไข้ขึ้น ไอแห้ง เสมหะยังไม่ข้นมาก โอกาสรอดชีวิตถือว่าสูง แต่หากปล่อยให้ลุกลามจนหายใจหอบ เสมหะอุดตัน ปากเขียว มือเท้าเย็น ต่อให้หมอเก่งเพียงใดก็ยากจะดึงกลับมาได้
กรณีของหม่าซื่อกับหลัวหนิว นับว่าเฉียดเส้นบางๆ นั้นพอดี หากพูดให้ถูกก็อยู่ในการคำนวนของเหยาอวี้ เพราะตั้งแต่ที่มีเรื่องกับโรงหมอใหญ่ตระกูลหยาง นางก็ใช้เวลาตรวจสอบทักษะการแพทย์ของเขามาแล้ว จึงรู้ว่าแท้จริงโรงหมอใหญ่นั้นมีทักษะสูงพอสมควร จึงได้คาดเดาว่าเรื่องของชายแซ่ข่งนั้นมิได้เกิดจากการวินิจฉัยพลาด แต่พวกเขาล้วนตั้งใจ เพื่อให้เกิดข้อพิพาทกับนางขึ้นมานั่นเอง
และเมื่อหมอหยางตรวจพบก่อนที่ปอดจะชุ่มจนหายใจล้มเหลว จึงใช้ตำรับระบายความร้อนปอดผสมชวนเป่ยหมู่ละลายเสมหะ และเสริมด้วยเหรินเซินพยุงชี่
ไข้จึงค่อยๆ ลดลง ลมหายใจค่อยๆ คล่องขึ้น แต่แม้รอดชีวิต ก็ย่อมมีอาการตกค้าง หลังจากปอดอักเสบรุนแรง ร่างกายจะอ่อนแออยู่หลายเดือน
ไอง่าย เหนื่อยง่าย หากโดนลมเย็นอีก ก็ป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะหลัวหนิวที่อายุน้อย ปอดยังไม่แข็งแรงเต็มที่ แม้ผ่านพ้นวิกฤต ก็อาจเหลืออาการไอเรื้อรัง หรือความจุของปอดลดลง
ส่วนหม่าซื่อ หากบาดแผลที่เท้าติดเชื้อรุนแรงกว่านี้อีกเพียงนิด คงติดพิษเข้ากระแสเลือด ครานั้นต่อให้ยกเงินทั้งบ้านไปแลก ก็อาจไม่ทัน
ดังนั้น การพบโรคโดยไว คือเส้นแบ่งระหว่าง เกือบตาย กับ เกือบรอด อย่างแท้จริง
“เจ้าช่างสบายใจจริงนะ”
จางซื่อเอ่ยพลางมองบุตรสาวที่กำลังนั่งบนตั่งเล็กๆ ข้างเตาอั้งโล่ มือหนึ่งถือเห็ดชุบแป้งทอด อีกมือคอยเป่าลมไล่ความร้อน ก่อนจะกัดกรอบเสียงดังกร๊อบ
กลิ่นน้ำมันหอมคลุ้งไปทั่วเรือนเล็ก
เห็ดที่ตากจนแห้งสนิทถูกเหยาอวี้นำมาคลุกแป้งบางๆ ที่ผสมน้ำกับผงนัวของนางเพียงหยิบมือเดียว พอทอดลงในน้ำมันครึ่งหม้อ แป้งก็พองฟู หุ้มเห็ดเป็นเกล็ดกรอบสีทอง
เมื่อกัดเข้าไป จะได้ความกรอบ และรสเค็มลึกๆ จากผงนัว ผสมกลิ่นเห็ดเข้มข้นที่ถูกอบแห้งมาก่อน
แม้แต่จางซื่อยังหยิบกินติดมือไม่หยุด
เหยาอวี้เคี้ยวไป พูดไปอย่างอารมณ์ดี
“แล้วจะให้ทำสิ่งใดเล่าเจ้าคะ” นางเลียผงแป้งที่ติดปลายนิ้วอย่างไม่ถือมารยาท “ถึงอย่างไรข้าก็ให้หานเกอเป็นคนส่งจดหมายนั่นให้พี่ใหญ่แล้ว”
