LNCrawler

ตอนที่ 46

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 46

ตอนที่ 46


 

การที่เหยาอวี้จะจำกรรมวิธีทำของกินหลากหลายชนิดนั้น มิใช่เรื่องน่าประหลาดใจแม้แต่น้อย ในเมื่อสูตรยาสมุนไพรนับสิบนับร้อยตำรับ นางยังจดจำได้โดยไม่คลาดเคลื่อน

จะนับประสาอะไรกับแป้ง ไข่ เกลือ และไฟ และการแปรรูปอาหาร

และชีวิตก็ย่างสู่ปลายเดือนห้าไปทั้งอย่างนั้น แล้วอยู่ๆ ผู้เฒ่าหลัวก็ใจดีส่งมอบภาระหน้าที่ในการช่วยดูแลหลัวเหวินในยามที่ต้องไปสอบเซี่ยนชื่อ ที่อำเภอเหออันให้กับนาง

อากาศเริ่มร้อนขึ้น ทุ่งนาเขียวเข้ม เสียงจักจั่นดังระงมในยามบ่าย และในวันที่ไม่มีลางบอกเหตุอันใด ผู้เฒ่าหลัวกลับเอ่ยขึ้นกลางวงสนทนาอย่างไม่คาดคิด

“ครานี้อาเหวินต้องไปสอบเซี่ยนชื่อที่อำเภอเหออัน ควรมีคนช่วยดูแล ข้าคิดว่าให้เจ้าสามไปด้วยก็ดี”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งเรือนเงียบลงชั่วขณะ

เหยาอวี้ชะงัก นางมิได้คิดจะคัดค้าน เพราะแต่เดิมนางก็อยากลองไปเหออันดูสักครั้งอยู่เหมือนกัน ได้ฟังเถ้าแก่จินเล่าถึงความคึกคักของตลาดเหออันถึงหลายครา ทั้งถนนการค้า ทั้งร้านค้าใหญ่โต ทั้งสินค้าและผู้คนจากสารทิศ  เพียงแต่รูปประโยคของผู้เฒ่าหลัวนั้นทำนางสงสัยเล็กน้อย

ข้าที่เพิ่งแปดขวบนะหรือ?

นางไปเผลอทำสิ่งใดให้เขาคิดว่านางพึ่งพาได้กันเล่า?

เพราะต้องติดเรื่องความขี้งกของสกุลหลัวที่อยากได้การลดย่อนภาษีที่ดิน จึงทำให้นางต้องวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นี้ไปไหนไม่ได้

นี่เป็นครั้งแรกที่โอกาสดูจะเอื้อมถึงได้จริงๆ อุปสรรคที่ควรจะเป็นปัญหามากที่สุดกลับยื่นหมอนมาให้ในตอนที่กำลังง่วง

แต่กลับมิใช่ใครอื่น ที่พยายามปลุกนางจากฝันหวานนั้น…

มารดาของนางเอง..?

จางซื่อหน้าซีดทันที “นายท่าน บุตรสาวข้ายังเล็ก เดินทางไกลไม่ดีเจ้าค่ะ”

เสียงของนางแข็งกว่าปกติ มือที่พับไว้ในแขนเสื้อสั่นเล็กน้อย

แม่เฒ่าหลัวซึ่งเข้าใจเจตนาของสามีดี จึงเอ่ยกลบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เมื่อก่อนพวกซงตี้เจียหมี่ยังเดินทางจากอำเภอมาตั้งแต่เล็กๆ เดินทางก็เพียงวันเดียวเท่านั้น นายท่านอยากให้โอกาสนี้แกหลานสามได้เปิดหูเปิดตาด้วย  เจ้าจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไปไย”

หลัวเหอไม่พูดมาก เพียงกล่าวเสริมว่า “อาเหวินต้องสอบ มีคนรู้หนังสืออยู่ข้างกายย่อมดี อีกทั้งหลานสามก็ดูหัวไว น่าจะช่วยเหลือกันได้”

คนอื่นๆ เริ่มพยักหน้าตาม โดยเฉพาะหม่าซื่อกับหลัวจิ้น ที่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ดี มีเพียงเด็กๆ ในเรือนที่ยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อผู้ใหญ่พูดเช่นนั้น ก็ไม่กล้าขออาสาไปแทน

