ตอนที่ 43
ตอนที่ 43
ตอนที่ 43
จางซื่อจึงจงใจใช้คำว่าเสี่ยงชีวิต เพื่อเตือนเขาว่า การขึ้นเขาไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แล้วจะยังมาขอส่วนแบ่งจากความเสี่ยงของผู้อื่นอีก ช่างไม่มียางอายบ้างเลยหรือ?
หลัวเหอหน้าแข็ง คำพูดนั้นทำให้เขาโต้ไม่ออก
แต่ถุงเงินที่เบาหวิว ทำให้หัวใจเขาไม่อาจสงบ เงินเก็บทั้งชีวิตที่หายไปมากกว่าเก้าตำลึง เหลืออยู่ไม่ถึงสามตำลึงดี หมอเท้าเปล่าอย่างเขา แม้จะรักษาคนมาทั้งชีวิต แต่เงินที่ได้ล้วนทีละน้อย ทั้งยังต้องเลี้ยงคนทั้งครอบครัว
อีกทั้งหลัวชิงยังต้องคุยเรื่องหมั้นหมาย จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่อาจปล่อยวางที่จะส่งบุตรสาวให้แต่งออกไปกับครอบครัวทั่วไปได้ จะต้องเป็นบุตรเขยที่สร้างหน้าตาให้เขาได้ ดังนั้นสินเดิมก็ยิ่งมิอาจน้อยหน้า แต่ยามนี้เขาจะหาจากที่ใดได้อีก
แม้ภายนอกจะยังรักษาท่าทีสุขุม แต่ในอกเหมือนถูกไฟเผา เขาเหลือบมองจางซื่อที่ยืนสงบ เรือนเล็กนั้นดูไม่มีเงิน แต่กลับมีกินมีใช้ตลอด กับข้าวสองมื้อเช้าเย็นไม่ขาด มีกลิ่นไข่ทอดลอยทุกวัน เขายังแอบได้กลิ่นเนื้อทุกมื้อ
ในขณะที่เรือนใหญ่ต้องคำนวณทุกเม็ดข้าว ความไม่ยุติธรรมในความรู้สึกของเขา ค่อยๆ ก่อตัว เขาไม่อาจเอื้อมมือไปแย่งโดยตรง เพราะคำว่าเสี่ยงชีวิตยังดังก้องอยู่ในหู การสูญเงินไปจำนวนมากครั้งนี้ก็การันตีว่าคำพูดนี้ไม่เกินจริง ถ้าชาวบ้านรู้ว่าเขาหมายปองของป่าที่แม่ม่ายลูกกำพร้าอีก คงถูกประณามไม่จบไม่สิ้น
จางซื่อเมื่อเห็นว่าผ่านไปเกือบเค่อ หลัวเหอก็ยังคงนิ่งงัน จึงค้อมศีรษะอีกครั้ง “หากไม่มีสิ่งใดแล้ว พวกข้าขอตัวกลับไปทำกับข้าวเจ้าค่ะ”
หลัวเหอไม่ตอบ เพียงโบกมือช้าๆ
สองแม่ลูกจึงเดินออกจากเรือนหลัก
ทิ้งไว้เพียงความอึดอัด และความจริงที่ว่า เรือนเล็กนั้น แม้ไม่มีเงินเหลือสักอีแปะตามคำพูด แต่กลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าพวกเขามากนัก
หม่าซื่อและหลัวหนิวแม้จะหายดีแล้ว แต่ก็ยังคงมีอาการหนาวสั่นได้ง่ายในวันที่ฝนตกหนัก ยามนี้เข้าสู่วันเช็งเม้ง หรือเทศกาลกวาดสุสานแล้ว แต่ฝนฟ้ายังคงสลับวันไม่หยุด สร้างความเดือนร้อนให้กับหลายครอบครัวที่ต้องเดินทางกลับมาทำความสะอาดฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษ
ฮวงซุ้ยตระกูลหลัวตั้งอยู่บนเขาทางตะวันตกของหมู่บ้านหลัวซาน สายตระกูลนี้เดิมมีพี่น้องมากมาย หลัวเหอในยามนั้นเป็นบุตรชายคนโตของบ้าน แบกรับหน้าที่ของสายหลักไว้เต็มบ่า ทว่าช่วงรัชกาลก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนไปแทบครึ่งค่อนตระกูล ผู้ที่ยังเหลืออยู่จึงมีเพียงไม่กี่คน
