LNCrawler

ตอนที่ 44

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 44

ตอนที่ 44


 

หลัวเหอจึงตอบแทนอย่างเอื่อยเฉื่อยขึ้นมาว่า “เพราะเคราะห์ไม่ดีจึงป่วยขึ้นมาได้ แต่ก็อย่างว่าชีวิตคนเราใครบ้างไม่เจ็บป่วยบ้าง ถังเจียหมี่ยังคงสบายแข็งแรงนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว” หลัวเหอยกยิ้มไม่ถึงดวงตา แล้วพูดต่อว่า “ครั้งนี้ใช้สมุนไพรดีไปจำนวนมาก ไม่รู้ว่าครอบครัวเจ้าที่เปิดร้านสมุนไพรไกลถึงตัวอำเภอ จะมียาดีใดมาฝากไข้ด้วยหรือไม่”

หลัวเซินกระแอมเบาๆ คล้ายจะปรามสถานการณ์ ก่อนจะก้าวขึ้นมาครึ่งก้าว สีหน้าฉาบรอยยิ้มสุภาพ “พี่ใหญ่กล่าวเกินไปแล้ว ร้านเล็กๆ ของข้าเพียงค้าสมุนไพรพื้นบ้าน มิได้มีของวิเศษอันใด” ในใจเขายังมีแผนการณ์สำคัญอยู่ ไม่อาจยอมให้บุตรสาวชักใบให้เรือเสีย ก่อนจะให้บุตรชายขนของจำนวนหนึ่งลงมาก

จ้าวลี่ฮวายืนอยู่ด้านข้าง ยกคิ้วเล็กน้อย คล้ายอยากเอ่ยเสริม แต่เมื่อเห็นสีหน้าสามีจึงเม้มปากไว้ นางก็พอรู้ความต้องการของพ่อสามีอยู่บ้าง อีกทั้งนี่เป็นเรื่องใหญ่ นางมิอาจสร้างความขุ่นเคืองให้กับครอบครัวลุงใหญ่ของสามีได้เหมือนเมื่อก่อน

ซ่งเยว่หรงยกยิ้มบางๆ นางกำลังชั่งน้ำหนักถึงของบางอย่าง จึงจำต้องถามต่อว่า “ได้ยินว่าครานั้นใช้เงินถึงเก้าตำลึงในคราเดียว นับว่าใจถึงนัก หากเป็นเรือนใดเรือนหนึ่ง คงต้องคิดแล้วคิดอีก ดูเหมือนว่ารายได้ของพี่ใหญ่จะดีทีเดียว”

คำพูดฟังเหมือนชื่นชม หากน้ำเสียงกลับดูถูกบางเบา

หลัวหนิวกำชายเสื้อแน่น ใบหน้ายังซีดเซียว หม่าซื่อยิ่งแทบจะอดทนไม่ไหว แต่พวกนางล้วนมิใช่คู่ต่อกรของซ่งซื่อมาแต่ไหนต่อไร

หลัวเหวินที่ได้โอกาสกลับบ้านตามวันสำคัญนี้ จึงก้าวออกมาครึ่งก้าวแทนผู้น้องกับมารดา “ชีวิตคนสำคัญกว่าสิ่งใด เงินทองหามาใหม่ได้ หากคนตายแล้ว ต่อให้มีเงินเป็นร้อยตำลึงก็เรียกกลับมิได้ วิญญูชนมิควรนิ่งดูดาย”

