LNCrawler

ตอนที่ 4

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 4

ตอนที่ 4


 

นายท่านหลัวตรวจลิ้นแดงจัด มีฝ้าบางๆ แห้ง ขอบลิ้นเข้มกว่าปกติ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วกดลงบนท้องเด็กเบาๆ

เด็กสะดุ้งทันที เสียงครางหลุดจากลำคอ ร่างกระตุกอีกครั้ง มือกำแน่น เส้นเอ็นที่ข้อมือปูดชัด

มารดาเด็กทรุดเข่าลงข้างเตียง “ท่านหมอหลัว…บุตรชายข้าเป็นโรคใดกันแน่เจ้าคะ?”

นายท่านหลัวชะงักเพียงเสี้ยวอึดใจ

ชีพจรเต้นเร็วจัด แต่ลึกและสับสน คล้ายแรงแต่ไร้ราก

ลิ้นแดง ฝ้าแห้ง

ตัวร้อนจัด มือเท้าเกร็ง

ตาเหลือกขาวยามชัก

เขารู้สึกว่ามิใช่ไข้ธรรมดา แต่ความสามารถที่มีก็ทำให้ไม่กล้าระบุแน่ชัด

“ไข้ร้อนกำเริบ” เขาตอบสั้นๆ “ต้องรีบพาไปยังตำบล เมืองใหญ่มีหมอชำนาญกว่า ข้าไม่มีตัวยาที่เหมาะสม”

คำว่า ไม่มีตัวยา ถูกกล่าวเรียบง่าย แต่ในแววตานั้นแฝงความกังวลชัดเจน เขาอาจไม่กล่าวว่ารักษาไม่ได้ เพียงผลักภาระไปข้างหน้า  แม้จะวินิฉัยโรคที่แท้จริงไม่ได้ แต่ยังพอเดาหมวดของโรคได้ว่านี่เป็นอาการไข้ชนิดหนึ่ง

หลัวเหยาอวี้ที่ยืนอยู่มุมเงาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

นางเห็นมากกว่าที่ตาเฒ่านี้เห็น

ริมฝีปากเด็กแห้งแตกจนเลือดซึม ลมหายใจหอบลึก หน้าอกบุ๋มเป็นจังหวะ ท้องตึงผิดปกติ ดวงตาครึ่งเปิดครึ่งปิด ม่านตาสั่นไหวเบาๆ คล้ายสติพร่าเลือน

ที่สำคัญ…หลังชักผ่านไป ตัวเด็กไม่ได้อ่อนปวกเปียก หากแต่เกร็งเป็นพักๆ

นี่มิใช่เพียงไข้ร้อน

นางก้าวออกจากเงาห้องอย่างเงียบงัน เนียนหยิบเข็มฝังในล่วมยา แล้วเดินผ่านพ่อเด็กและนั่งลงข้างเตียง จากนั้นนำผ้าสะอาดที่ชุบน้ำข้างเด็กมาเช็ดตัว ศีรษะ และแขน…ข้อมือ นางเอื้อมมือจับแขนเด็กเบาๆ คล้ายไร้เจตนา

ผิวกายร้อนจัด แต่ฝ่ามือเย็น ชีพจรเต้นเร็วผิดจังหวะ ลึกและสั่น

นางเอ่ยพึมพำ เรียบๆ คล้ายไม่ตั้งใจว่า

“เหมือนจะไม่ใช่ไข้ร้อนสามัญ… เป็นไข้พิษร้อนลุกลามขึ้นกระทบเสินแล้ว”

คำว่ากระทบเสิน ทำให้นายท่านหลัวเงยหน้าทันที

เสิน คือ…จิต สติ วิญญาณ หากถูกกระทบ ย่อมหมายถึงอันตรายใหญ่

หรือถ้าในทางการแพทย์ปัจจุบันอธิบายคำนี้คือ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ

เขารีบคว้าข้อมือเด็กอีกครั้ง ครานี้ตั้งใจมากกว่าเดิม

ใช่…

ชีพจรแม้แรง แต่ไร้ราก ธาตุไฟร้อนพุ่งขึ้น ลมภายในกำเริบ

นี่คือ ไข้พิษลมไฟกระทบเสิน!! ต่อให้รู้ชื่อ ก็ใช่ว่าว่าเขาจะรักษาได้ สีหน้านายท่านหลัวซีดลงอย่างควบคุมไม่ได้

เขาลุกขึ้นทันที

“รีบไปตำบลเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว “โรคนี้อันตราย หากปล่อยไว้อาจเสียสติ หรือ…หมดลมหายใจ!”