หนึ่งคือ ย่ารองหลัวอวิ๋น ผู้แต่งออกไปอยู่กับครอบครัวสามีชาวนาอีกหมู่บ้านหนึ่ง นางย่อมต้องไปเช็งเม้งกับตระกูลสามี
อีกหนึ่งคือ ปู่เล็กหลัวเซิน น้องชายร่วมสายเลือดของหลัวเหอ ดังนั้น ทุกคราที่ต้องรวมญาติ ผู้ที่จะเดินทางกลับมายังเรือนหลัว ณ หมู่บ้านหลัวซาน ก็คือหลัวเซินและครอบครัวของเขา
แม้ความรู้ทางการแพทย์ของหลัวเซินจะมิอาจเทียบหลัวเหอ ผู้เป็นบุตรชายคนโตและผู้สืบทอดวิชาอย่างแท้จริงได้ แต่เขาก็มิใช่คนไร้ความสามารถ ความรู้เรื่องสมุนไพรมีไม่น้อย อีกทั้งเป็นคนหัวไว รักการเดินทาง ชอบเสาะหาลู่ทางใหม่ๆ
การเดินทางครั้งหนึ่งทำให้เขาได้พบ ซ่งเยว่หรง อดีตคนใช้ในจวนนายอำเภอเหออัน นางรู้จักผู้คนในเมือง รู้เส้นสาย รู้ช่องทางค้าขาย หลัวเซินมองเห็นโอกาสจึงแต่งนางมาเป็นภรรยา
ครั้นถึงคราวแยกบ้าน เขาไม่ลังเลที่จะขายทรัพย์สินส่วนที่ตนได้รับ ทิ้งเรือนเก่าในหมู่บ้าน แล้วออกไปตั้งหลักที่อำเภอ เปิดร้านขายสมุนไพรซึ่งอยู่ไกลออกไป
ชีวิตที่อำเภอเป็นเช่นไร ไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ทุกครั้งที่หลัวเซินพาครอบครัวกลับมา เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ และท่าทีมั่นใจของพวกเขา ล้วนทำให้หลัวเหอรู้สึกราวถูกกดทับอยู่เงียบๆ
พวกเขาสวมผ้าไหม แม้มิใช่ไหมชั้นดี
ผ้าไหมนั้นมีหลายคุณภาพ ตั้งแต่ไหมทอหยาบที่ผสมเส้นใยอื่นเพื่อลดต้นทุน ไปจนถึงไหมเส้นยาวเนื้อละเอียด เงาวาวดุจสายน้ำ ผ้าไหมที่ครอบครัวหลัวเซินสวมใส่มิใช่ชนิดสูงค่า หากแต่ก็ยังเหนือกว่าผ้าฝ้ายธรรมดาหลายเท่า ทั้งราคาและภาพลักษณ์
ความต่างเพียงเล็กน้อยนั้นเอง ที่ขยายความรู้สึกในใจหลัวเหอให้ใหญ่โต
การรวมญาติในแต่ละเทศกาลจึงมิใช่เพียงพิธีกรรม หากเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องยืนมองน้องชายผู้แยกตัวออกไปสร้างฐานะ กลับมาพร้อมรอยยิ้มและความภูมิใจ
ยังดีที่บุตรหลานชายของหลัวเซินยังไม่มีผู้ใดสอบผ่านซิ่วไฉ โดยเฉพาะ หลัวจางหมิ่น ที่อายุมากกว่าหลัวเหวินถึงสองปี เจ้าหลานชายผู้ชอบโอ้อวด ที่พยายามสอบเท่าใดก็ยังไม่สำเร็จ หากวันหนึ่งเด็กนั่นสอบติดขึ้นมา หลัวเหอเกรงว่าตนคงอิจฉาจนร้อนรุ่มไปทั้งตับ
ถึงกระนั้น แม้ยังไม่มีตำแหน่งทางราชการ ลูกหลานสายนั้นกลับมีเส้นสายและการคบหาที่กว้างขวางกว่าพวกเขาเสมอ