เสียงของเขาราบเรียบ ไม่ดังไม่เบา แต่ทำให้บรรยากาศรอบด้านนิ่งลงชั่วครู่

หลัวจางหมิ่นหัวเราะหึในลำคอ “พูดง่ายนัก แต่เก้าตำลึงมิใช่น้อยนะ ครอบครัวปู่ใหญ่ช่างมั่งคั่งไม่น้อย” เขารู้สึกว่าเงินนั้นมากเกินไป ขนาดเขายังได้ค่ากินใช้ไม่กี่สิบอีแปะ แม้ว่าครอบครัวเขาจะอยู่ในอำเภอ แต่ก็เป็นย่านรอบนอกเมือง อีกทั้งค่าครองชีพก็แพง ร้านสมุนไพรเล็กๆ ของพวกเขาหากมิได้รับความช่วยเหลือจากท่านลุงที่เป็นพ่อบ้านของจวนนายอำเภอ พวกเขาก็ยังยืนหยัดกันไม่ได้ถึงวันนี้ อีกทั้งยังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำให้สำเร็จ หากมิใช่ว่าท่านปู่ตัดสินใจแล้วว่าเป้าหมายคือบ้านท่านปู่ใหญ่ และหากไม่ใช่ว่านี่เป็นเผือกร้อนที่ไม่อาจรับไว้ เรื่องมงคลเช่นนี้ย่อมไม่ตกถึงคนบ้านนอกพวกนี้ดอก

“โชคดีหรือเคราะห์ร้าย ก็ล้วนเป็นบททดสอบของคน” หลัวเหวินตอบโดยมิได้มองเขาตรงๆ “อย่างถังเกอเองก็ยังสอบซิ่วไฉมิผ่านสักที นั่นมิใช่เพราะโชคไม่ดีเช่นกันหรือ”

คำพูดนั้นเรียบเฉย หากเฉือนคมยิ่งกว่ามีด สีหน้าหลัวจางหมิ่นแข็งค้างไปชั่วขณะ เพราะถ้าหากเขาบอกปฏิเสธว่าไม่ใช่เพราะโชคไม่ดี ก็เท่ากับยอมรับว่าเป็นเพราะความสามารถของเขาที่ไม่เอาไหนนั่นเอง

จ้าวลี่ฮวาขมวดคิ้วทันที แต่ยังหาช่องโหว่ตอบกลับมิได้ จึงได้แต่ส่งเสียงอย่างไม่พอใจออกมาว่า “ช่างมิรู้ความ”

หลัวเหอยกมือขึ้นเล็กน้อย ราวจะห้ามทั้งสองฝ่าย “เด็กๆ เพียงหยอกล้อกันเท่านั้น อย่าได้ถือสา”

หลัวเจียอีปรายตามองหลัวเหวินอีกครั้ง รอยยิ้มบางยังคงอยู่ ทว่าดวงตากลับลึกดำ นางรับรู้ได้ตั้งนานแล้วว่าถังตี้ใหญ่ผู้นี้มีความรู้ที่มากกว่าน้องชายของตน

“ท่านป้าสะใภ้กับถังเม่ยรองฟื้นตัวแล้วก็ดี ข้าก็เพียงห่วงใยเจ้าค่ะ” นางเอ่ยอย่างอ่อนโยนเกินพอดี “หากต้องการสมุนไพรดีๆ จากอำเภอ บอกท่านปู่ได้ ท่านย่อมเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้เจ้าค่ะ เพียงแต่พวกเราเพิ่งทราบข่าวตอนผ่านตำบล จึงมิได้เตรียมมาเพราะมิคิดว่าท่านปู่ใหญ่ที่เป็นหมอก็ยังรักษาโรคให้คนในครอบครัวตนมิได้”

คำพูดนั้นทำให้หลัวเหอใบหน้าเขียวคล้ำทันที

หลัวเซินรีบกล่าวเสริมกลบเกลื่อน “ใช่แล้วๆ พวกเราเป็นญาติกัน เรื่องเพียงเล็กน้อยอย่าให้ขุ่นเคือง ถึงอย่างไรครั้งนี้พวกเราก็มารบกวน ดูสิพี่ใหญ่ ข้านำของมากมายมาให้ท่านไม่น้อยเลย”

เสียงของมากมายนั้นทำให้สายตาหลายคู่ขยับตามไปยังหีบไม้ที่หลัวห่าวอู๋กับคนรับใช้ช่วยกันยกลงจากเกวียน

ฝนยังโปรยบางๆ กลิ่นดินชื้นลอยคลุ้งในอากาศ

หลัวเหอมองหีบเหล่านั้นเพียงครู่เดียวอารมณ์ที่ถูกกดข่มก็เบาลงมาก “ญาติพี่น้องกัน จะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร”

หลัวเซินยิ้มสุภาพ “แม้เป็นญาติ ก็ไม่อาจมาแต่ตัวได้ ครั้งนี้ข้านำผ้าไหมสองพับ ชาดีจากอำเภอหนึ่งห่อ แล้วก็ยาบำรุงเล็กน้อยมาให้พี่ใหญ่”

เขาพูดคำว่า เล็กน้อย ช้าเป็นพิเศษ

จ้าวลี่ฮวารีบเสริมทันที “ผ้าไหมนี้แม้มิใช่ชั้นดีที่สุด แต่ก็ทอจากร้านดังในอำเภอ ราคามิใช่น้อยนะเจ้าคะ หากนำไปตัดเสื้อให้ถังเม่ยรอง คงดูดีไม่น้อยเจ้าค่ะ” เก็บสายตาที่ไม่ดีกลัวมา เผยใบหน้าที่มิตรเท่าที่จะทำได้

หลัวหนิวหน้าแดงขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะปรับตัวกับท่าทีของครอบครัวปู่รองไม่ทัน หรือเพราะคิดตามว่าหากได้ใส่ชุดผ้าไหมเหล่านี้ นางคงกลายเป็นหญิงสาวที่สวยงามอย่างแน่นอน

หม่าซื่อก็สับสน แต่นางก็เป็นผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่สุดท้ายอยู่แล้ว หากไม่นับพวกจางซื่อ แต่เพราะหลายเหตุการณ์ที่ถาโถมมาในช่วงนี้ ทำให้แม้นางจะขุ่นเคืองไม่พอใจ แต่ก็ไม่สอดปากอันใดขึ้นมา

หลัวจางหมิ่นหัวเราะเบาๆ ก่อนกล่าวเสริม “ท่านปู่ข้าช่างดีเหลือหลาย คัดแต่ของดีดีมาให้ท่านปู่ใหญ่ ข้าเองยังต้องเก็บเงินค่าสอบอยู่เลย เกรงว่าปีหน้าจะต้องใช้เพิ่มอีกหลายตำลึง”

หลัวเหวินหันมามองเขาครั้งนี้ตรงๆ “ถังเกอทุ่มเทถึงเพียงนี้ ปีหน้าคงสอบผ่านแน่”

คำพูดดูเหมือนอวยพร แต่แววตานิ่งสนิท เพราะปีหน้าเขาก็จะต้องมีชื่อในการสอบย่วนซื่อเช่นกัน

หลัวจางหมิ่นกัดฟันเล็กน้อย “แน่นอน”

ท่ามกลางใบหน้าที่ไม่น่ามองของหลานชาย หลัวเซินกลับเหมือนเจอประเด็นที่ต้องการพอดี “มิทราบว่าอีกนานไหมที่ถังตี้ใหญ่ของพวกเราจะเริ่มสอบเซี่ยนชื่อ”

คำถามนี้สร้างความพึงพอใจให้กับหลัวเหอเป็นอย่างมาก เขาเองก็กำลังจะหาวิธีโอ้อวดลการเรียนของหลัวเหวินพอดี “ไม่อยากปิดบัง ถึงอย่างไรก็อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากน้องเล็ก ยามที่อาจารย์ที่สำนักศึกษาต่างชื่นชมการเรียนของเจ้าใหญ่ของเราพอดี แม้ว่าจะเพิ่งอยู่ในวัยสิบสองปี แต่ก็ลงความเห็นว่าสมควรให้เริ่มสอบเซี่ยนซื่อที่จะถึงในเดือนหน้า อยากน้อยก็เพื่อฝึกฝนกับสนามจริงสักครั้ง” เขาพูดอย่างถ่อมตนว่าฝึนฝน แต่แท้จริงใครฟังก็เข้าใจว่ากำลังโอ้อวดหลานชายคนโตของเขาอยู่