แม่เด็กหน้าถอดสี “ท่านหมอช่วยไม่ได้จริงๆ หรือเจ้าคะ!”

นายท่านผู้เฒ่าหน้าเสียเล็กน้อย เขาคือหมอประจำหมู่บ้านที่ทำเพียงดูชีพจร จัดเทียบยาสามัญ รักษาไข้หวัด ท้องเสีย บาดแผล แต่ลึกๆ แล้วฝีมือเพียงระดับหมอเท้าเปล่าขั้นต้นเท่านั้น จะมีปัญญาไปรักษาโรคระดับนี้ได้อย่างไร

“ต่อให้ข้ารู้ก็ไร้ตัวยา” เขากล่าวซ้ำอย่างเคร่งเครียด และรีบปัดภาระนี้อย่างเร่งด่วน หากมีคนไข้มาตายที่เรือนของเขาแล้ว ชื่อเสียงที่สะสมมาในหมู่บ้านนี้คงจบสิ้นแล้ว “เพิ่งผ่านฤดูหนาวไป สมุนไพรเหลือเพียงไม่กี่อย่าง พวกเจ้ารีบไปยังตำบลเถิด” เขากล่าวอ้างอีกครั้ง

แม่เด็กก้มหน้าซบขอบเตียง เสียงสะอื้นสั่นเครือ

“ท่านหมอ…อย่างน้อยให้ยาลดไข้สักขนานก่อนเถิดเจ้าค่ะ ระยะทางไปตำบลตั้งครึ่งค่อนวัน…”

นายท่านหลัวหลบสายตาไปทางอื่น สีหน้าแข็งกระด้างกว่าเดิม “หากให้ยาผิดเพียงครึ่งเฉียน อาการอาจทรุดเร็วกว่าเดิม พวกเจ้าจะรับผิดชอบหรือ?”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในโถงเย็นวาบลงทันที

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ เริ่มซุบซิบกันเบาๆ เสียงกระซิบดังสลับกันเป็นระยะ

“ไข้กระทบเสินเชียวหรือ…”

“ข้าเคยได้ยินว่าโรคนี้อันตรายนัก…”

“เมื่อสองปีก่อนลูกบ้านแถวแม่น้ำก็ตายเพราะไข้พิษเช่นนี้…”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “อย่ามัวเสียเวลา รีบไปตำบลดีกว่า หากชักหนักกลางทางจะลำบาก”

อีกคนรีบเอ่ยตาม “เอารถเทียมวัวของข้าไปเถิด! ข้ายังไม่ได้ใช้วันนี้ รีบไปก่อนฟ้ามืด”

“ทางเขาขรุขระ เด็กจะไหวหรือไม่ก็ไม่รู้!”

เสียงเห็นพ้องดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแรงผลักดันโดยปริยาย

แม่เด็กเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงช้ำเต็มไปด้วยความสิ้นหวังปนความหวัง

“ขอบคุณพวกท่าน… ขอบคุณ…”

นายท่านหลัวถอนหายใจโล่งอกเบาๆ โดยไม่มีใครทันสังเกต เขาถอยออกมาหนึ่งก้าว ราวกับเรื่องนี้ได้หลุดพ้นจากขอบเขตเรือนของตนแล้ว

หลัวเหยาอวี้ยืนเงียบอยู่ข้างเตียง สายตาเหยียดเย็น

เด็กชายยังหอบถี่ แก้มแดงจัด ลมหายใจร้อนผ่าว ร่างกระตุกเล็กๆ เป็นพักๆ

นางรู้ดี… ระยะทางครึ่งวันสำหรับเด็กที่ไข้สูงเช่นนี้ ไม่ต่างจากการเสี่ยงดวงกับสวรรค์ แต่นางอาศัยช่วงที่ไม่มีใครสักเกตลอบฝังเข็มไปสองเข็ม คาดว่าคงยื้อชีวิตได้จนถึงที่หมายแน่นอน