สายตาของพวกเขามักเชิดสูง มองผ่านเรือนเก่าในหมู่บ้านราวกับเป็นเพียงบ้านชนบทไร้ความสำคัญ คำพูดบางคำมิได้รุนแรง หากแต่แฝงการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน
แท้จริงแล้วก็สมกับเป็นคนสกุลหลัว ล้วนถนัดนักกับการโน้มเอียงเข้าหาผู้มีฐานะ และวางตนเหนือผู้ที่ยากจนกว่า
เพียงแต่วันนี้ ผู้ที่ถูกมองต่ำ กลับเป็นเขาเท่านั้นเอง
เสียงล้อเกวียนเทียมม้าบดกับดินโคลนดังครืดคราดก่อนจะหยุดนิ่ง จ้าวลี่ฮวาเป็นคนแรกที่ยกชายกระโปรงไหมขึ้นเล็กน้อยแล้วก้าวลงจากเกวียน นางเพิ่งยืนเต็มเท้าได้ก็เงยหน้ามองฟ้า ก่อนจะถอนหายใจแรงราวกับตั้งใจให้คนทั้งเรือนได้ยิน
“ฝนก็ตกไม่หยุด ถนนก็เละเทะ ต้องนั่งโยกเกวียนมาตั้งวันกว่าจะถึงหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ ช่างลำบากจริงๆ”
น้ำเสียงของนางคมกริบไม่ต่างจากมีดเฉือนเนื้อ คำพูดแต่ละคำขวานผ่าซาก ตรงเสียจนชวนให้คนฟังสะดุ้ง สมกับเป็นบุตรสาวพ่อค้าขายหมูที่เติบโตมากับตลาดสด เสียงเอะอะและการต่อรองราคา
แม้แต่งเข้าสกุลหลัวมาหลายปีแล้ว ความหยาบกร้านในถ้อยคำก็ยังมิได้ถูกขัดเกลาให้ละมุนขึ้นนัก
หลัวเซินลงจากเกวียนตามหลัง เขาปัดชายเสื้อคลุมที่เปื้อนละอองฝนออกเบาๆ สีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่ได้ยินคำบ่นของลูกสะใภ้แม้แต่น้อย
แท้จริงแล้ว เขามิได้โปรดปรานจ้าวลี่ฮวานัก นางพูดมาก โอ้อวด และชอบแสดงฐานะจนเกินพอดี
แต่เขาก็ไม่คิดจะตำหนิ เพราะในวันที่หลัวห่าวอู๋แต่งงาน ครอบครัวฝ่ายหญิงให้สินเดิมมาไม่น้อย ทั้งเงินตำลึง เครื่องประดับ และเครื่องใช้ดีๆ หลายหีบ ช่วยให้ร้านสมุนไพรของเขาเติบโตได้รวดเร็วกว่าที่คาด
ดังนั้น ต่อให้คำพูดของจ้าวลี่ฮวาจะกระด้างหูเพียงใด หลัวเซินก็เลือกจะนิ่งเงียบ มีเพียงสีหน้าห้ามปรามนานๆ ที
เพราะซ่งเยว่หรงหลังคลอดหลัวห่าวอู๋ให้เขาก็ร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจมีบุตรได้อีก ทว่าครอบครัวของซ่งเยว่หรงมีเส้นสายกับจวนนายอำเภอ การกระทำใดที่กระทบกระเทือนจิตใจนางย่อมมิใช่เรื่องเล็ก หลัวเซินจึงเก็บความคิดอื่นๆ นั้นไว้
ท้ายที่สุด แม้บุตรชายคนเดียวของเขาจะต้องแต่งกับลูกสาวพ่อค้าขายหมู แต่จ้าวลี่ฮวาก็ให้กำเนิดหลานหญิงหลานชายแก่เขาในบั้นปลาย นั่นนับว่าเพียงพอแล้วสำหรับชายผู้หวังเพียงให้สกุลไม่ขาดสาย
หลัวจางหมิ่นกระโดดลงจากเกวียน เขาสะบัดชายเสื้อไหมอย่างไม่ใส่ใจโคลนดิน คางเชิดเล็กน้อย สายตามองเรือนเก่าในหมู่บ้านด้วยแววประเมินค่า