หลัวเซินแม้จะรู้สึกดูถูกแต่ก็ไม่พูดอันใด กับอีแค่สนามสอบเซี่ยนซื่อเท่านั้น หากแค่นี้ยังสอบไม่ผ่าน ก็มิต้องหวังว่าจะเป็นซิ่วไฉดอก “โอ้…ดีเลยขอรับ จำได้ว่าตอนจางหมิ่นของเราสอบก็เป็นที่อำเภอ หากถังตี้ใหญ่จะต้องสอบ สามารถเดินทางมาพักที่เรือนของเราที่อำเภอได้” เขาพูดอย่างยินดี

หลัวเหวินที่ได้รับความกรุณาถึงเพียงนั้นก็รู้สึกตั้งตัวไม่ติดอยู่บ้าง ปกติทุกครั้งที่ครอบครัวปู่เล็กต้องมาวันเช็งเม้ง แม้ต่อหน้าจะยังถือมารยาทต่อกันดี แต่ทุกประโยคล้วนมีความยกตน และทับถมต่อกันอยู่ตลอด ไม่คิดว่าวันนี้นอกจากจะขนของมาให้มากมายแล้ว ยังมีน้ำใจถึงเพียงนี้

หลัวเหอเมื่อเห็นว่าหลัวเซินยังให้เกียรติตนถึงเพียงนี้ ก็รู้สึกมีหน้ามีตาขึ้นมา จึงได้แต่กล่าวคำเดียวว่า “ตั้งสำรับ!” จากนั้นทั้งหมดก็ต้องตั้งวงล้อมกินข้าวกัน โดยแยกสำรับชายหญิงตามธรรมเนียมดั่งคนเมือง

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สกุลหลัวล้วนแต่พยายามเลียนแบบด้วยกันทั้งสิ้น

เงินในถุงบัวของหลัวเหอแม้จะหายไปมากจนเลือดตาเขาแทบหลั่ง แต่เขาไม่มีวันยอมให้เสียหน้าเป็นอันขาด ข้าวปลาอาหารบนโต๊ะจึงดูอังการกว่าทุกวัน สร้างความสุขใจให้แก่หลัวอันที่ตรอมตรมมาหลายวันแล้ว

แม้แต่จางซื่อกับเหยาอวี้ยังเคยถูกเรียกอบรม ว่าช่วงที่รวมญาตินี้ไม่อาจแยกครัวให้เป็นที่ครหาได้ ซึ่งทั้งจางซื่อกับเหยาอวี้ที่ได้คิดเช่นนั้นก็เหยียมหยามในใจว่า ‘ที่แท้ท่านผู้เฒ่าก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทำเป็นที่น่าครหา’ แต่พวกนางก็มิได้พูดอันใดออกไป เพราะรู้ดีว่าหลัวเหอเป็นผู้ที่รักหน้าตาของตนยิ่ง เพื่อการอยู่รอดอย่างปกติเช่นทุกวัน ช่วงวันสองวันที่ครอบครัวปู่เล็กจะต้องอยู่ไหว้บรรพบุรุษ พวกนางก็จะทำตัวไหลตามน้ำ กลายร่างเป็นอากาศธาตุที่จะไม่ได้รับความสนใจใดเช่นปีก่อนๆ   


 

มื้อเย็นในคืนนั้นผ่านไปอย่างประหลาด ประหลาดเพราะไร้เสียงกระทบกระแทกของถ้อยคำ ประหลาดเพราะรอยยิ้มดูจะยาวนานกว่าทุกปี

เมื่อสุราถูกยกขึ้นจอกสุดท้าย พวกท่านผู้เฒ่าจึงเอ่ยเสียงหนักแน่นให้ลูกหลานแยกย้ายกลับห้องพัก เหลือไว้เพียงผู้ใหญ่ไม่กี่คนที่ยังนั่งล้อมโต๊ะไม้เก่าใต้แสงตะเกียงสลัว

ลมฝนยามดึกพัดกระทบชายคาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงสนทนาค่อยๆ ต่ำลงจากเรื่องทั่วไปสู่เรื่องเก่า

จากโรคระบาดในอดีต จากวันที่บ้านต้องแยกกัน จากความลำบากในปีแล้ง จากความรุ่งเรืองที่ผ่านพ้นไป เสียงหัวเราะแผ่วบางสลับกับเสียงถอนหายใจยาว

การแข่งขันระหว่างญาติพี่น้องอาจเป็นเรื่องสามัญของหลายครอบครัว ทว่าเมื่อเหลือเพียงคนรุ่นเดียวกันนั่งหันหน้าเข้าหากัน ความทรงจำกลับทำให้ทุกคนอ่อนลงอย่างประหลาด

ทว่าเลือดยังคงข้นกว่าน้ำ อย่างน้อยก็ในยามค่ำคืนเช่นนี้

ถ้อยคำล่องลอยอยู่ค่อนคืน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าบทสนทนาสุดท้ายวกไปถึงเรื่องใด

รู้เพียงว่าเมื่อไก่ขันรับแสงรุ่ง ลานหน้าบ้านหลัวคึกคักกว่าทุกครา ผ้าไหมห้าพับถูกคลี่ออกทีละผืน แสงเช้าอ่อนสะท้อนเนื้อผ้าเงาวาวราวสายน้ำไหล สีครามสด แดงทับทิม เขียวหยก ม่วงดอกเหมย และเหลืองทอง ล้วนสะดุดตาผู้คน

หลัวเซินมิได้กล่าวคำใดมากนัก เพียงสั่งคนขับรถม้าให้นำหีบไม้ถูกยกลงทีละใบ ผ้าไหมพับใหม่ถูกนำออกมาเรียงอย่างเป็นระเบียบ กล่องไม้แกะลายวางซ้อนกันอย่างจงใจ ห่อชาดีและหีบสมุนไพรชั้นดีวางเคียงกันราวจัดแสดง

ของเหล่านี้ต่างจากของที่นำมาเมื่อวานอย่างชัดเจน

มิใช่เพียงเพื่อมอบ แต่ราวกับเป็นรางวัลบางอย่าง สร้างความแปลกใจให้กับจางซื่อและเหยาอวี้ไม่น้อย เพราะจำได้ว่าตอนแรกที่หลัวเหอกล่าวแดกดันว่าจะมีสมุนไพรดีดีจากร้านขายสมุนไพรในอำเภอจากหลัวเซินหรือไม่ ซึ่งหลัวเซินก็ได้กล่าวถ่อมตนอ้อมซ้ายอ้อมขวาว่าร้านตนย่อมไม่มีของดีเพียงนั้น แต่เช้านี้กลับขนมันมาเหมือนมิเคยกล่าวถ่อมตนเช่นนั้นมาก่อน

หลัวเหอยืนมองอยู่ใต้ชายคา สีหน้ามิอาจอ่านออก สุดท้ายความลังเลเมื่อคืนก็แปรเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด

ค่ำคืนที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนจะมิได้เป็นเพียงการรำลึกความหลัง แต่เป็นการตกลงบางอย่าง ที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาต่อหน้าลูกหลาน หรือพูดง่ายๆ คือสุดท้าย มีเพียงจางซื่อกับเหยาอวี้ที่ไม่รู้เรื่องนี้

และเช้าวันนี้ ผลของการสนทนานั้น กำลังถูกขนลงจากรถม้าอย่างที่เห็น