จางซื่อมองนางครู่หนึ่ง
ใช่…
จดหมายที่หลัวเหวินได้รับ เป็นลายมือที่ตั้งใจเขียนด้วยมือซ้ายของจินจื่อหาน จึงกลายเป้นตัวอักษรหวัดเอียง ไม่งดงาม แต่พออ่านรู้ความ เล่าถึงอาการหนักใกล้ตาย เล่าถึงความเสี่ยงที่อาจสายเกินแก้ของหม่าซื่อและหลัวหนิว
ในยุคนี้ความกตัญญูมิใช่เพียงคุณธรรม แต่เป็นกฎจารีตที่ฝังอยู่ในกฎหมาย หากบิดามารดาตาย บุตรต้องไว้ทุกข์สามปี งดสอบราชการ งดเข้ารับตำแหน่ง งดก้าวหน้า
เหยาอวี้ย่อมไม่รู้ว่าความรักของหลัวเหวินต่อมารดามีกี่ส่วน แต่หากอนาคตของตนเองถูกคุกคาม นางมั่นใจว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะต้องรีบกลับมา
ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นนั้นจริง
เหยาอวี้หยิบเห็ดอีกชิ้น จุ่มลงในซอสเปรี้ยวเค็มที่ทำจากผักดองแล้วกัดคำโต
“อร่อย…” นางพึมพำอย่างพึงพอใจ
จางซื่อกลับถอนหายใจ “แต่ที่น่าประหลาดใจ…” นางลดเสียงลง “ไม่คิดเลยว่านายท่านจะมีเงินถึงเก้าตำลึงจ่ายออกมาได้”
ค่ารักษา ค่ายา รวมๆ แล้วมากกว่าเก้าตำลึงเงิน นั่นคงเป็นเงินเก็บชั่วชีวิตของหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้าน
เหยาอวี้ยักไหล่ นางไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนในบ้านนี้จะมีเงินเก็บเท่าไหร่ แต่ไหนแต่ไรอาชีพหมอก็หาเงินได้ไม่ยากอยู่แล้ว
“เช่นนี้…” จางซื่อพูดเสียงเบา “เราคงต้องยิ่งระมัดระวัง”
ผู้เฒ่าหลัวมีนิสัยละโมบ มักกดข่ม และรีดไถรายได้จากทุกคนในบ้าน หากรู้ว่าการขึ้นเขาทำให้เรือนเล็กที่แยกครัวไปมีกินมีใช้สมบูรณ์ทุกวัน สักวันหนึ่ง เขาจะต้องหมายปองส่วนแบ่งแน่นอน
เหยาอวี้พยักหน้า “ข้ารู้เจ้าค่ะ”
แต่ในใจนาง กลับคิดอีกอย่าง การขึ้นเขาในสายตาผู้เฒ่าหลัวยามนี้ ไม่ต่างจาก เคราะห์กรรมของสกุลหลัว เดือนก่อนคือนางที่เป็นหลานสามเกือบตาย
ครานี้สะใภ้ใหญ่กับหลานรองเกือบไม่รอดชีวิต
ภูเขาลูกนั้น เริ่มกลายเป็นบาดแผลในใจของผู้เฒ่า
สำหรับนางกับมารดา ยังพอเรียกได้ว่าเป็นคนนอก ดูได้จากวันที่ร่างนี้บาดเจ็บปางตาย คนสกุลหลัวไม่คิดพาไปรักษาในตำบล ถึงขั้นคิดจะขนนางไปตายที่อื่น