ถัดมาคือหลัวเจียอี นางก้าวลงอย่างระมัดระวัง ยกปลายแขนเสื้อขึ้นกันละอองโคลน ดวงตาเรียวยาวทอดมองไปรอบเรือนอย่างเย็นชา
นางเย่อหยิ่งไม่แพ้หลัวชิง
ทว่าเพราะเติบโตในบ้านที่มีฐานะมั่งคั่งกว่า และอยู่ในอำเภอ ความเชิดหยิ่งของนางจึงยิ่งชัดเจนและมั่นใจยิ่งกว่า มักเก็บซ่อนความคิดไว้หลังรอยยิ้มบางๆ
สองพี่น้องยืนเคียงกันใต้ชายคาเกวียน หนึ่งโอ้อวดเปิดเผย หนึ่งเงียบงันแต่คมคาย ทั้งคู่ล้วนเป็นเลือดเนื้อของสกุลหลัวอย่างแท้จริง
“พวกเจ้าก็ทักทายครอบครัวปู่เล็ก และซงตี้เจียหมี่[1]ของพวกเจ้า” หลัวเหอยังคงพยายามเชิ่ดหน้าชูคอให้ฐานะผู้นำของสกุลหลัวอยู่
เด็กทั้งสี่ทำตามอย่างว่างายเมื่อทักทายญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่ของสกุลหลัวแล้ว ก็หันไปทักทายชั้นลำดับหลานเช่นพวกเขา “ถังเจี่ย[2] ถังเกอ[3]” ทั้งหมดเอ่ยทักหลัวเจียอีกับหลัวจางหมิ่น
“ถังตี้[4] ถังเม่ย[5]” หลานสองคนของหลัวเซินย่อมต้องตอบรับกลับ
เหยาอวี้ที่ตามน้ำ จึงจำต้องมากล่าวทักทายเช่นคนอื่นๆ มองถังเกอ กับถังเจี่ยของตนด้วยแววตาที่ไร้คลื่น ก่อนจะค่อยๆ กวาดตามองญาติที่เหลืออยู่ของตนว่า สมแล้วกับที่เป็นสกุลหลัว กระทั่งสกุลเดียวกันเองก็ยังนึกดูแคลนได้
“นี่มิใช่ป้าสะใภ้ใหญ่กับถังเม่ยรองที่เพิ่งหายป่วยหนักเมื่อไม่นานมานี้ใช่หรือไม่ ได้ยินว่าหมดค่ารักษาไปไม่น้อย” หลัวเจียอีที่อายุถึงวัยที่ต้องพูดคุยเรื่องหมั้นหมายออกเรือนเช่นเดียวกับหลัวชิงเอ่ยทักหลัวหนิวที่ยังคงซีดเซียว ข่าวที่สกุลหลัวใช้เงินมากกว่าเก้าตำลึงในคราเดียวเพื่อรักษาชีวิตของป้าสะใภ้ใหญ่และถังเม่ยรองนั้น พวกนางที่ต้องแวะอยู่ตำบลถึงกับประหลาดใจ มิคิดเลยว่าครอบครัวชนบทนี่จะมีเงินทองถึงเพียงนี้ สายตาของนางลอบประเมินหลัวหนิวกับหลัวชิงขณะพูดก่อนจะซ่อนความคิดบางอย่างไว้
หม่าซื่อกับหลัวหนิวที่เหมือนถูกจี้ใจดำ ความรู้สึกที่เพิ่งรอดตายจากป่าเขานั้นสร้างบาดแผลในใจนางมากพอๆ กับตอนที่ต้องทรมานเพราะโรคปอดบวม เมื่อถูกลูกพี่ลูกน้องที่ดูร่ำรวยกว่ากล่าววาจาถามไถ่ก็รู้สึกไม่รู้จะตอบเช่นไรดี
[1] ซงตี้เจียหมี่ มาจาก ถังซงตี้ / ถังเจียหมี่ แปลว่า ลูกพี่ลูกน้องฝั่งพ่อที่ใช้นามสกุลเดียวกัน หรือเรียกรวมๆ ว่าซงตี้เจียหมี่ คือ พี่น้องลูกพี่ลูกน้อง
[2] ถังเจี่ย = ลูกพี่ลูกน้องหญิงฝั่งบิดาที่อายุมากกว่า
[3] ถังเกอ = ลูกพี่ลูกน้องชายฝั่งบิดาที่อายุมากกว่า
[4] ถังตี้ = ลูกพี่ลูกน้องชายฝั่งบิดาที่อายุน้อยกว่า
[5] ถังเม่ย = ลูกพี่ลูกน้องหญิงฝั่งบิดาที่อายุน้อยกว่า