พ่อเด็กรีบอุ้มลูกขึ้นแนบอก แม่เด็กคว้าผ้าห่มห่อร่างเล็กไว้แน่น

ก่อนออกจากเรือน แม่เด็กยังหันกลับมาโค้งคำนับนายท่านหลัวทั้งน้ำตา

“ขอบพระคุณท่านหมอที่บอกโรคให้เจ้าค่ะ…”

คำว่า บอกโรค ทำให้นายท่านหลัวนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง แต่เขาก็เพียงพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมดังเดิม

เสียงฝีเท้าเร่งรีบ เสียงคนตะโกนเตรียมวัว เสียงล้อเกวียนลากผ่านพื้นดินแน่นดังเอี๊ยดอ๊าดค่อยๆ ห่างออกไป

ชาวบ้านทยอยสลายตัว เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านลานกลางเรือน โถงกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง

นายท่านยืนไพล่หลังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหลานสาวที่กำลังก้มหน้าเก็บผ้าปูเตียงอย่างสงบ

“เมื่อครู่…” เขาเอ่ยช้าๆ “เจ้ารู้ได้อย่างไร” น้ำเสียงไม่ดัง แต่แฝงแรงกดดัน

หลัวเหยาอวี้หยุดมือเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง สีหน้าซื่อไร้พิษภัย

“ข้า… ข้าเคยเห็นคำนี้ในตำราแพทย์ของท่าน ตอนที่ข้าเข้าไปช่วยปัดกวาดเช็ดถูห้องตำรา เลยจำได้ลางๆ เห็นอาการคล้ายกันจึงลองเอ่ยออกไป” นางพูดพลางชี้มือสุ่มๆ ไปทางห้องตำราที่เพิ่งออกมา

คำพูดนั้นทำให้ผู้เฒ่าหลัวชะงักเล็กน้อย สีหน้าแฝงความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง เด็กคนนี้รู้หนังสือ?

“เจ้ารู้หนังสือด้วยหรือ?” เขาไม่เคยสนใจจะถามมาก่อน เดิมก็คิดเพียงว่าเป็นเด็กติดสอยห้อยตามมารดา มาอาศัยชายคาเรือนเท่านั้น

หลัวเหยาอวี้พยักหน้าโดยไม่พูดอธิบายอะไร เพราะเรื่องนี้ถือว่านางพลาดไปแล้วที่เผลอแสดงออกมามารู้หนังสือ เนื่องจากไม่อาจอธิบายสาเหตุของมันได้ จึงทำได้เพียงพยักหน้าเท่านั้น

หลัวเหอขมวดคิ้ว แม้แต่แม่เฒ่าหลัวก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อ

ก่อนหน้านี้จางซื่อเคยกล่าวว่าตนเคยเป็นหญิงรับใช้ในเรือนที่มีการศึกษา เด็กนี่อาจได้เห็นตัวหนังสือบ้างก็เป็นได้

หลัวเหอจึงแค่นเสียงในลำคอ ตีหน้าผู้รู้อีกครั้ง “ต่อไปอย่าเอาคำในตำรามาพูดส่งเดช โรคเช่นนั้นอันตราย เข้าใจหรือไม่”

หลัวเหยาอวี้ก้มหน้าซ่อนแววตา รับคำอย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ”

ดูเหมือนว่าเรื่องการรู้หนังสือของนางจะทำให้คนเหล่านี้แค่แปลกใจ แต่ก็ไม่สงสัย…ปฏิกิริยานี้กลับทำให้นางสงสัยประวัติของเจ้าของร่างเดิมทันที

นายท่านหลัวมองนางอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าเดินจากไป ในใจเขามิได้คิดว่าเด็กคนนี้เก่งกาจอะไร เพียงแมวบังเอิญเจอหนูตายเท่านั้น หากเก่งจริง ต่อให้รู้โรค เหตุใดไม่รักษาเสียเองเล่า?