ดังนั้น ที่จางซื่อรู้สึกว่านางไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับชะตาของสกุลหลัวเลย เหยาอวี้จึงเพียงพยักหน้า โดยไม่ต้องคิดซ้ำ
นางกัดเห็ดกรอบอีกคำ เสียงกร๊อบดังชัด บ่งบอกถึงความอร่อยที่ยังไม่สิ้นสุด หากเป็นคนในเรือนอื่นมาเห็นคงจะปวดใจตาย ในยุคนี้ยังไม่มีของกินเล่นที่กรุบกรอบเช่นนี้สำหรับชาวบ้าน เพราะต้องเปลืองน้ำมันทอดไม่น้อย แต่ต่อให้เป็นในครอบครัวมั่งคั่งก็ยังไม่มีรายการอาหารนี้บนโต๊ะอยู่ดี
แล้วก็เป็นอย่างที่จางซื่อคาด เงินเก้าตำลึงกว่าๆ ที่ไหลออกไปในคราวเดียว ทำให้ผู้เฒ่าหลัวนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป
ยามเย็นวันนั้น ขณะที่เรือนเล็กกำลังตั้งหม้อหุงข้าว เสียงเรียกก็ดังมาจากเรือนใหญ่
จางซื่อกับเหยาอวี้มองหน้ากันเล็กน้อย แล้วเดินไป
ในเรือนหลัก บรรยากาศเงียบตึง หลัวเหอนั่งหัวโต๊ะ สีหน้าเคร่งเครียด หลัวจิ้นยืนข้างๆ แม่เฒ่าหลัวนั่งนิ่ง ส่วนหลัวชิงยืนเยื้องด้านหลังอย่างสงบเสงี่ยม
หลัวเหอเอ่ยตรงๆ “ช่วงนี้พวกเจ้าขึ้นเขาบ่อย รายได้จากการขายเห็ดกับของป่าเป็นอย่างไรบ้าง” น้ำเสียงเหมือนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่แฝงความหมายชัดเจน
ซึ่งหากพูดกันตามความจริงแล้ว พวกนางมิได้นำของที่หาได้ไปขายเลยแม้แต่น้อย ยามนี้โรงเตี้ยมจินฟู่กลับมาคึกคักด้วยเครื่องประทินผิว และของใช้ในห้องน้ำที่ไม่ว่าผลิตมาเท่าใด ก็ขายหมดจนไม่เหลือ กระทั่งต้องมียอดสั่งจองล้นออกไปเป็นเดือนๆ
ความรุ่งเรืองของโรงเตี้ยมมีมากเท่าใด ก็หมายถึงจำนวนก้อนเงินในบัญชีรายรับของเหยาอวี้ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นพวกนางมิได้มีความจำเป็นที่จะต้องนำสมุนไพร หรือของป่าใดใดไปขายเลยสักอย่าง และข้ออ้างในการนำของป่าไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวสารอาหารแห้งต่างๆ ก็มีไว้เพื่อการตรวจสอบบัญชีร้าน และแนะนำวิธีการจัดการการผลิตเป็นครั้งคราวเท่านั้น
จางซื่อไม่รีบร้อน นางย่อตัวเล็กน้อยแล้วตอบอย่างเรียบเฉย “เป็นข้าวสารและของกินจำนวนหนึ่งพอให้กินใช้อยู่เจ้าค่ะ”
คำตอบที่เสมือนไม่เข้าใจเจตนาของคำถามทำให้หลายคนชะงัก
หลัวจิ้นขมวดคิ้ว “พอกินใช้?”
จางซื่อพยักหน้า “แค่แลกข้าวสารกับไข่ก็หมดแล้วเจ้าค่ะ”
คำว่าไข่ ทำให้สายตาหลายคู่วูบไหว
หลัวชิงเม้มปากแน่น ในบ้านนี้ ไข่ทุกฟองถูกเก็บไว้บำรุงหลานชายคนโต การจะได้กินไข่สักฟอง ต้องเป็นเทศกาล หรือวันที่หลัวเหวินกลับบ้าน
แต่เรือนเล็ก… กลับกินไข่ทุกวัน
ความอิจฉาแวบผ่านสายตาหลัวจิ้นที่นั่งพิงเสา มองความงามผุดผาดของจางซื่อที่เอิ่มอิ่มนั้นอย่างห้ามความรู้สึกแทบไม่ไหว หากไม่ใช่เพราะพวกนางใช้ชีวิตแบบ หากไม่ขึ้นเขาก็อยู่แต่ในห้อง เขาที่พยายามวนเวียนแถวเรือนเล็กนานๆ จึงจะได้ยลโฉมนางสักที เทียบกับหม่าซื่อที่ตั้งแต่เจ็บไข้หนักครั้งนั้น ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ใบหน้าซูบผอมจนนึกว่าเป็นยายแก่ที่ไหน
แม่เฒ่าหลัวเองก็เหลือบมองอย่างไม่พอใจ แต่ไม่อาจพูดอันใดได้
หลัวเหอสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาเอ่ยเสียงเข้ม “พวกเจ้าจะสิ้นเปลืองซื้อไข่ไปทำไม แม่ไก่ของเราก็มี”
คำพูดเหมือนจะห่วงใย แต่แท้จริงคือการหลอกล่อ หากพวกนางยอมมากินไข่จากเรือนหลัก เงินที่ใช้ซื้อไข่ภายนอกก็จะเหลือ และเงินเหล่านั้น…ย่อมถูกเรียกถาม
จางซื่อยิ้มบาง “ไข่นั้นให้หลัวเหวินเถิดเจ้าค่ะ”
คำตอบเรียบง่าย แต่แทงใจ เพราะถือว่าเป็นการปฏิเสธที่พวกเขาพูดไม่ออก
“พวกข้าเพียงขยันกันสักหน่อย เสี่ยงชีวิตขึ้นเขา แลกของป่ามาเป็นอาหารประทังชีวิต” นางหยุดเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเพื่อเน้นย้ำ “เพราะเงินทั้งหมดของบ้านรอง ก็ให้พวกท่านไปแล้ว แม้จะมิได้กินข้าวร่วมเรือนหลักก็ตาม”
คำพูดนี้ถือว่าปิดปากไปได้อีกครั้ง เพราะตั้งแต่ที่ไปรับหม่าซื่อกับหลัวหนิวกลับเรือน ผู้เฒ่าหลัวก็ประกาศห้ามทุกคนขึ้นเขาโดยเด็ดขาด และถ้าหากใครไม่เชื่อฟัง เขาจะไม่ให้กินข้าวที่เรือนอีกต่อไป
แต่คำสั่งนั้นไม่มีผลกับเรือนเล็กที่แยกครัวอยู่แล้ว
[1] เฟยเยียน คำนี้ในความหมาย “ปอดอักเสบ” แบบการแพทย์สมัยใหม่ ปรากฏชัดเจนในเอกสารแพทย์จีนยุคปลายชิง–สาธารณรัฐจีน เมื่อมีการรับความรู้แพทย์ตะวันตกเข้ามา
ในยุคก่อนหน้านั้น จะเรียกตามกลุ่มอาการ เช่น ปอดร้อน ฝีในปอด หรือไอหอบ เป็นต้น
มีอยู่ในตำราหลายเล่ม เช่น 《หวงตี้เน่ยจิง》ในยุครัฐจ้านกั๋ว หรือราชวงศ์ฮั่นต้น กล่าวถึงความร้อนในปอด อาการไอ และหอบ ซึ่งตำราแพทย์เล่มนี้วางรากฐานทฤษฎีปอดควบคุมชี่ และความสัมพันธ์ระหว่างลม-ความเย็น-ความร้อนกับปอด แต่ยังไม่ใช่ตำรับรักษาเฉพาะโรค แต่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่อธิบายกลไกโรคทางปอด