จางซื่อเม้มปากแน่น “ถ้าต้องมีคนไป เหตุใดไม่ให้หลัวอันไป เขาก็อายุเท่ากัน”

คำพูดนั้นทำให้หม่าซื่อขมวดคิ้ว

แต่หลัวเหอกลับโต้ทันที “หลัวอันนิสัยร่าเริงเกินไป จะดูแลใครได้ หากเจ้ากังวล เจ้าก็ไปด้วยสิ จะได้ไม่ต้องห่วง”

คำว่าไปด้วยกัน ทำให้จางซื่อหน้าซีดลงอีกขั้น “ข้า…ข้าไปไม่ได้ ข้าไม่ไป” น้ำเสียงเกือบหลุดควบคุม

เหยาอวี้เหลือบมองมารดาอย่างแปลกใจ นางไม่เคยรู้มาก่อนว่า มารดาจะไม่อยากไปเหออันถึงเพียงนี้ คงเพราะปกติเวลาคุยเรื่องงานกับเถ้าแก่จิน มารดาก็มักจะไปช่วยดูกรรมวิธีการผลิตมากกว่าที่จะมาปวดหัวกับพวกนาง

พอคุยไปคุยมาก็มีเรื่องอำเภอเหออันอย่างเสียไม่ได้ แต่ยามนั้นก็ไม่มีมารดาให้ทักท้วงอันใด นางจึงมิเคยรู้ว่าจางซื่อจะมีปฏิกิริยาต่อต้านถึงเพียงนี้

หม่าซื่อซึ่งนั่งเงียบมาตลอด ครานี้กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่กดดัน “น้องสะใภ้ หากไปด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูกก็ดี เจ้าจะได้สบายใจ อย่างน้อยมีคนมาช่วยดูอาเหวินของข้า หากมิใช่เพราะข้ายังมีรากของโรคเก่าอยู่ ข้าคงไม่รบกวนพวกเจ้าดอก”

สายตาของนางวูบวาบ นางมิใช่ไม่เห็นแววตาล่อกแล่กของสามีเวลามองน้องสะใภ้ผู้นี้ มิใช่ไม่รู้ว่าหลัวจิ้นชอบวนเวียนแถวเรือนเล็ก หากปล่อยจางซื่อไว้ตามลำพังโดยไม่มีเจ้าสาม วันหนึ่งอาจเกิดเรื่องที่ไม่อาจแก้ไข

แรงงานสองคนนี้แต่เดิมก็เอากลับมาไม่ได้แล้ว สู้ให้ทั้งสองแม่ลูกไปพ้นสายตาเสียยังดีกว่า อย่างน้อยนางจะได้ไม่ต้องทนเห็นสามีมองคนอื่นด้วยสายตาเช่นนั้น

บรรยากาศในเรือนเริ่มตึงเครียด

หลัวเหอยังคงยืนยันไม่สนใจเสียงคัดค้าน

แม่เฒ่าหลัวก็กลายเป็นปากเสียงที่ไม่เหลือทางใดให้จางซื่อปฏิเสธได้อีก “เรื่องนี้ตัดสินแล้ว เจ้าสามไปกับเจ้าใหญ่ ส่วนสะใภ้รองหากห่วงนัก ก็ไปด้วยกัน”

คำตัดสินดังปิดประตูทุกทางโต้แย้ง

จางซื่อนิ่งงัน ราวกับถูกต้อนจนมุม

เหยาอวี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่สว่างวาบขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ในใจนั่นโลดลิงพอๆ กับความสงสัยที่ก่อตัวไม่หยุด และเพราะกลัวจะทำให้มารดาสงสัยตัวนางไปมากกว่านี้ จึงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มสงสัยมารดาจากจุดไหนดีเช่นกัน เพราะมันแปลกหลายอย่างแล้ว

หากมิใช่เพราะถ้าถามเยอะแล้วจะเผยพิรุธ ตั้งแต่แรกนางก็คงทราบเรื่องการลดหย่อนภาษีที่ดินตั้งแต่ต้น มันน่าเหนื่อยใจเช่นกันที่ทั้งนางและมารดาเหมือนจะต้องผูกติดและพึงพากันไปทั้งชีวิต แต่ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องที่ต้องปกปิด

…ไม่

มันหนักกว่านั้นอีก

เพราะมารดาคงคิดว่านางอาจจะรู้ หรือไม่ก็ความจำเสื่อมในวัยเด็กกว่านี้ตามที่ร่างเดิมก็เป็นเช่นกัน และนางก็ไม่รู้ว่านางไม่รู้อันใด เพราะนางมิใช่หลัวเหยาอวี้ นางเป็นเพียงเหยาอวี้เท่านั้น


 

แน่นอนว่าหลัวเหอไม่มีทางยอมรับการคัดค้านของจางซื่อได้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็รับของมาแล้ว และไม่ใช่แค่ของล้ำค่าพวกนั้นยังมีเงินอีกตั้งห้าสิบตำลึง เขาที่กำลังปวดใจเรื่องค่ารักษาของหม่าซื่อและหลัวหนิวอยู่ ทั้งยังขาดแคลนเงินทองเพื่อเลี้ยงดูว่าที่ซิ่วไฉ ย่อมมิอาจปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้ เขาถึงขั้นยอมละทิ้งการลดหย่อนภาษีที่ดินของปีนี้ไปเลย ด้วยการยอมให้จางซื่อไปเหออัน คราแรกเขาตั้งใจอยากให้เหยาอวี้ไปเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่กลัวว่าเรื่องจะบานปลาย เพราะยัยหนูนั่นเหมือนจะติดมารดาไม่น้อย ขนาดตอนที่รู้ว่าจะถูกขายไปเป็นภรรยาผูกดวงเพื่อเสริมมงคลในตำบล นางถึงกับคิดหนีออกจากบ้านจนเกิดเหตุการณ์ที่เขาไม่อยากพูดถึงนัก

และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน… ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นผู้มีชื่อเสียงในอำเภอ เขากลัวว่าหากผิดพลาด แล้วของที่รับมาในวันนี้ สักวันหนึ่งจะกลายเป็นหมิงฉี[1]


 

รถม้าคันงามจากอำเภอเหออันจอดนิ่งอยู่หน้าลานเรือนตั้งแต่ยามเช้า ตัวรถทาสีเข้มขรึม ล้อเหล็กเสริมขอบแน่นหนา ม้าสองตัวรูปร่างกำยำยืนสะบัดหางอย่างอดทน ภาพนั้นทำให้เหยาอวี้อดแปลกใจมิได้ นางไม่เคยคิดว่าปู่เล็กแห่งสกุลหลัวจะให้ความสำคัญกับการสอบของหลัวเหวินถึงเพียงนี้ ถึงขั้นส่งรถม้ามารับพวกนางจากเหออัน

หลัวเหวินนั่งสำรวมอยู่ฝั่งตรงข้าม ท่าทีสงบนิ่งเกินวัยพร้อมข้าวของจำนวนหนึ่งที่หลัวเหอให้หม่าซื่อจัดเตรียมแบบจัดเต็ม ส่วนจางซื่อนั่งเคียงบุตรสาว สีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ ยิ่งรถม้าเคลื่อนออกจากหมู่บ้านมากเท่าใด เงาของกำแพงอำเภอเหออันยิ่งใกล้เข้ามาเท่านั้น ความกังวลในแววตานางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น


 

เมื่อวานสองแม่ลูกอ้างเหตุจำเป็นต้องเข้าตำบลอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าควรมีเงินติดตัวบ้างเพื่อไม่ให้เดือดร้อนเมื่อไปอาศัยเรือนผู้อื่นจึงต้องนำของป่าไปแลกเงินอีก หลัวเหอแม้จะขุ่นเคืองแต่ก็ไม่เอ่ยทัดทาน โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของจางซื่อ เขายิ่งไม่อยากกระทบกระเทือนให้เรื่องบานปลาย

ทว่าแท้จริง การเข้าตำบลครั้งนั้นมีเหตุผลมากกว่าที่ใครคิด สมุนไพรล้ำค่าทั้งหมดที่เก็บสะสมไว้ในเรือนเล็ก โสมป่า เปลือกชะเอม เกสรดอกไม้หายาก และรากไม้ที่ผ่านการตากเก็บไว้ไหนจะหลงกู่ชิงที่แสนล้ำค่านี้อีก ทั้งหมดถูกห่ออย่างดีแล้วนำไปฝากไว้กับจินต้าฉาง นางมิอาจทิ้งของเหล่านั้นไว้ในเรือนโดยไร้คนเฝ้า แม้หลัวเหอจะเพิ่งได้รับของฝากจากหลัวเซินมากมาย แต่เขาก็เป็นหมอ ย่อมรู้คุณค่าของสมุนไพรเหล่านั้นดี และเหยาอวี้ไม่คิดเสี่ยงต่อความโลภที่อาจก่อตัวขึ้นในใจผู้ใด เพราะแค่หลงกู่ชิงก็น่าจะมีค่ากว่าของขวัญทั้งหมดที่หลัวเซินให้มาด้วยซ้ำ

แต่ระหว่างที่พูดคุยอยู่ในโถงรับแขกในโรงเตี้ยมเมื่อวานนั้น มีรถม้าคันหนึ่งฝ่าสายฝนยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) เคลื่อนมาหยุดหน้าร้านโรงเตี้ยมจินฟู่อย่างสงบ หากแต่ผู้ที่ก้าวลงจากรถกลับมิได้สงบดังเสียงล้อที่หยุดหมุน นายท่านเถียนยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง คล้ายรวบรวมลมหายใจ ข่าวที่เขาได้รับเมื่อชั่วยามที่แล้วว่า ‘มีผู้ที่คล้ายหมออวี้ปรากฏตัวที่โรงเตี้ยมจินฟู่’ ทำให้หัวใจที่อ่อนล้ามาหลายวันพลันมีประกายขึ้นมาอีกครั้ง

สามวันแล้วที่อนุซู่มีเลือดออก สามวันแห่งการเฝ้าระวังอย่างหวาดผวา สามวันแห่งการฟังคำวินิจฉัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ‘ครรภ์นี้ประคองยาก’ เขาไม่อาจยอมรับได้ง่ายๆ ว่าบุตรที่รอคอยมาหลายปีจะสูญสิ้นไปเช่นนี้

เมื่อก้าวเข้ามาในโรงเตี้ยม และเสียมารยาทเข้าไปให้โถงรับแขกโดยไม่ได้รับเชิญ สายตาของจินต้าฉางก็เงยขึ้นมาประสานกับเขาทันที ก่อนเจ้าของโรงเตี้ยมจะถอนหายใจแผ่วเบา

“นายท่านเถียน…”

น้ำเสียงนั้นมิได้ประหลาดใจ หากออกจะเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อีกฝ่ายมาเยือนด้วยเรื่องเดิม

นายท่านเถียนรู้ดีว่าเขาเคยมาขอร้องแล้ว และถูกเลี่ยงตอบกลับไปทุกครั้ง แต่วันนี้ต่างออกไป วันนี้เขามิได้มาด้วยความหวังลอยๆ หากมาพร้อมข่าวชัดเจน เขากวาดสายตามองภายในร้าน และสายตาก็หยุดลงที่เด็กหญิงผู้หนึ่ง

ใบหน้านั้นสงบนิ่ง แววตาลึกเกินวัย ท่าทางมิได้สะทกสะท้านต่อสายตาใดๆ หัวใจของเขากระตุกวูบ ความรู้สึกบางอย่างบอกว่าเขามาถูกที่แล้ว

เขาก้าวเข้าไปใกล้ โค้งกายเล็กน้อย ทั้งที่ปกติไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นกับเด็กหญิงคนหนึ่ง แต่สถานการณ์บีบให้เขาวางศักดิ์ศรีลง

“เจ้าคือหมออวี้…ใช่หรือไม่”


 

[1] หมิงฉี (Mingqi - 明器) คือ ของที่ใส่ไปกับหลุมศพในจีนหรือสิ่งของที่ฝังไปพร้อมกับผู้ล่วงลับ