เขาเชื่อมั่นในความคิดนั้นโดยไม่ลังเล

แม่เฒ่าหลัวบ่นเรื่องทำความสะอาดบ้านเล็กน้อยแล้วตามสามีของตน

หลัวหนิว กับหลัวอัน สองพี่น้องมองเด็กหญิงที่รู้หนังสือด้วยแววตาไม่เข้าใจ และรู้สึกห่างชั้นอย่างไปไม่เป็น โดยเฉพาะหลัวหนิว เพราะนางอายุมากกว่าหลัวเหยาอวี้ด้วยซ้ำ แต่ท่านปู่ก็ไม่เคยสอนหนังสือให้ ต่างจากพี่ชาย น้องชาย ที่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีกว่า จึงไม่รู้จะกล่าวเช่นใดดี ทำได้เพียงสะบัดหน้าและตามท่านปู่ไป ส่วนหลัวอันแม้จะอยากพูดจาข่มขวัญสักหน่อยตามปกติ แต่เขาที่แม้แต่ซานจื้อจิงก็ยังท่องไม่คล่องจึงได้แต่เม้มปาก แล้ววิ่งตามพี่สาวไป

เมื่อเงาหลังของคนทั้งหมดหายลับเข้าไปหลัวเหยาอวี้จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาที่ซ่อนอยู่ใต้เงาผมกลับเย็นเยียบ นางเหยียดหยามในใจ แม้รู้โรค ก็ยังเลือกผลักไส เพียงแค่ให้ยาลดไข้สักขนานก็ยังพอบรรเทาได้ แต่เพราะกลัวเสียชื่อเสียงมากกว่าชีวิตคน จึงเลือกที่ผลักไสทุกอย่างออกไป

หมอที่กลัวความล้มเหลว

ย่อมไม่มีวันก้าวไกล

แต่นางไม่เอ่ยอะไรออกมา หากเปิดเผยความสามารถเกินไป ปู่ที่มอบเพียงสมุนไพรเก่าและน้ำข้าวต้มที่เจือจางให้แก่หลานที่บาดเจ็บหนักเช่นนี้ มิใช่คนดีอะไร ไม่แน่ว่าอาจจับนางไว้ใต้เงาของตน ใช้นางเป็นเครื่องมือหารายได้ในอนาคต

โลกนี้มิใช่โลกที่ให้รางวัลแก่ความสามารถเสมอไป

บางครั้ง…มันให้โทษ

อีกอย่าง อาการกำเริบครั้งนี้ยังไม่ถึงแก่ชีวิต เด็กคนนั้นยังมีโอกาส หากชะตาไม่ขาด วันหนึ่งอาจกลับมาหานางเอง

หลัวเหยาอวี้หลับตาลงช้าๆ หลายวันมานี้นางกระจ่างแจงนิสัยของครอบครัวนี้พอสมควร กระทั่งมารดาที่เหมือนจะรักนางดั่งแก้วตาดวงใจ แต่กลับมีพฤติกรรรมแปลกประหลาดที่อยากผลักไสนางออกไปอยู่เสมอๆ

แน่นอนว่าถังเหยาอวี้ไม่รู้เรื่องสาเหตุที่คนบ้านนี้ทำไมถึงรับนางสองแม่ลูกไว้ และก็ยิ่งไม่รู้ถึงเรื่องที่จางซื่อกังวลว่าอีกไม่นานพวกเรือนหลักจะต้องขับไล่พวกนางออกไปเพราะหมดประโยชน์แล้ว เนื่องจากการยกเว้นภาษีชั่วคราวของครอบครัวทหารที่เสียชีวิตปีนี้คือปีสุดท้าย เป็นเหตุให้นางพยายามขายบุตรีให้กับครอบครัวที่ดูมีอานาคตกว่านี้

แต่ถ้าหลัวเหยาอวี้รู้ สิ่งที่นางทำคงเป็นนับวันตั้งตาถูกขับไล่แน่นอน ในฐานะเซียนหญิงที่มาสิงร่าง…ไม่สิ จุติใหม่ นางไม่มีทางยอมอดตายข้างทางแน่ ดังนั้น นางย่อมไม่มีทางสร้างอภินิหารใดใดในการรักษาคนไข้ให้พวกนี้เห็นเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคตเด็ดขาด

นี่เป็นเรื่องน่าบังเอิญยิ่งกว่าสวรรค์คำนวน เพราะสิ่งที่เรือนหลักต้องการ เป็นสิ่งที่เหยาอวี้ต้องการไม่แพ้กัน

ดังนั้นจึงมีเพียงจางซื่อ กับหม่าซื่อเท่านั้นที่กังวลกับอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงนี้